กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

ธุรกิจ : นโยบาย

วันที่ 24 มกราคม 2555 11:31

AEC กับการส่งออกข้าวไทย (จบ)

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

มาวิเคราะห์กันต่อถึงการส่งออกข้าวไทยกับเออีซี แม้ว่าตัวเลขการส่งออกข้าวทั้งปี 2554 โดยรวมอาจจะเพิ่มขึ้น

แต่การเพิ่มเกิดจากการส่งออกระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม  เมื่อรัฐบาลยุบสภาเดือนพฤษภาคม สภานะการณ์ก็เริ่มแย่ลง จนปรากฎการส่งออกลดลงมาอย่างมากในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมทั้งหมดนี้ เกิดจากผู้ประกอบการส่งออกข้าว ไม่สามารถซื้อแข่งกับโครงการของรัฐบาลที่ให้ราคาสูงกว่าราคาตลาดมาก ไม่มีสินค้าส่งออก อีกทั้งราคาขายก็แพงกว่าราคาตลาดมาก จึงไม่มีผู้ซื้อ  ดังนั้น ภาวะน้ำท่วมมหาอุทกภัยไม่ได้เป็นสาเหตุแต่อย่างใด

การส่งออกข้าวของไทยจากนี้ไป จะเกิดจากเอกชนรายที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนักการเมือง ที่ควบคุมดูแลการประมูลข้าวในสต็อกหากการประมูลทำกันอย่างไม่โปร่งใส และจะสร้างความไม่เป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการค้าข้าวส่วนใหญ่  ความสำคัญคือการประมูลต้องมีความโปร่งใส ให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

โครงการรับจำนำข้าวหากทำได้ครบหมดจริง ต้องใช้เงินมากถึง 495,000 ล้านบาท  แต่หากทำได้เพียงบางส่วน กล่าวคือไม่สามารถซื้อข้าวจากเกษตรกรได้ทั้งหมด หรือหากซื้อได้เพียงร้อยละ 30 ก็ยังต้องใช้เงินมากถึง 148,500 ล้านบาท  หากเปรียบเทียบกับโครงการประกันรายได้  เงินที่ต้องใช้จะน้อยกว่านี้มาก อาจไม่ถึงร้อยละ 10 ด้วยซ้ำ

นอกจากนี้โครงการประกันรายได้ ยังประหยัดค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการต้องเช่าโกดัง ข้าวสารที่เก็บอยู่ในโกดังกลางของรัฐบาล โดยจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการฝากเก็บตันละ 216 ต่อ 6 เดือน หรือตันละ 36 บาท ต่อเดือนรวมทั้งดอกเบี้ยที่จะต้องชำระให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) อีกร้อยละ 6.5 ต่อปีสำหรับสต็อกข้าว ทำให้มีภาระค่าดอกเบี้ยในการจัดเก็บรวมตันละ 108 บาทต่อเดือน รวมเป็นภาระค่าใช้จ่ายตันละ 144 บาท ต่อเดือนข้าวสารที่รัฐจัดเก็บจำนวน 5.604 ล้านตันต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บประมาณ 810 ล้านบาทต่อเดือน

และในที่สุด ราคาขายที่รัฐบาลจะขายได้ ก็ต้องต่ำกว่าราคาซื้อตามราคารับจำนำ เนื่องจากปริมาณข้าวที่ผลิตได้ทั้งโลกในปี 2010 มีมากถึง 700.9 ล้านตัน และมีแนวโน้มจะเพิ่มถึง 720 ล้านตันในปี 2011 ทำให้ไทยไม่มีอำนาจชี้นำราคาตลาดได้

ไทยมีความสามารถผลิตได้เพียง 31.6 ล้านตันคิดเป็นร้อยละ 4.5 ของการผลิตทั่วโลก แม้จะสามารถส่งออก 10 ล้านตัน จากปริมาณส่งออกทั่วโลก 31 ล้านตัน หรือร้อยละ 32 ซึ่งเกิดจากข้าวที่ลักลอบนำเข้าจากพม่าและกัมพูชารวมกันกับข้าวไทยแต่ถึงกระนั้น ก็ไม่สามารถกำหนดราคาตลาดโลกได้ ไม่สามารถเป็นผู้กำหนดราคาแต่ฝ่ายเดียวได้ เพราะว่าพิจารณาสต็อคคงเหลือทั่วโลกในปีนี้มีมากถึง139 ล้านตัน และมีสัดส่วนการใช้เพียงร้อยละ 30 ทำให้ยังคงเหลืออีกจำนวนมาก ปริมาณส่งออกไทยคิดเป็นร้อยละ 7.19  ของปริมาณสต็อคคงเหลือทั้งโลกนับว่ายังน้อยมาก

 FAOได้ทำสถิติราคาข้าวไว้ จะพบว่าราคาข้าวไทยชนิด Thai 100% B เมื่อเดือนเมษายนปีนี้เคยมีราคาประมาณ USD500/tonneความเป็นไปได้ที่จะขายสูงกว่าราคานี้อีกร้อยละ 60 ไม่มีเลย ซึ่งราคารับจำนำที่รัฐบาลตั้งไว้ ซื้อแล้วเวลาขายต้องขาดทุน เพราะราคาที่ตั้งไว้รับซื้อ หากจะไม่ขาดทุนราคาขายต้องมากกว่า USD 800/tonne

มีการศึกษาโดยนักวิชาการหลายสำนัก จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ ทีดีอาร์ไอ ฯลฯ ล้วนพบว่าการทุจริตจากโครงการรับจำนำข้าวในอดีตมีทุกขั้นตอน ตั้งแต่การที่เกษตรกรรายใหญ่สามารถขายข้าว มากกว่าจำนวนที่ผลิตเอง การขายสิทธิของเกษตรกรบางรายที่ไม่อาจนำข้าวมาขายในโครงการ  การทุจริตการตรวจสอบชนิดของข้าวที่รับจำนำการจ่ายเงินเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิการเป็นโกดังของรัฐ การตรวจคุณภาพและกำหนดราคารับซื้อ การบริหารสต็อกข้าว  การขายข้าวออกจากสต็อกกระทำโดยไม่โปร่งใส มีการทุจริตเสมือนหนึ่งได้กำหนดผู้ชนะการประมูลก่อนการประมูล ฯลฯ

ทั้งหมดนี้รัฐบาลยังไม่เคยได้ ประกาศว่ามีแนวทางป้องกันการทุจริตเหล่านี้ได้อย่างไร แต่กลับนำโครงการนี้มาใช้ใหม่การไม่ประกาศแนวทางป้องกันการทุจริตให้สาธารณชนทราบทำให้ดูเสมือนหนึ่งว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทยต้องการส่งเสริมการทุจริตเหล่านี้ให้กลับมาเกิดใหม่อีก และคราวนี้เติบโตยิ่งใหญ่กว่าที่เคยมีมาในอดีต เพราะว่าหากรัฐบาลไม่คิดที่จะหาทางป้องกันการทุจริตไว้ ก่อนนำมาดำเนินโครงการยิ่งราคารรับจำนำสูงมาก แตกต่างจากราคาตลาดมากขึ้นเท่าใด จำนวนเงินที่จะทุจริตไปได้ย่อมมีมากขึ้นเท่านั้น ครั้งนี้อาจจะโกงกันไปได้อย่างมโหฬารหลายหมื่นล้านบาท หรือมากกว่านั้นซึ่งล้วนเป็นเงินของชาติและประชาชนคนไทยทั้งสิ้น

สรุปโครงการรับจำนำข้าวให้ประโยชน์กับเกษตรกรรายใหญ่  เกษตรกรรายเล็กส่วนใหญ่ไม่ได้ประโยชน์อย่างทั่วถึง โครงการรับจำนำใช้เงินมาก และยังทำให้การส่งออกข้าวของไทยเริ่มมีปัญหา ทันทีที่มีการประกาศใช้โครงการรับจำนำข้าว ได้สร้างความไม่เป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการค้าข้าวส่งออกข้าว เพราะหลายราย ถูกลดโอกาสทำกิจการที่ทำมายาวนานหลายสิบปี ไม่มีการแข่งขันที่เสรี เป็นธรรม

นอกจากนี้จะยังส่งผลให้ประเทศไทยต้องขาดทุนจากข้าวในสต๊อกอย่างมากมายเมื่อต้องขายออกไปต่างประเทศในราคาต่ำกว่าราคารับจำนำ ส่วนที่ขายในประเทศคนไทย ต้องแบกรับภาระบริโภคข้าวในราคาแพงขึ้นและที่น่าเสียดายก็ตรงที่ต้องขาดทุนจากข้าว ที่มาจากพม่าและกัมพูชาจำนวนมาก

โครงการรับจำนำข้าวให้โทษแก่ประเทศชาติและคนไทยส่วนใหญ่มากกว่าให้คุณ และจะทำให้ประเทศชาติเสียหายมากกว่ากันมาก คิดแล้วนับแสนล้านบาท

 

Tags : ASEAN+

Adsense

advertisement

advertisement

AD Position a2 2

advertisement

advertisement