เป็นทายาทธุรกิจไม่ง่าย ทำอย่างไรให้คนรุ่นแรกเชื่อฝีมือ ลูกน้องยอมซูฮก ลูกค้าไม่หดหาย ธุรกิจยังเติบโต นี่คือ ความท้าทายของพวกเขา
การทำให้ตัวเองเป็นที่ยอมรับของคนรุ่นก่อตั้ง ดูจะเป็นปัญหาสำคัญของเหล่าทายาท ด้วยอายุที่ยังน้อย ไฟแรงแต่ขาดประสบการณ์ แถมเข้าไปทำงานในฐานะลูกเถ้าแก่ไม่ใช่ลูกจ้าง เส้นทางพิสูจน์ฝีมือจึงเกิดขึ้น
ผู้ประกอบการ Young Blood ในเวทีเสวนา “มุมมองและแนวคิดของทายาทธุรกิจรุ่นใหม่ ต่อการสืบทอดกิจการครอบครัว” ที่จัดโดยวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ผ่านมา ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์
“ผมเกิดมาก็มีเบอร์ติดตัว” คือคำบอกเล่าของ “พลเทพ มาศรังสรรค์” ทายาทโรงงานผู้ผลิตและจัดจำหน่ายบรรจุภัณฑ์โฟม “PP Packaging” ยอดขายหลายร้อยล้านบาทต่อปี ธุรกิจครอบครัวที่มีเครือญาติเป็นหุ้นส่วนจำนวนมาก ระบบการจัดการของที่นี่ เลยใช้วิธีระบุหมายเลขประจำตัวไว้ รุ่นก่อตั้งมีพี่น้อง 7 คน แม่ของเขาเป็นลูกคนที่ 7 พลเทพ” เป็นลูกคนที่สองของแม่ที่อยู่เบอร์ 7 เขาจึงเป็นทายาท รุ่น 7.2 ของ บีบีแพ็คเกจจิ้ง
“พลเทพ” เข้าไปเรียนรู้กิจการของครอบครัว ในฐานะน้องคนเล็กของทายาทรุ่นสอง และบริหารพนักงานที่ล้วนอายุมากกว่าตัวเอง ต่างคนก็ล้นประสบการณ์ การให้ผู้ใหญ่ฟังเด็กรุ่นใหม่อย่างเขาจึงไม่ใช่เรื่องง่าย
แม้จะไฟแรง โปรเจคมากมาย แต่สุดท้ายโปรเจคที่ได้รับการอนุมัติจึงมีเพียงโปรเจคที่ "ทำแล้วไม่เสียเงิน"
สิ่งที่ พลเทพ ทำ คือเลือกพิสูจน์ตัวเองด้วยคำว่า “อดทน” และเลือกสร้างผลงานให้เป็นที่ยอมรับ คิดแค่ว่า เมื่อทำงานออกมาดี ความเชื่อมั่นก็จะตามมาเอง และก็ดูจะไม่ผิดทางนักเมื่อการทำงานต่อๆ มา ของเขา ถูกผู้บริหารรุ่นก่อนยอมรับได้ง่ายขึ้น
ธุรกิจในครอบครัวยังไปได้ดี แต่สิ่งที่ "พลเทพ" ทำคือเลือกออกมาหาประสบการณ์ข้างนอกเพื่อไปสร้างแต้มต่อให้กิจการของเขาของในอนาคต กับงานที่ปรึกษาการตลาดให้กับธุรกิจเอสเอ็มอี
โดยเป็นการเห็นพ้องกันกับคนรุ่นหนึ่งที่มองว่า การออกมาเปิดหูเปิดตาข้างนอก จะสร้างโอกาสให้กับทายาทรุ่นสองมากขึ้น และในนามของทายาทเขาก็เหมือนแขนขาของบีบี แพ็คเกจจิ้งคนหนึ่ง การมาเปิดโลกอาจจะทำให้ได้ลูกค้ากลับไป หรืออย่างน้อยให้ใครหลายคนรู้จักธุรกิจครอบครัวมากขึ้นผ่านตัวเขา
ขณะที่ “ศุภวัฒน์ เตชะวรบท” เป็นทายาทธุรกิจอัญมณี เขากำลังเริ่มต้นบริหารกิจการครอบครัวแบบเต็มตัว การเติบโตมาในครอบครัวคนจีน เป็นลูกชายคนเดียว จึงถูกคาดหวังมาตั้งแต่เด็กว่าวันหนึ่งเขาจะต้องสืบทอดกิจการนี้
แต่การเป็นลูกเถ้าแก่ไม่ได้ทำการสืบทอดกิจการง่ายขึ้น ยิ่งการนำเทคโนโลยีมาใช้ในธุรกิจเพื่อให้ธุรกิจทันสมัยก้าวทันยุค แต่เมื่อทุกอย่างคือการ "ลงทุน" คำตอบสุดท้ายจากคนเป็นพ่อก็คือ “ไม่”
“ศุภวัฒน์” บอกเราว่า เขาใช้เวลาถึง 2-3 ปี กว่าจะพิสูจน์ตัวเองให้ทุกคนเห็นว่าสิ่งที่เขาพยายามปรับเปลี่ยน สามารถเพิ่มยอดขายและหาลูกค้าหน้าใหม่เข้าสู่องค์กรได้ วันหนึ่งคนรุ่นพ่อจึงยอมรับ และยกให้เขาดูแลฝ่ายขายและคุมลูกค้ารายใหญ่ทั้งหมด
“มันอาจใช้เวลา เราต้องค่อยๆ อธิบาย สิ่งไหนที่เขายอมรับได้เขาก็จะยอมรับ แต่สิ่งไหนที่ยอมรับไม่ได้ เราก็อาจต้องยอมท่านไปก่อน เพื่อโอกาสพิสูจน์ตัวเองในอนาคตต่อไป”
เช่นเดียวกับ “สารัช กมลธรไท” ทายาทมะขามแปรรูป แบรนด์ “สารัช” ที่มองธุรกิจว่า ..“รุ่นพ่อแม่ คือ การสร้างตัว รุ่นผมคือการแข่งขัน ส่วนอนาคตมันเป็นเรื่องของจอยเวนเจอร์”
สารัช เลือกรับมรดกทางธุรกิจจากพ่อแม่อย่างเต็มใจ เพื่อพัฒนามะขามสารัช ชื่อเดียวกับเขาให้สืบต่อ
ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทำให้เกมธุรกิจต้องปรับเปลี่ยน จากมะขามแปรรูปที่คู่แข่งล้นตลาด ชื่อก็คล้ายๆ กัน วางขายอยู่เชลฟ์ติดกัน ลูกค้าสับสนชิ้นไหนเป็นของค่ายไหนกันแน่
การเข้ามาของ “สารัช” จึงมองที่จะมาพัฒนาแบรนด์อย่างเต็มตัว พยายามเข้าไปพึ่งหน่วยงานต่างๆ อย่างกรมส่งเสริมการส่งออก TCDC เพื่อหาสิ่งที่จะทำให้มะขามของเขาต่างจากคนอื่น มองที่จะดึงจุดขายของคุณค่าทางโภชนาการมาเป็นจุดแข็ง เน้นการทำซีอาร์เอ็ม และให้ความรู้ลูกค้าไปในตัว รวมถึงการตลาดต่างประเทศที่มองเรื่องของพันธมิตรทางธุรกิจ ไม่ใช่การออกไปโดยไม่มีความเชี่ยวชาญอะไรเลย
สิ่งที่เขากำลังทำอาจเป็นจุดอ่อนที่คนรุ่นพ่อแม่ยังทำไม่ได้ แต่ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของพ่อแม่คือสิ่งที่เขาต้องเรียนรู้ และค่อยๆ เติบใหญ่ในสายธุรกิจนี้อย่างแข็งแกร่ง เพื่อรักษาธุรกิจของครอบครัวให้อยู่รอดต่อไปให้ได้
“ณัฏฐ์ กรโกสียกาจ” เป็นหนุ่มวิศวะ เขาไม่ใช่หนุ่มสำอางแต่ต้องมาสืบทอดธุรกิจความงาม NZ Skin care ของคนเป็นแม่ “ณัฏฐ์” เลือกทำงานประจำตามที่ศึกษามา ควบคู่ไปกับการเรียนรู้งานที่บ้าน เขาพยายามศึกษาธุรกิจ เพราะไม่อยากสูญเสียมรดกชิ้นนี้ แต่มาคิดว่าจะใช้ศักยภาพของตัวในด้านใดดี ที่จะมาพัฒนาธุรกิจของครอบครัวได้ ง่ายๆ ว่า ทำงานให้เหมาะสมกับตัวเองที่สุด
“ณัฏฐ์” เลือกเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาธุรกิจและการตลาด ไม่ต้องออกหน้าแต่ก็ยังบริหารจัดการธุรกิจของเขาได้ สิ่งที่เป็นข้อได้เปรียบของเขา เมื่อเทียบกับทายาทคนอื่น คือมีคุณแม่ที่แนวคิดทันสมัย เปิดกว้างและยอมรับในความคิดของเขา ซึ่งนี่เป็นกุญแจปลดล็อกสำคัญที่จะทำให้การบริหารกิจการของทายาทราบรื่นและก้าวไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว
ถ้าธุรกิจรุ่นแรกเคยดีเลิศ การเข้ามาของทายาทรุ่นต่อไปก็จะเลี่ยงความกดดันไปไม่ได้ เหมือนที่ “อนุชิต รังสีวงศ์” ทายาทรุ่น 3 ธุรกิจนำเข้าโคมไฟและเฟอร์นิเจอร์สำหรับตกแต่งภายในจากต่างประเทศ ยอมรับกับเรา
คนรุ่น 2 เคยทำให้ “พรีม่า ริชชี่” ขึ้นมาในระดับหัวแถวของอุตสาหกรรมได้ แต่เมื่อถึงวันของรุ่น 3 ท่ามกลางกระแสการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนแปลง ธุรกิจขยับถอยไปอยู่ระดับกลางของตลาด การทำธุรกิจที่เติบโตขึ้น มีการเพิ่มสาขา เพิ่มทรัพยากรขึ้นมากมาย แต่ผลประกอบการยังคงเท่าเดิม ขณะที่สมาชิกในครอบครัวก็เพิ่มจำนวนขึ้นทุกวัน ซึ่งนั่นล้วนเป็นความท้าทายของคนรุ่นเขา
เป้าหมายของ “อนุชิต” คือการเปลี่ยนภาพของธุรกิจกงสี ให้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น เขาบอกว่าจะนำพาธุรกิจของคนรุ่นก่อน กลับมาอยู่ในตำแหน่งเดิมให้ได้ ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงของเขาในวันนี้
นี่คือผู้ประกอบการพันธุ์ใหม่ ผู้มุ่งสืบสานธุรกิจครอบครัวให้ยิ่งใหญ่ได้ด้วยสองมือของพวกเขา จนคนรุ่นเก่ายังต้องยกนิ้วให้ในความ “เจ๋ง”
........................................
Key to success
เคล็ดสืบสานธุรกิจครอบครัว
๐ หาโอกาสให้เจอ และฉกฉวยมันไว้
๐ ธุรกิจกงสีต้องมีธรรมนูญครอบครัว
๐ จะสำเร็จได้ต้องขจัดข้อขัดแย้ง
๐ อดทนให้มาก พิสูจน์ตัวเองให้เป็นที่ยอมรับ
๐ ต้องทำแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก
๐ หาเอกลักษณ์ให้เจอ
๐ สร้างคอนเนคชั่นที่ดี เกื้อหนุนธุรกิจในอนาคต
Tags : ทายาทธุรกิจ • เอสเอ็มอี

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น