กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

ธุรกิจ : SMEs

วันที่ 25 เมษายน 2555 01:00

“ฮาวายไทย” บนเกมธุรกิจ 2012

“วิวัฒน์ วิภวพาณิชย์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮาวายไทยเอ็กซ์ปอร์ต จำกัด

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

รูปปั้นม้าศึกตัวใหญ่ยักษ์ในโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์เอาท์ดอร์ฮาวายไทย สะท้อนฉากรบครั้งสำคัญของเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ไทย พร้อมช่วงชิงพื้นที่ในตลาดโลก

เวลาเดียวกับที่ถนนบางนา-ตราด ร้อนแรงไปด้วยการแข่งขันของเฟอร์นิเจอร์ทั้งแบรนด์ไทยและเทศ ห่างออกไปบนถนนเพชรพระราม มีเฟอร์นิเจอร์แกลลอรีน้องใหม่ “ฮาวายไทย” ปรากฏตัวขึ้น พร้อมประกาศเป็นโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์เอาท์ดอร์สุดหรูในประเทศ

พวกเขาทุ่มงบประมาณแบบ “จัดเต็ม” จากเคยคาดว่าจะใช้เงินไม่เกิน 10-15 ล้านบาท แต่ตัวเลขกลับพุ่งไปสูงถึงกว่า 130 ล้านบาท!

สำหรับ “วิวัฒน์ วิภวพาณิชย์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮาวายไทยเอ็กซ์ปอร์ต จำกัด ทายาทรุ่น 2 เฟอร์นิเจอร์สานและถักทอ 5 ทศวรรษ ยังยืนยันกับเราว่า...นั่นไม่ได้ไกลเกินแผนของเขา

“เมื่อมองถึงแผนกลยุทธ์ของฮาวายไทย อย่างแรกเลยเราต้องการเป็น Benchmark ให้คนอื่น เราต้องการแสดงตัวตนออกไปว่าฮาวายไทยเป็นแบบนี้ ขณะเดียวกันนโยบายของเรา คือ การลงทุนและขยายกิจการ จะต้องใช้กระแสเงินสดซึ่งเกิดจากสิ่งที่เรามีเท่านั้น ไม่ไปกู้เงินจากธนาคารมาทำ และโชว์รูมที่ตั้งขึ้นก็ตอบทั้งสองเงื่อนไข”

วิวัฒน์ บอกกับเรา ถึงธรรมนูญธุรกิจที่วางไว้ชัดตั้งแต่ต้น เพื่อให้คนรุ่นถัดมาอย่างเขาเดินไม่หลุดกรอบตกไหล่ทาง หรือสร้างความเสียหายให้ธุรกิจมากไปกว่านี้

“นี่ไม่ใช่การลงทุนที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ฮาวายไทย” วิวัฒน์บอก พร้อมย้อนภาพธุรกิจยุคตั้งต้นเมื่อกว่า 50 ปีที่ผ่านมา ขณะที่หลายกิจการยังเป็นโรงงานในห้องแถว แต่ “เจน วิภวพาณิชย์” พ่อของเขา กลับลุกมาทุ่มทุนสร้างโรงงานสุดทันสมัยบนเนื้อที่ 12 ไร่ ในนิคมอุตสาหกรรมบางชัน เมื่อภาพในความนึกคิดชัดเจนว่า เป้าหมายที่ต้องการเดินไป คือ “ตลาดโลก” ดังนั้น คน การทำงาน รวมถึงโรงงาน ก็ต้องได้มาตรฐานตลาดโลกตามไปด้วย

ดูจะไม่ผิดทางนัก เมื่อการตัดสินใจในครั้งนั้น ปูทางให้ฮาวายไทยกลายเป็นแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับในสนามอินเตอร์ในเวลาต่อมา ฐานที่เป็นเฟอร์นิเจอร์สานและถักทอ ที่โดดเด่นด้านดีไซน์และวัสดุ

“ผมถึงให้ความสำคัญกับการวางแผนกลยุทธ์ (Strategic Planning) เราจะเดินต่ออย่างไร ก็หยิบแผนขึ้นมาดู ซึ่งแผนคงไม่ได้อยู่เป็นร้อยปี ต้องปรับปรุงไปเรื่อยๆ สมัยคุณพ่อท่านอาจไม่มีคำว่าขยายกิจการ แต่สมัยนี้คุณพ่อรู้สึกว่าฮาวายไทยได้กลายเป็นสถาบันไปแล้ว เราไม่ใช่บริษัทที่หวังทำกำไร เอาเงินไปเที่ยวเตร่ ขาดทุนก็รีบปิดกิจการ เมื่อท่านมองว่านี่คือสถาบัน อย่างไรก็ต้องอยู่ต่อไป และนั่นคือเหตุผลที่เราต้องมีโชว์รูมแห่งนี้”

โชว์รูมเฟอร์นิเจอร์เอาท์ดอร์ที่เป็นเหมือนสถาบันของงานสานและถักทอ เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในเกมแข่งขัน เมื่อวันนี้โจทย์ที่ถาโถมใส่พวกเขายังมหาศาล การแข่งขันในธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ยังคงร้อนแรง คู่แข่งมีล้นสนาม ต้นทุนผลิตสูงขึ้นจากปัญหาค่าแรงที่ปรับเพิ่ม เศรษฐกิจไม่ได้สวยหรู ไม่ช้าบานประตูอาเซียนเปิดออก ถ้าไม่เตรียมพร้อมก็อยู่ไม่ได้

สิ่งที่ฮาวายไทยเลือกทำ และดูจะเป็นการปรับตัวมาอย่างต่อเนื่อง คือการพัฒนา “หัวใจ” ของธุรกิจ เขาว่า เฟอร์นิเจอร์ที่เป็นงานสานและถักทอ ต้องยกให้ “ดีไซเนอร์” และ “นักขาย” ที่เป็นกุญแจดอกสำคัญ

“ทั้งดีไซเนอร์ และนักขาย เป็นอะไรที่หายากหมด สิ่งที่เราทำจบไปแล้วคือดีไซเนอร์ ซึ่งช่างฝีมือหรือศิลปินที่เรามี เราปั้นกันมานาน หลายคนทำงานกับคุณพ่อตั้งแต่อายุ 18 จนถึงวันนี้ เรามีคนที่เชี่ยวชาญและเป็นหัวใจอยู่ถึง 50-60 คน ส่วนนักขายอันนี้ไม่ง่าย เรากำลังสร้างคนที่เข้าใจสินค้าและธรรมชาติของธุรกิจนี้มากที่สุด”

มีอะไรพิเศษในการขายเฟอร์นิเจอร์ฮาวายไทย เขาบอกว่า ไม่ต่างจากการขายรถยนต์ที่ลูกค้าต้องอดทนรอกับการมาถึงของสินค้า เพราะเป็นการผลิตใหม่ ไม่ใช่การไปขนจากโกดังมาให้ลูกค้า ความยากของงานนี้คือต้องอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจถึงเหตุผลของการรอคอยให้ได้

“ลูกค้าอยากได้นาฬิกาเรือนละ 7 ล้านบาท แค่จ่ายเงินรูดการ์ด ก็ถือกลับบ้านได้แล้ว แต่เก้าอี้ตัวละแค่หมื่นสองหมื่น ลูกค้าต้องรอเป็นสัปดาห์ ซึ่งเซลส์ต้องอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจให้ได้ว่าเราทำงานแฮนด์เมดและไม่มีสต็อก เวลาเดียวกันเขาต้องมีทักษะมากกว่าการขาย เพราะต้องรับความรู้สึกของลูกค้า ไปถ่ายทอดให้ดีไซเนอร์ทำออกมาให้ตรงใจ เซลส์ของเราต้องสั่งกระจกเอง ต้องคุยกับคนเย็บเบาะเอง ต้องไปสู้รบกับฝ่ายต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าได้ของที่ดีที่สุด”

ไม่ง่ายเลยกับการปั้นนักขายฮาวายไทยให้ได้ดั่งใจเขา วิวัฒน์ยอมรับว่ายังคงต้องใช้เวลาปลุกปั้นกันอีกยกใหญ่

เวลาเดียวกับการสร้างหัวใจธุรกิจ และพัฒนาสินค้านวัตกรรมออกมาสู้รบในตลาด ผู้บริหารฮาวายไทย ก็มองหาโอกาสใหม่ๆ ให้กับธุรกิจของพวกเขา เช่นเดียวกับ AEC ...ฮาวายไทยจะใช้โอกาสนี้สร้างแต้มต่อให้พวกเขาอย่างไร?

“คนส่วนใหญ่จะมองภาพเออีซีว่า เราจะแข่งขันได้ไหม ราคาเป็นอย่างไร จะมีการก๊อบปี้กันไหม เปิดเออีซีเฟอร์นิเจอร์สานคงเสร็จอินโดนีเซียแน่ เพราะเขาทำได้ถูกมากเลยนะ ต้นทุนเขาถูกกว่าเรา แล้วเราจะตายไหม ...คุณจะกลัวทำไม คนไทยฝีมือดีจะตาย และเรากับเขามันคนละลูกค้า”

สำหรับวิวัฒน์ เขามองข้ามการเพิ่มจำนวนของคู่แข่งในเออีซี แต่เห็นโอกาสที่พร้อมเปิดกว้างให้กับนักวางระบบที่เฉียบขาด

“เออีซี ผมมองว่าเป็นการต่อสู้กันเรื่องระบบมากกว่า ผมไม่นึกภาพว่าจะต้องไปตั้งโรงงานที่อินโดนีเซียนะ หลายคนอาจคิดอย่างนั้นเพราะเอาสงครามราคามาใช้ แต่ผมมองว่าถ้าเราได้พรรคพวก ยังมีช่องทางให้ไปได้ อย่างเขาเป็นโออีเอ็มที่เก่ง ผมไม่ได้พูดว่าถูกนะ แต่ดีไซน์สวย ฝีมือดี มีลายสานเท่ๆ ก็อาจให้เขาผลิตให้ บางคนอาจช่วยเราในแง่โลจิสติกส์ บางคนเราก็ขายวัสดุให้เขา ที่มีศักยภาพก็อาจเปิดโชว์รูม จะอย่างไรก็ตามต้องอยู่ในเงื่อนไขว่าเป็น แบรนด์และวัสดุของเราเท่านั้น ซึ่งสิ่งที่ตามมาจากการทำแบบนี้คือ ระบบ”

สิ่งที่ได้เปรียบในเออีซี เขามองว่า ใครเก่งอย่างไรก็ให้ทำอย่างนั้น เก่งตลาดก็ทำตลาด เก่งผลิตก็ทำผลิต และนั่นจะสร้างศักยภาพให้คนในภูมิภาคนี้ได้มากที่สุด

นี่คือวิธีคิดของคนที่มองธุรกิจมากไปกว่าการแข่งขันในวงจรเดิมๆ ไม่สนสงครามราคา มีจุดยืนในแบรนด์ที่ชัดเจน และพร้อมปรับตัวให้ล้อไปกับทุกสภาพการแข่งขันอยู่เสมอ

สำหรับฮาวายไทยในวันนี้ เขาบอกว่า ได้มาถึงภาพที่วางไว้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว คือการวางรากฐานด้านการผลิต การขาย และภาพลักษณ์ของตนเองให้มีความชัดเจนพร้อมก้าวไปสู่แบรนด์ที่ทุกคนยอมรับ และสิ่งที่ปูทางไว้ก็เชื่อว่าจะทำให้พวกเขาพร้อมรับมือกับทุกเกมแข่งขัน

รูปปั้นม้าศึกสำหรับวิวัฒน์ ไม่ได้มีความหมายมากไปกว่าชิ้นงานที่มาเบรกโชว์รูมของเขา ให้มีกลิ่นอายความเป็นพิพิธภัณฑ์หรือแกลลอรีที่สะดุดตาขึ้น...ทว่าเวลาเดียวกันนี่อาจเป็นภาพสะท้อนของฮาวายไทย นักสู้ ผู้ไม่ปฏิเสธการก้าวพลาด แต่พร้อมมุ่งทะยานสู่เป้าหมาย

ถ้าเพียงเชื่อมั่นว่าเส้นทางนั้นจะนำธุรกิจของพวกเขาไปสู่สิ่งที่ดีกว่าได้

“”””””””””””””””””””
Key to success
เหลี่ยมธุรกิจฮาวายไทย
๐ ทำธุรกิจต้องมีแผนกลยุทธ์
๐ ต้องเป็น Benchmark ให้คนอื่นได้
๐ การลงทุนและขยายกิจการ ต้องใช้ Cash flow ในมือเท่านั้น
๐ ตั้งโชว์รูมสร้างความชัดเจนในแบรนด์
๐ ไม่เล่นสงครามราคา
๐ เออีซีคือโอกาส ต้องเป็นนักวางระบบให้ได้

 

 

Tags : วิวัฒน์ วิภวพาณิชย์ ฮาวายไทย เอสเอ็มอี

Adsense

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

AD Position a2 2

advertisement