สนพ. สุดทนมาตรการรัฐตรึง "แอลพีจี-เอ็นจีวี" เตรียมจ้างหน่วยงานกลางศึกษาโครงสร้างราคาแท้จริง เสนอนายกฯ ชี้ขาด
แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า หลังจากครบกำหนดมาตรการตรึงราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) และก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) ในเดือน ส.ค. 2553 นี้ สำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) จะเสนอผลการศึกษาราคาแอลพีจีและเอ็นจีวี ที่แท้จริงให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อพิจารณาตัดสินใจว่าจะปรับราคาให้เป็นไปตามราคาที่แท้จริงหรือไม่
ทั้งนี้ จากผลการศึกษาราคาเอ็นจีวีที่แท้จริงเบื้องต้นของ สนพ. พบต้นทุนที่แท้จริงโดยไม่รวมกำไรอยู่ที่ 14 บาทต่อ กก. แต่ภาครัฐตรึงราคาไว้ที่ กก.ละ 8.50 บาท ทำให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) รับภาระส่วนต่างราคาไว้สูง และส่งผลให้การขยายสถานีบริการเอ็นจีวีในอนาคตเป็นไปได้ยาก
"หากการกำหนดราคาเอ็นจีวีไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ส่งผลให้การขยายปั๊มเอ็นจีวี หรือการทำตลาดของ ปตท.ลำบากขึ้น ดังนั้น ต้องชดเชยให้ ปตท.บางส่วน เพื่อให้เกิดการขยายปั๊มเอ็นจีวีได้เพิ่มขึ้น" แหล่งข่าวกล่าว
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ผลการศึกษาโครงสร้างราคาเอ็นจีวีมีความเป็นกลางมากขึ้น สนพ.จะว่าจ้างหน่วยงานกลางศึกษาโครงสร้างราคาเอ็นจีวีอีกครั้ง โดยให้พิจารณาราคาเอ็นจีวีตามต้นทุนที่แท้จริง รวมถึงพิจารณากำไรที่ผู้ประกอบการอยู่ได้ โดยจะศึกษากำไรที่อัตรา 10-12% ของการลงทุนว่าเหมาะสม หรือไม่ต่อไป ทั้งนี้ จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน หรือช่วงเดือน มิ.ย.นี้ เบื้องต้นต้องให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานพิจารณาอนุมัติงบประมาณว่าจ้างหน่วยงานกลางมาศึกษาก่อน
แหล่งข่าว กล่าวว่า ในส่วนของการศึกษาโครงสร้างราคาแอลพีจีนั้น สนพ.ได้ศึกษาถึงโครงสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติทั้งระบบ อาทิเช่น ค่าผ่านท่อ ค่าเนื้อก๊าซ การกำหนดราคาแอลพีจี ราคาก๊าซต่างๆ ที่แยกได้ รวมถึงอัตราผลตอบแทนที่เหมาะสม เพื่อสรุปเป็นราคาแท้จริงเสนอต่อคณะกรรมการ 2 ชุด คือ กบง.และ กพช. เพื่อพิจารณาว่าควรตรึงราคาแอลพีจีที่ 18.13 บาทต่อ กก. ต่อไปหรือไม่ การศึกษาโครงสร้างโรงแยกก๊าซดังกล่าวจะเสร็จภายใน 6 เดือน เช่นเดียวกับการศึกษาโครงสร้างราคาเอ็นจีวี
"การนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปจ่ายชดเชยการราคาแอลพีจีและเอ็นจีวีนั้น ไม่ใช่การบริหารที่ควรจะเป็น เงินกองทุนฯ สามารถมาช่วยได้ แต่ควรช่วยแค่ชั่วคราวเท่านั้น หากยังตรึงต่อไปผลเสียที่เกิดขึ้น คือ ประชาชนจะใช้พลังงานมาก ไม่ประหยัด เหมือนกรณีที่รถยนต์หันมาติดตั้งแอลพีจี เพราะราคาถูกกว่าน้ำมัน ทำให้กลไกราคาพลังงานถูกบิดเบือนไป" แหล่งข่าวกล่าว
ความคิดเห็นที่ 2
tretretretretretert , 10 กุมภาพันธ์ 2553 10:01
คนไทยส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิดอยู่ว่า ก๊าซธรรมชาติบ้านเรามี LPG เยอะ ความจริงในก๊าซ 1 ลิตร มีแอลพีจีไม่เกิน 2% โดยเฉลี่ย ต่อให้บ้านเรามีก๊าซเยอะ แต่เรามีแอลพีจีไม่เพียงพอ จึงต้องนำเข้า ราคาแพง อยากให้ประหยัดใช้ และหันมาใช้ก๊าซ NGV แทน ดีกว่า และมองคนอื่นในแง่ดีบ้าง ถ้า ปตท.ขาดทุน ก.คลังก็ขาดทุน (ถือหุ้น 50 กว่า เปอร์เซ็นต์) ผู้ถืหุ้นคนไทยอีก 20 กว่า ถ้าต้องมาขาดทุนเพราะเรื่องที่คนไทยไม่ประหยัด ก็คือเอาภาษีของคนทั่วไปมาจ่าย คุณใช้ของถูกแบบไม่บันยะบันยัง คนที่ไม่ใช้ก็ต้องจ่ายกับคุณด้วย เพราะต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ ไปหาความรู้ใส่ตัวก่อนที่จะมาวิจารณ์แบบใช้จินตนาการแบบไร้สติ
ความคิดเห็นที่ 1
Kent , 11 มกราคม 2553 08:33
ทำไม สนพ. และแหล่งข่าวที่ว่านี่แสดงอาการเป็นห่วง ปตท. อย่างออกหน้าออกตามากมายเช่นนี้ ไหนจะห่วงว่า ปตท.ต้องรับภาระส่วนต่างราคา ห่วงเรื่องการขยายสถานีบริการเอ็นจีวี ห่วงเรื่องการทำตลาดของ ปตท.ลำบากขึ้น ไม่แน่ใจว่าคุณรับเงินเดือนจากภาษีของประชาชน หรือรับเป็นเงินกำไรจากปตท.กันแน่ครับ
ปตท.ปีหนึ่งๆ กำไรกี่หมื่นล้านบาท หารกันไม่กี่พันคน กับประชาชนที่ใช้รถกี่หมื่นกี่แสนคนที่ต้องเดือดร้อน....เราจะช่วยใครดีหละ....ถ้าคิดไม่ออกก็ไม่รู้จะว่ายังงัยแล้ว...คงต้องไปถามเด็ก ป.4 ข้างบ้านดู หรือมีอะไรมาบังตา บังหู บังหัว หรือเปล่าทำให้คิดไม่ออก
ส่วนเรื่องที่ว่ากลไกราคาพลังงานถูกบิดเบือนนั้นนะ ถ้ามันบิดเบื่อนหรือบิดเบี้ยวแล้วส่งผลต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศแล้ว ก็น่าที่จะดีกว่าไม่ใช่หรือครับ
เรื่องสุดท้าย ที่ท่านว่าจะจ้างศึกษาเรื่องโครงสร้างราคาฯ นั้น ไม่ว่าใครจะมาศึกษาบทสรุปก็เห็นๆ อยู่ (ตามที่ท่านอยากให้เป็น) ถ้าบริสุทธิ์ใจจริง ทำเพื่อประชาชนคนส่วนใหญ่จริง ลองตั้งโจทย์ใหม่ซิว่า "หากกำหนดราคาตามโครงสร้างจริง หรือตามตลาดจริง ใครที่จะได้รับผลกำไร ได้รับเท่าไร ใครที่จะได้รับผลกระทบ และได้รับเท่าไร แล้วเสนอเปิดเผยต่อสาธารณะก่อนที่จะเสนอให้รัฐบาลตัดสินใจ"
ไหนๆ แล้ว รัฐบาลกล้าที่จะล้มหวยออนไลน์แล้ว ถ้าเห็นความสำคัญลองลงมาดูโครงสร้างผู้ถือหุ้นของ ปตท. หน่อย ว่าเป็นอย่างไร ระบบการทำงานข้างในเป็นอย่างไร ทำไมถึงก่อนจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนกับหลังจดมันถึงได้แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ทั้งๆ ที่มันเปลี่ยนการบริหารงานที่คล่องตัวขึ้นเท่านั้นหรือ (กลัวอยู่ในใจลึกๆ ว่าจะเป็นการบินไทยภาคสอง)