เอสเอ็มอีแบงก์โคราช วางเป้าปี 52 ปล่อยสินเชื่อกว่า 500 ล้านบาท เร่งปล่อยกู้สร้างสภาพคล่อง - ชะลอเลิกจ้าง
นายนำยศ ลักษณะงาม ผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมนครราชสีมา กล่าวในงานสัมมนา "กลยุทธ์ฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ เอสเอ็มอีไทย ก้าวไปกับเทคโนโลยี" โดยหอการค้า ร่วมกับสภาอุตสาหกรรม จ.นครราชสีมา และสมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมนครราชสีมา ณ โรงแรมซิตี้พาร์ก จ.นครราชสีมา ว่า
ปัจจุบันเอสเอ็มอีแบงก์นครราชสีมา มีลูกค้าอยู่กว่า 400 ราย และมีลูกค้าที่อยู่ระหว่างการขอสินเชื่อกับทางธนาคารฯอีกกว่า 100 ราย เนื่องจากธนาคารพาณิชย์อื่นๆ จะเข้มงวดในการให้สินเชื่อกับลูกค้ารายใหม่ ทำให้ช่วงนี้มีลูกค้ามายื่นขอสินเชื่อกับทางธนาคาร เป็นจำนวนมาก โดยในปี 2552 เอสเอ็มอีแบงก์นครราชสีมา มีเป้าหมายในการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าประมาณ 500 ล้านบาท
"สำหรับภาพรวมของธุรกิจเอสเอ็มอีใน จ.นครราชสีมา พบว่า ลูกค้าที่มีปัญหาทางด้านธุรกิจส่วนใหญ่เป็นลูกค้ารายเก่าที่เคยมีปัญหาต่อเนื่องมาจากปี 2550-2551 โดยปัญหาที่พบมาก คือ ยอดขายตกอันเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจ อาทิ ร้านโชห่วย ร้านอาหาร และธุรกิจโรงแรม"
สำหรับการแก้ปัญหาดังกล่าวนั้น เอสเอ็มอีแบงก์ได้มีมาตรการในการช่วยเหลือผู้ประกอบการโดยการให้สินเชื่อชะลอการเลิกจ้าง ซึ่งจะให้สินเชื่อกับสถานประกอบการที่ต้องการสินเชื่อไปช่วยเหลือสภาพคล่องของธุรกิจ แต่มีสัญญาว่าหากได้รับเงินสินเชื่อไปแล้วต้องไม่มีการเลิกจ้างพนักงาน หรือขยายอัตราการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้นเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาเรื่องของการว่างงาน โดยสินเชื่อชะลอการเลิกจ้างจะเป็นสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำมากเพียง 5% ต่อปี
ด้านนายไพโรจน์ สัญญะเดชากุล รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ประเทศไทยยังมีจุดแข็งที่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ สิ่งทอ อาหาร อัญมณี และที่สำคัญคืออุตสาหกรรมการบริการ ที่ประเทศไทยมีความเข้มแข็งมาก
"สำหรับภาคอีสานมีจุดแข็งอยู่ที่ ธุรกิจประเภทอุตสาหกรรมอาหารและสิ่งทอ ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่น ที่เป็นที่นิยมของคนทั่วไปทั้งในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนี้ ปัจจุบันภาคอีสานกำลังมีการขยายตัวของธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดเล็กเพิ่มมากขึ้น ซึ่งคาดว่าการขยายตัวตรงนี้น่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม" นายไพโรจน์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในขณะนี้ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจทั่วโลกกำลังตกต่ำอย่างมาก ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งถือเป็นธุรกิจที่สำคัญต่อการพัฒนาของประเทศ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างมากที่ธุรกิจเอสเอ็มอีจะต้องถือเอาโอกาสนี้หันมาพัฒนาคุณภาพของธุรกิจของตนเอง รวมถึงการลดต้นทุนการผลิตให้ทำอย่างไรที่จะทำให้ธุรกิจของตนมีความเข้มแข็ง เพื่อที่จะเตรียมพร้อมเข้าแข่งขันกับต่างประเทศในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นมาในอนาคต
ด้านการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในขณะนี้ทางหน่วยงานภาครัฐ จะช่วยในการให้ความรู้และพัฒนาบุคลากรของแต่ละบริษัทที่กำลังมีเวลาว่างมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้บุคลากรของแต่ละบริษัทมีความรู้เพิ่มเติม และมีศักยภาพในการปฏิบัติงานเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้การขับเคลื่อนของธุรกิจยามที่เศรษฐกิจฟื้นตัวดำเนินไปด้วยความมีประสิทธิภาพ และจะเป็นรากฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่อไปในอนาคต
"ส่วนในเรื่องของงบประมาณที่จะมีเข้ามาให้ความช่วยเหลือธุรกิจประเภทเอสเอ็มอี ซึ่งถือเป็นหัวใจของการพัฒนาประเทศในขณะนี้นั้น ก็จะมีเข้ามาช่วยเหลือในหลายรูปแบบ ทั้งในรูปแบบเป็นโครงการให้ความช่วยเหลือพัฒนาศักยภาพของบุคลากร การให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนโดยแหล่งเงินทุนต่างๆ ซึ่งทางกระทรวงอุตสาหกรรมเองก็ได้เข้ามาช่วยเหลือในการช่วยเอื้อแหล่งเงินทุนแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ผ่านทางธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาย่อม (เอสเอ็มอีแบงก์) และการผลักดันงบประมาณผ่านทางสำนักงานส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ในการช่วยเหลือด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากร แรงงานและองค์กรต่างๆ"
ทั้งนี้วิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรุนแรงนี้จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศยาวไปอีกอย่างน้อย 1 ปี ดังนั้นก็ถือว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่ไทยจะสามารถพัฒนาศักยภาพของธุรกิจเอสเอ็มอีในประเทศไทยให้มีคุณภาพมากขึ้นและพร้อมที่จะเข้าแข่งขันกับตลาดโลกได้อย่างเข้มแข็งเมื่อเศรษฐกิจโลกมีการฟื้นตัว
Tags : เอสเอ็มอีแบงก์ • ชะลอเลิกจ้าง