กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

ธุรกิจ : SMEs

วันที่ 19 สิงหาคม 2553 15:43

สสว.คาดครึ่งปีหลังSMEส่งออกชะลอตัว

ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเอสเอ็มอี (สสว.)

ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเอสเอ็มอี (สสว.)

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

สสว. คาดการณ์ครึ่งปีหลังเอสเอ็มอีส่งออกชะลอตัว ผลจากเศรษฐกิจโลก เงินบาทแข็งค่า อัตราดอกเบี้ยเพิ่ม แนะระมัดระวังการกู้ แสวงหาโอกาสเพิ่มรายได้

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเอสเอ็มอี (สสว.) เปิดเผยในงานรายงานสถานการณ์ SMEs ครั้งที่ 2/2553 เรื่อง “การปรับตัวของ SMEs ในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น” จัดโดย สสว. ร่วมกับ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (TNSC) ว่า เศรษฐกิจโดยภาพรวม และ SMEs ในช่วงครึ่งปีแรก 2553 (ม.ค.-มิ.ย.) มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้น ปัจจัยสำคัญมาจากการส่งออกที่เพิ่มสูงขึ้น และการลงทุนภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้น ผลจากเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวเร็วกว่าประเทศคู่ค้า ความต้องการสินค้าในประเทศเพิ่มขึ้น รวมทั้งมาตรการภาครัฐทั้งไทยเข้มแข็งและมาตรการกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร ทำให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น

“ในปี 2553 คาดการณ์ว่า SMEs สาขาต่างๆ สามารถสร้างมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นค่อนข้างเด่นชัด แต่จะมีทิศทางที่ชะลอตัวลงเล็กน้อยในครึ่งปีหลัง แม้ว่าภาคการส่งออกและภาคบริการจะมีการขยายตัวต่อเนื่อง แต่เป็นอัตราที่ลดลงเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก เนื่องจากค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งตัวมากขึ้น และเป็นช่วง low season ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 3 – ต้นไตรมาส 4 รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีโอกาสจะปรับสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าเศรษฐกิจของ SMEs ในปี 2553 จะขยายตัวร้อยละ 5.2 ขณะที่การส่งออกจะขยายตัวอยู่ที่ 11.7“ ผอ.สสว. กล่าว

อย่างไรก็ดี แม้ว่าการปรับตัวเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้จะยังไม่ส่งผลกระทบต่อ SMEs มากนัก  แต่จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจทำให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยากขึ้น เกิดการชะลอการลงทุนขนาดใหญ่ ในส่วนธุรกิจที่มีการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินจะมีภาระทางการเงินเพิ่มขึ้น มีกำไรสุทธิลดลงจากต้นทุนการประกอบการที่เพิ่มขึ้น

ดังนั้นแนวทางการปรับตัว ผู้ประกอบการต้องเพิ่มความระมัดระวังในการกู้ยืมเงินโดยเฉพาะการกู้เพื่อการลงทุนขนาดใหญ่ แสวงหาโอกาสในการเพิ่มรายได้ เช่น ขยายตลาดใหม่ ขยายประเภทสินค้าและบริการ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ รวมทั้งทำการตลาดเชิงรุกมากขึ้น นอกจากนี้ควรมีการเจรจากับสถาบันการเงิน ในการยืดระยะเวลาการชำระหนี้ หรือขอใช้อัตราดอกเบี้ยแบบ Fix rate

นายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า เงินเฟ้อที่ปรับเพิ่มขึ้นส่งผลต่อแรงกดดันด้านอัตราดอกเบี้ย ทำให้ล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มขึ้น 0.25% ไปอยู่ที่ระดับ 1.50% ซึ่งธนาคารพาณิชย์ได้มีการปรับอัตราดอกเบี้ยทั้งเงินฝากและเงินกู้ตามไปแล้ว ซึ่งในปีนี้คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับเพิ่มขึ้นอีก 0.50% ไปอยู่ที่ระดับ 2.00% ซึ่งจะส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์เช่นกัน

ทั้งนี้ ธนาคารคาดว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และโทรคมนาคมจะได้รับผลกระทบมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ ธุรกิจโรงแรมและการขนส่ง ซึ่งมีการลงทุนใน Fixed Asset สูง ทั้งนี้ ธุรกิจ SMEs ส่วนใหญ่ จะเป็นภาคการค้าและบริการ ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยไม่มากนัก

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการ SMEs ที่ตอนนี้ใช้สินเชื่อดอกเบี้ยลอยตัว ควรมีการเตรียมแผนธุรกิจเพื่อรับมือกับอัตราดอกเบี้ยที่คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้น โดยควรจะเตรียมปรับแผนใน 2 ส่วน ได้แก่ การบริหารจัดการธุรกิจ โดยเฉพาะในส่วนของต้นทุน ซึ่งควรจะมีการควบคุมต้นทุนในธุรกิจให้รัดกุมยิ่งขึ้น และการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมกับธุรกิจ ซึ่งถ้าหากสามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ด้วยแล้ว ย่อมทำให้ธุรกิจสามารถผ่านช่วงสภาวการณ์เช่นนี้ไปได้

นายไพบูลย์  พลสุวรรณา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สภาผู้ส่งออก) กล่าวว่า ถึงแม้ว่าภาพรวมของการส่งออกของประเทศไทยจะมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่ผู้ประกอบการไม่ได้มีกำไรมากขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้ายังคงไม่แน่นอน ทำให้ลูกค้ายังคงกดราคาสินค้าให้ต่ำที่สุด ประกอบกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยในเรื่องของการขาดแคลนแรงงานทำให้ต้องจ่ายค่าจ้างสูงขึ้น เรื่องของระวางเรือไม่เพียงพอ ทำให้ค่าระวางเรือสูงขึ้น และอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศที่มีอัตราสูงขึ้น ซึ่งปัจจัยต่างๆ ล้วนแล้วแต่ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการสูงขึ้นด้วย

นายไพบูลย์  พลสุวรรณา ยังได้กล่าวถึงการปรับตัวของ  SMEs จากผลกระทบด้านอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ว่า ผู้ประกอบการ SME ของไทย ควรจะต้องมีการพัฒนาประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องโดยเริ่มต้นจากการให้ความรู้แก่พนักงาน นำการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์และโซ่อุปทานมาช่วยในการลดต้นทุนขององค์กร เน้นการรวมกลุ่มเพื่อสร้างอำนาจการต่อรองกับคู่ค้า และควรมีการศึกษาหาข้อมูลอย่างรอบด้านเพื่อให้ได้คู่ค้าที่ดี

Tags : สสว. เอสเอ็มอี

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

advertisement