กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

ธุรกิจ : นโยบาย

วันที่ 6 มกราคม 2553 03:00

กฟผ.จี้รัฐเลิกตรึงค่าเอฟทีวิตกภาระ 1.8หมื่นล้าน

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ผู้ว่าการ กฟผ. รับแบกภาระค่าเอฟที 18,000 ล้านบาท ส่งสัญญาณรัฐเลิกตรึงค่าเอฟที หลังเดือนส.ค. 2553

นายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยถึงนโยบายการตรึงค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (เอฟที) เพื่อลดค่าครองชีพประชาชนออกไป 1 ปี ว่าส่งผลให้ กฟผ. ต้องรับภาระรวมจนปัจจุบันกว่า 18,000 ล้านบาท โดยยอดภาระสะสมลดลงเล็กน้อยจากเมื่อ 3-4 เดือนก่อนที่มีถึง 20,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม เดิมคาดว่าภาระดังกล่าวจะทยอยเก็บคืนจากค่าเอฟทีสิ้นปี 2553 ภายใต้ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยที่ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ขณะนี้กลับพบว่าราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น คาดเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล  ราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติปรับตามไปด้วย ขณะที่ค่าเอฟทียังถูกตรึงไว้จนถึงเดือนส.ค. 2553 ดังนั้นการเก็บเงินคืนจะล่าช้าออกไป 1 ปี จนถึงปลายปี 2554
"ตามแผนเดิม แม้ค่าเอฟทีจะถูกตรึงไว้ที่ 92.55 สตางค์ต่อหน่วย ถ้าราคาน้ำมันอ่อนตัวลงต่อเนื่องปีนี้  ต้นทุนค่าไฟฟ้าก็จะลดลง กฟผ.ก็ทยอยเรียกเก็บจากค่าเอฟทีปลดภาระได้ภายในสิ้นปีนี้ แต่ขณะนี้การเรียกเก็บคืนยังล่าช้าหรือประมาณเดือนละ 200-300 ล้านบาท" นายสุทัศน์ กล่าว
นายสุทัศน์ กล่าวว่าหากการตรึงค่าเอฟทีเป็นเรื่องระยะสั้น และสิ้นสุดเดือนส.ค. นี้ได้ ก็จะไม่ส่งผลกระทบกับกระแสเงินสดและเครดิตของ กฟผ. แต่ถ้ามีการตรึงค่าเอฟทีนานเกินไปจะส่งผลกระทบแน่นอนต่อ กฟผ. และภาพรวมของประเทศ "การตรึงค่าเอฟที เพื่อช่วยเหลือประชาชนช่วงเศรษฐกิจตกต่ำเป็นเรื่องที่ทำได้ แต่หากทำให้เป็นเรื่องระยะยาว จนทำให้โครงสร้างราคาบิดเบี้ยว ย่อมส่งผลให้เกิดภาพของการแทรกแซงราคาในสายตาของนักลงทุน และกระทบต่อความเชื่อมั่น และเครดิตประเทศในที่สุด“ นายสุทัศน์ กล่าวว่า  แม้จะยกเลิกการตรึงค่าเอฟทีหลังเดือนส.ค. แล้วไม่ได้หมายความว่าค่าเอฟทีต้องปรับขึ้นอยู่กับราคาน้ำมัน 
สำหรับกรณีการจ่ายชดเชยก๊าซฯ ขัดข้องติดต่อกันในเดือนส.ค.- ต.ค. 2552 ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างหาข้อสรุปของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรคกูเลเตอร์) รวมทั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง จากการที่ต้องใช้น้ำมันแทนก๊าซฯ ในการผลิตไฟฟ้า และความรับผิดชอบระหว่าง กฟผ. และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
ทั้งนี้ ยอมรับการหาข้อสรุปภายใต้สัญญาซื้อขายก๊าซฯ ในปัจจุบันเป็นเรื่องยาก เพราะเป็นสัญญาที่ไม่ได้เป็นในเชิงธุรกิจ หรือเป็นสัญญาซื้อขายที่ไม่มีบทปรับที่เคร่งครัดระหว่างกันหากมีการขาดรับและขาดส่งก๊าซฯ เนื่องจากถือว่ามีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจทั้งสองฝ่าย และเป็นสัญญาขายก๊าซฯ ของ ปตท. ให้แก่ กฟผ.ในฐานะผู้ใช้รายใหญ่ในราคาที่ไม่มีพรีเมียม
ดังนั้น หากช่วงเวลาใดการจัดส่งก๊าซฯ ขัดข้อง จนต้องเดินเครื่องด้วยเชื้อเพลิงอื่นแทน ต้นทุนทั้งหมดก็จะไปอยู่ในต้นทุนค่าไฟฟ้า สัญญาแบบนี้มีผลดีบางช่วง หากสามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำและถ่านหินทดแทนก๊าซฯ ทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าลดต่ำไปด้วย  หากช่วงใดต้องเดินเครื่องด้วยน้ำมันเตาแทน ก็จะทำให้ต้นทุนสูงตาม
โดยภาพรวมแล้วสัญญาลักษณะนี้  ทำให้ต้องมีการเจรจาเพื่อเรียกค่าชดเชยเป็นรายกรณีและทุกครั้งที่มีปัญหา โดยมีคนกลางมาช่วยพิจารณา ซึ่งไม่ได้เรื่องที่จบลงง่ายนัก แต่หากเป็นสัญญาเชิงธุรกิจ จะมีบทปรับที่ชัดเจนกรณีขาดรับและขาดส่งก๊าซฯ และมีระบบการประกันภัยเข้ามาช่วยชดเชย เมื่อเกิดปัญหาขึ้น  หากมองในระยะยาวแล้วจะเป็นผลดีมากกว่า  หากมีการปรับสัญญาซื้อขายก๊าซฯ จริงต้องปรับปรุงสัญญาทั้งระบบ คือ ตั้งแต่ต้นทาง คือ ระหว่างปตท.กับผู้ผลิต จนถึงปลายทาง เพื่อให้สอดคล้องกันทั้งหมด
 

Tags : การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ค่าเอฟที

ความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement