กรุงเทพธุรกิจ

  •  

ธุรกิจ : SMEs

วันที่ 23 มีนาคม 2552 00:05

ภารกิจนิสิตพันธุ์ใหม่ ปั้น 7 โอท็อปสุดมหัศจรรย์

ได้เวลาเด็กไทยจะไม่เก่งแค่ในห้องเรียน และความเก่งจะไม่ถูกพิสูจน์เพียงการเขียนแผนธุรกิจสุดเจ๋งอีกต่อไป

... แต่เด็กไทยพอศอนี้ ต้องสามารถจับเอาทฤษฎีในตำรา มาแก้ปัญหาในสนามธุรกิจจริงได้

เรากำลังพูดถึงโครงการ “7 wonders OTOP showcase” การผนึกกำลังครั้งสำคัญของนักศึกษาปริญญาโท สาขานิเทศศาสตร์การตลาด มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  พลังสมองของเด็ก Gen Y ที่จะนำความรู้ด้านการสื่อสารการตลาดมาพัฒนาและยกระดับสินค้าชุมชน 7 ผลิตภัณฑ์ จาก 7 อำเภอ ของจังหวัดปทุมธานี ให้กลายเป็น โอท็อปสายพันธุ์ใหม่” ซึ่งโดดเด่นในโลกธุรกิจ เปี่ยมศักยภาพพร้อมแข่งขันได้ โดยใช้พลังไอเดียนำหน้าเม็ดเงินในกระเป๋า

น้องๆ ใช้เวลาตลอด 2 เดือน คลุกคลีอยู่กับชุมชน สัมภาษณ์ พูดคุย ทำเวิร์คชอป วิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของผลิตภัณฑ์ร่วมกับชาวบ้าน ตั้งคำถาม-ไขคำตอบ วิจัยตลาด  ...สุดท้ายก็ได้ทางออกให้กับโอท็อปไทย

“นัท- ณัฐพงศ์ ศรีพลอยรุ่ง” และ “ปรเมศวร์ เศรษฐาภรณ์”  ร่วมพลิกโฉมขนมทองม้วนโบราณ มาสร้างตำนานทองม้วนบางพูน

“ที่ผ่านมาทองม้วน ไม่เคยมีระบุหลักแหล่งมาก่อนว่ามาจากไหน เราอยากทำให้เหมือนเวลานึกถึงขนมหม้อแกงก็ต้องเมืองเพชร จึงมาคิดทำให้มันเป็นขนมที่มีเรื่องราว มีที่มา เริ่มจากการเปลี่ยนชื่อยาวๆ อย่าง ทองม้วนรสเค็มสูตรโบราณ ของกลุ่มผลิตภัณฑ์อาชีพสตรีบางพูน มาเป็น ทองม้วนบางพูนสั้นๆ เพื่อเปลี่ยนภาพของขนมโบราณให้ทันสมัยขึ้น และชัดเจนถึงที่มาว่าเป็นขนมของชาวบางพูน”

หลังเปลี่ยนชื่อและสร้างโปรดักท์สตอรี่ ก็ต้องดึงเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ให้โดดเด่น น้องๆ บอกว่า ที่ผ่านมาชาวบ้านมีการนำสมุนไพรในท้องถิ่นมาใส่ในทองม้วน แต่ไม่เคยนำจุดนี้มาขาย ทั้งที่มีความน่าสนใจ เพราะสามารถทำให้ขนมหวานกลายเป็นขนมที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพได้ พวกเขาจึงเสนอให้ทองม้วนทองพูนเพิ่มจุดแข็งในเรื่องนี้เอาไว้ด้วย

แต่เศรษฐกิจไม่ดี จะให้ลงทุนปรับโน่นเปลี่ยนนี่มากมายคงไม่ได้  การปรับเปลี่ยนที่ดีที่สุดและลงทุนน้อยที่สุด ก็แค่ให้เริ่มจากภายใน อย่างเรื่องของสัดส่วนและรูปลักษณ์ของขนม ที่สามารถใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไป เพื่อสร้างขนมที่แตกต่าง ซึ่งไม่ต้องลงทุนมหาศาลเพียงแต่ปรับวิธีทำบางขั้นตอนเท่านั้น

การปรับเปลี่ยนบางอย่าง นอกจากจะทำให้สินค้าชุมชนมีตลาดที่ใหญ่ขึ้น ยังเป็นการ "ลดต้นทุน" และ "เพิ่มกำไร" ได้ด้วย

"แก้ว - ศุจิมา แวววิริยา" ตัวแทนกลุ่มกระยาสารท "อำนวย" ที่กำลังลบภาพขนมประเพณีอย่างกระยาสารท มาเป็นของกินเล่นขายได้ตลอดทั้งปี   หลังจากลองนำขนมมาให้เพื่อนๆ ลองทานในห้อง และลงความเห็นว่า "ขนมอร่อย ทานแล้วอิ่มท้อง"

น้องแก้วบอกเราว่า ผู้ประกอบการก็มีความคิดที่จะทำกระยาสารทให้เป็นสแน็ก จึงได้พัฒนาออกมาเป็นชิ้นเล็กๆ และแพ็คลงกล่องลายไทย ในชื่อ อำนวยขนมไทย

มองอย่างไรก็ได้แค่ "ของฝาก" ซื้อขายไม่คล่อง ขณะที่ค่าแพ็คเกจจิ้งก็สูง

"พอต้องทำให้มันเป็นสแน็ก พวกเราเลยเสนอให้แพ็คออกมาเป็นชิ้นขนาดพอดีคำในซองพลาสติก จากนั้นก็นำมารวมใส่ถุงใบใหญ่อีกที วิธีนี้จะทำให้ค่าใช้จ่ายด้านแพ็คเกจจิ้งลดลง และสร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น อย่างกล่องกระยาสารทเดิมเขาขายที่ 45 บาท ต้นทุนกล่องอยู่ที่ 5-6 บาท ใน 1 กล่อง อาจมี 20-30 ชิ้น  แต่พอเรามาปรับให้ดูเป็นสแน็ก ต้นทุนลดลงครึ่งต่อครึ่ง คือถุงพลาสติกอยู่ที่ 2-3 บาท ส่วนจำนวนที่ขายจะลดลง อาจใส่ถุงละ 8-10 ชิ้น แต่ขายในราคา 25 บาท คือขายได้แพงขึ้น ทำกำไรได้มากขึ้น

ที่สำคัญถุงพลาสติก คนจะรู้สึกว่า เข้าถึงง่าย เป็นขนมง่ายๆ วางขายที่ไหนก็ได้ไม่ใช่แค่ร้านของฝาก โดยเราเปลี่ยนชื่อจาก อำนวยขนมไทย มาเป็น “อำนวย” เฉยๆ ให้มีกิมมิคเล็กน้อย คือด้านหนึ่งอำนวยคือชื่อของผู้ผลิต และสอง อำนวย สื่อความหมายถึงความง่าย สะดวก ซึ่งตรงกับตำแหน่งสินค้าที่เราวางไว้ว่าอยากให้ขนมของเรากินง่ายและสะดวก  ตามสโลแกน .. "อำนวย อร่อยง่าย ได้ทุกที่"

น้องๆ บอกว่า การลงไปพัฒนาสินค้าร่วมกับชาวบ้าน ไม่ใช่ไปบอกให้พวกเขาใช้เงิน เพราะถ้ามีเงินมากทุกคนก็ทำเองได้ และมีวิธีที่จะทำได้มากมาย แต่ชาวบ้านมีงบประมาณจำกัด จึงเป็นหน้าที่ของนิสิตในการดึงองค์ความรู้จากห้องเรียนมาคิดหาวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ลงทุนให้น้อยที่สุด แต่ได้ผลลัพธ์สูง และเงินที่ลงไปนั้นต้องส่งผลกับยอดขายทันทีด้วย เพราะทุกคนทำค้าขาย ไม่ต้องการอะไรที่เป็นแค่ภาพหรือความฝัน อย่างเช่นการปรับแพ็คเกจจิ้งเพื่อลดต้นทุน และเห็นกำไรที่กลับมาทันทีนั่นเอง

สิ่งที่น้องๆ คิดไม่มีอะไรซับซ้อน แต่สามารถเข้ามาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงของสินค้าชุมชนได้ กระทั่งเรื่องของการทำข้อมูลแนะนำสินค้า หรือออกแบบโบรชัวร์ให้เป็นภาษาต่างประเทศ

“อัง - อังกูร สวนมณฑา” เลือกโจทย์สบู่ไม้ไผ่สีดำมะเมื่อม มาทำให้ชัดเจนในเชิงตลาด ด้วยการหาวิธีสื่อสารคุณสมบัติสินค้า เพิ่มช่องทางที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย และแก้ปัญหาเสียลูกค้าต่างชาติด้วยการจัดทำโบรชัวร์แนะนำสินค้าเป็นภาษาอินเตอร์

"จุดอ่อนที่ผ่านมาคือชาวบ้านยังไม่เข้าใจเรื่องการสื่อสารการตลาด ทำให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าไปใช้โดยที่ไม่รู้กระทั่งมันมีคุณสมบัติอย่างไร เราจึงสร้างการรับรู้ให้เกิดขึ้น โดยจัดทำเป็นคู่มือเล็กๆ คู่ไปกับสินค้า จากนั้นทำการสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมาย โดยการจัดทำบล็อกของสบู่ไม้ไผ่"

เว็บไซต์กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะสร้างโอกาส และเข้าถึงกลุ่มคนรักสุขภาพได้ เนื่องจากคนกลุ่มนี้ใช้เวลาอยู่กับคอมพิวเตอร์และหาข้อมูลจากเว็บไซต์อยู่แล้ว

"ที่สำคัญประหยัดค่าใช้จ่าย  รวมถึงแนะนำให้ลงโฆษณาในเว็บกูเกิล ที่สามารถระบุประเทศที่โฆษณาจะไปปรากฏได้ด้วย"

สิ่งที่เราคงไม่รู้ถ้าไม่ได้ลงไปคลุกคลีกับชาวบ้าน คือที่ผ่านมาพวกเขาต้องสูญเสียลูกค้าต่างชาติเพียงเพราะสื่อสารภาษาเดียวกันไม่เป็น การแก้ปัญหาเรื่องนี้ง่ายกว่าที่คิด น้องๆ บอกว่า ก็แค่จัดทำโบรชัวร์เป็นภาษาจีนและภาษาอังกฤษเพิ่มเข้ามา เวลาไปออกบูธเจอลูกค้าต่างบ้าน ก็สามารถแนะนำสินค้าผ่านสื่อภาษาเดียวกันได้

สิ่งที่น้องๆ พบจากการทำงานภาคสนาม คือความจริงที่ว่า สินค้าโอท็อป มีความสามารถในการผลิต สินค้ามีคุณภาพ มีภูมิปัญญา ชุมชนมีความจริงใจที่จะขายของดี แต่ที่ขาดคือความรู้เรื่องการตลาดล้วนๆ  เหมือนที่ “ต่าย - กนกกาญจน์ บัญชาบุษบงค์” จากกลุ่มรองเท้าหนังแท้หมู่บ้านไวท์เฮ้าส์บอกกับเรา

"พวกเขาเหมือนคนที่ถนัดทำครัวอยู่หลังบ้าน แต่ให้มาเปิดร้านเริ่มไม่เป็นแล้ว ไม่รู้จะบอกลูกค้าอย่างไรว่าสินค้านี้มันผ่านความยากลำบากมาขนาดไหน พวกเขาตั้งใจ หรือพิถีพิถันกับมันแค่ไหน  พอขาดความรู้ตรงนี้ มันเหมือนไม่มีส่วนเติมเต็ม ยิ่งพอโอท็อปซบเซา รัฐบาลขาดการสนับสนุนต่อเนื่อง พวกเขาเริ่มรู้สึกว่ามันไปไม่ไหวแล้ว เหมือนไม่มีอนาคต สุดท้ายก็จะถอดใจและเลิกทำในที่สุด แต่พอเรายื่นมือเข้าไปช่วย เห็นได้เลยว่าทุกคนเหมือนมีความหวังขึ้นมา เห็นทางว่ามันยังไปต่อได้ และให้ความร่วมมืออย่างดีเพื่อทำให้ทุกอย่างมันดีขึ้น"

เช่นเดียวกับที่พวกเธอเข้าไปเสนอทางเลือกให้กลุ่มรองเท้าหนังแท้ ทั้งเรื่องการสร้างแบรนด์ การบริหารลูกค้าสัมพันธ์ การทำฐานข้อมูลลูกค้า จัดแต่งหน้าร้านเสียใหม่ และลองใช้ประโยชน์จากช่องทางออนไลน์ ซึ่งทางกลุ่มก็ให้ความร่วมมืออย่างดี ด้วยการปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อสร้างโอกาสให้กับผลิตภัณฑ์มากขึ้นในที่สุด

ผลพลอยได้ที่ตามมาหลังการเข้าทำกิจกรรม คือมองเห็นโอกาสในธุรกิจ น้องๆ บอกว่า คิดกันขนาดที่จะต่อยอดมาทำกิจการของตัวเอง โดยนำผลิตภัณฑ์จากชาวบ้านมาปรับให้เข้ากับวิถีผู้บริโภคยุคปัจจุบัน รวมถึงการเปิดหน้าร้านในห้างสรรพสินค้าเพื่อขายสินค้าโอท็อป กระทั่งการทำหน้าร้านออนไลน์ นำเสนอสินค้าภูมิปัญญาไทย ให้กับคนทั่วโลก สนับสนุนผู้ประกอบการไทยอีกทางด้วย

กับผลงานที่ฝากไว้หลังเสร็จสิ้นภารกิจ ทั้ง ขนมทองม้วนในลุคใหม่ กระยาสารทที่กลายมาเป็นขนมทานเล่น ขิงผงสำเร็จรูป  รองเท้าหนังแท้ที่กำลังกลายเป็นผลิตภัณฑ์มีแบรนด์ ตลอดจน ขนมชะมดงาดำ  ของประดิษฐ์จากเครื่องเทศ กระทั่ง สบู่ถ่านสมุนไพร

7 โอท็อปมหัศจรรย์ที่พร้อมสยายปีกอย่างงดงามต่อไปในวันนี้

พลิกโมเดล  7 wonders OTOP
๐ เชื่อมความรู้การตลาด เข้ากับศักยภาพโอท็อป
๐ นิสิตทำงานใกล้ชิดชาวบ้าน รู้ปัญหาที่ต้นตอ
๐ ลงทุนให้น้อย ใช้ไอเดียให้มาก
๐ คิดง่าย ไม่ซับซ้อน  แต่ชัดเจน และเห็นผล

Tags : โอท็อป

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3

น้องๆ ไอเดียดีนะ แต่ไม่ควรเปลียนแปลงคุณค่าทางวัฒนธรรม ความเป็นตำนาน
กระยาสารท มันจะมีฤดู/หน้า เป็นการบอกเวลาให้เรา เดี๋ยวจะมีการสาดนำ้้ทุกเดือนแล้วเรายังมีเทศกาลอยู่ไหม แต่ก็ชื่นชมไอเดียนะยังมีสินคา้อีกมากนะ

ความคิดเห็นที่ 2

เห็นด้วยกับแนวคิดในการสร้างองค์ความรู้ด้านการสื่อสารให้กับผู้ประกอบการ คราวหน้าหากมีอีก อยากให้เพิ่มการผสมผสาน หลักสูตร CEO มาร่วมด้วยคร้าบ

ความคิดเห็นที่ 1

คนแรก เย้ห์!!!!!!!
ทำไมชื่อพี่ต่ายไม่เป็นตัวเข้มอ่ะ
(พี่เสื้อส้มถ่ายรูปอย่างขึ้น ตัวจริงเนี้ยหล่อเรี่ยราดสุดๆ ^0^) )

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement