ชาญชัยกำชับบีโอไอ ทำงานเชิงรุกรับเศรษฐกิจโลกฟื้น สั่งประเมินผลทุก 3 เดือน เน้นอุตสาหกรรมเป้าหมาย ตั้งเป้าปีหน้ายอดส่งเสริมลงทุนสูง 5 แสนล้าน
นายสรยุทธ์ เพ็ชรตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยหลังที่นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มอบนโยบายให้แก่ผู้สำนักงานเศรษฐกิจการลงทุนในต่างประเทศ 13 แห่ง วานนี้ (29 ต.ค.) ว่า นายชาญชัยต้องการให้สำนักงานในต่างประเทศของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) หันมาเน้นทำงานเชิงรุกมากขึ้น เพื่อรักษาขีดความสามารถดึงการลงทุนจากต่างประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมาความเชื่อมั่นการลงทุนได้รับผลกระทบจากความมั่นคงทางการเมืองและปัญหาสิ่งแวดล้อม ทำให้การทำงานของสำนักงานบีโอไอในต่างประเทศต้องสอดคล้องยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรมของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่เน้นพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมมากขึ้น
"ปีหน้า บีโอไอกำหนดยุทธศาสตร์ชักจูงการลงทุนแยกเป็นรายประเทศที่มีสำนักงานประจำอยู่ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดให้ประเมินการทำงานทุก 3 เดือน ส่วนประเทศที่ไม่มีสำนักงานตั้งอยู่ จะให้ประเทศใกล้เคียงดูแล ท่านชาญชัยต้องการให้บีโอไอกำหนดดัชนีชี้วัดผลงานของบีโอไอเพิ่มขึ้น เพราะการวัดจากมูลค่าลงทุนต้องใช้เวลากว่า 2-3 ปี จะเห็นผล รวมทั้งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เห็นว่าข้อมูลของบีโอไอจับต้องได้ลำบาก"
นางอรรชกา สีบุญเรือง บริมเบิล เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า บีโอไอจะเพิ่มกิจกรรมในตลาดใหม่มากขึ้น เช่น จีน อินเดีย รัสเซีย โดยนายชาญชัยมอบให้ศึกษาแนวทางตั้งสำนักงานใหม่อีก 2 แห่ง คือ คุนหมิง ประเทศจีน และ ประเทศอินเดีย ซึ่งเอกอัครราชทูตไทยประจำอินเดียต้องการให้ตั้งสำนักงานที่เมือง มุมไบ โดยจะรวบรวมข้อมูลเสนอกระทรวงต่างประเทศอีกครั้ง โดยเฉพาะคุนหมิง หากเส้นทางอาร์ 3 เปิดใช้สมบูรณ์จะลงทุนมากขึ้นอีก
นอกจากนี้การชักจูงการลงทุนจะเน้นอุตสาหกรรมเป้าหมายมากกว่าอุตสาหกรรมรวมๆ โดยจีนและไต้หวัน จะเน้นอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ไอซีที เครื่องจักรกลและยา ขณะที่ สหรัฐ เน้นให้นักลงทุนเดิมขยายการลงทุน เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนอากาศยาน ยา แปรรูปอาหาร ออสเตรเลียจะเน้นอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป พลังงานทดแทน ชิ้นส่วนยานยนต์และเหมืองแร่
นางอรรชกา กล่าวอีกว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกปี 2553 มีแนวโน้มฟื้นตัว จำเป็นที่การชักจูงการลงทุนจากต่างประเทศของบีโอไอต้องเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้น โดยคาดว่า แนวโน้มการลงทุนจะดีกว่าปีนี้ โดยหากปัญหามาบตาพุดจบลงและเอกชนสามารถลงทุนได้ รวมถึงการเมืองมีเสถียรภาพ เชื่อว่าจะทำให้ยอดขอส่งเสริมการลงทุนปีหน้าจะอยู่ที่ 5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเป้าปีนี้ที่ 4 แสนล้านบาท และหากมีการลงทุนโครงการเหล็กขั้นต้นคุณภาพสูงได้ จะทำให้คำขอส่งเสริมการลงทุนปีหน้าสูงถึง 6 แสนล้านบาท
"ขณะนี้ เริ่มมีสัญญาณแล้วว่าการลงทุนปีหน้าจะเพิ่มขึ้น เช่น คำสั่งซื้อสินค้า โดยญี่ปุ่นยังคงเป็นประเทศที่ลงทุนในไทยเป็นอันดับหนึ่ง และถ้าเศรษฐกิจญี่ปุ่นฟื้นตัว ก็จะเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นอีก รวมทั้งประเทศที่เคยลงทุนในจีนจำนวนมาก เช่น ฮ่องกง เริ่มมองการลงทุนในไทยมากขึ้น เพราะปีนี้จีนบังคับใช้กฎหมายแรงงานฉบับใหม่ส่งผลให้ต้นทุนค่าแรงงานสูงขึ้นด้วย"
นางอรรชกา กล่าวด้วยว่า เศรษฐกิจในประเทศมีแนวโน้มดีขึ้น ทำให้การลงทุนของนักธุรกิจไทยดีขึ้นเช่นกัน โดยบีโอไอเตรียมจัดกิจกรรมกระตุ้นให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ยื่นขอส่งเสริมการลงทุนมากขึ้น ซึ่งปีนี้บีโอไอเริ่มจัดกิจกรรมชักจูงการลงทุนในประเทศแบบแพ็คเกจ โดยดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมด้วย เช่น ธนาคารพาณิชย์
Tags : บีโอไอ • ลงทุน • ชาญชัย ชัยรุ่งเรือง