กรุงเทพธุรกิจ

ธุรกิจ : นโยบาย

วันที่ 30 ตุลาคม 2552 03:00

บีโอไอมั่นใจยอดลงทุนปีหน้าสูง5แสนล้าน

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ชาญชัยกำชับบีโอไอ ทำงานเชิงรุกรับเศรษฐกิจโลกฟื้น สั่งประเมินผลทุก 3 เดือน เน้นอุตสาหกรรมเป้าหมาย ตั้งเป้าปีหน้ายอดส่งเสริมลงทุนสูง 5 แสนล้าน

นายสรยุทธ์ เพ็ชรตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยหลังที่นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มอบนโยบายให้แก่ผู้สำนักงานเศรษฐกิจการลงทุนในต่างประเทศ 13 แห่ง วานนี้ (29 ต.ค.)  ว่า นายชาญชัยต้องการให้สำนักงานในต่างประเทศของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) หันมาเน้นทำงานเชิงรุกมากขึ้น เพื่อรักษาขีดความสามารถดึงการลงทุนจากต่างประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมาความเชื่อมั่นการลงทุนได้รับผลกระทบจากความมั่นคงทางการเมืองและปัญหาสิ่งแวดล้อม ทำให้การทำงานของสำนักงานบีโอไอในต่างประเทศต้องสอดคล้องยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรมของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่เน้นพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมมากขึ้น

"ปีหน้า บีโอไอกำหนดยุทธศาสตร์ชักจูงการลงทุนแยกเป็นรายประเทศที่มีสำนักงานประจำอยู่ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดให้ประเมินการทำงานทุก 3 เดือน ส่วนประเทศที่ไม่มีสำนักงานตั้งอยู่ จะให้ประเทศใกล้เคียงดูแล  ท่านชาญชัยต้องการให้บีโอไอกำหนดดัชนีชี้วัดผลงานของบีโอไอเพิ่มขึ้น เพราะการวัดจากมูลค่าลงทุนต้องใช้เวลากว่า 2-3 ปี จะเห็นผล รวมทั้งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เห็นว่าข้อมูลของบีโอไอจับต้องได้ลำบาก"

นางอรรชกา สีบุญเรือง บริมเบิล เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า บีโอไอจะเพิ่มกิจกรรมในตลาดใหม่มากขึ้น เช่น จีน อินเดีย รัสเซีย โดยนายชาญชัยมอบให้ศึกษาแนวทางตั้งสำนักงานใหม่อีก 2 แห่ง คือ คุนหมิง ประเทศจีน และ ประเทศอินเดีย ซึ่งเอกอัครราชทูตไทยประจำอินเดียต้องการให้ตั้งสำนักงานที่เมือง  มุมไบ  โดยจะรวบรวมข้อมูลเสนอกระทรวงต่างประเทศอีกครั้ง โดยเฉพาะคุนหมิง หากเส้นทางอาร์ 3 เปิดใช้สมบูรณ์จะลงทุนมากขึ้นอีก

นอกจากนี้การชักจูงการลงทุนจะเน้นอุตสาหกรรมเป้าหมายมากกว่าอุตสาหกรรมรวมๆ โดยจีนและไต้หวัน จะเน้นอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ไอซีที เครื่องจักรกลและยา  ขณะที่ สหรัฐ เน้นให้นักลงทุนเดิมขยายการลงทุน เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนอากาศยาน ยา แปรรูปอาหาร   ออสเตรเลียจะเน้นอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป พลังงานทดแทน ชิ้นส่วนยานยนต์และเหมืองแร่

นางอรรชกา กล่าวอีกว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกปี 2553 มีแนวโน้มฟื้นตัว จำเป็นที่การชักจูงการลงทุนจากต่างประเทศของบีโอไอต้องเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้น โดยคาดว่า แนวโน้มการลงทุนจะดีกว่าปีนี้  โดยหากปัญหามาบตาพุดจบลงและเอกชนสามารถลงทุนได้ รวมถึงการเมืองมีเสถียรภาพ เชื่อว่าจะทำให้ยอดขอส่งเสริมการลงทุนปีหน้าจะอยู่ที่ 5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเป้าปีนี้ที่ 4 แสนล้านบาท และหากมีการลงทุนโครงการเหล็กขั้นต้นคุณภาพสูงได้ จะทำให้คำขอส่งเสริมการลงทุนปีหน้าสูงถึง 6 แสนล้านบาท

"ขณะนี้ เริ่มมีสัญญาณแล้วว่าการลงทุนปีหน้าจะเพิ่มขึ้น เช่น คำสั่งซื้อสินค้า  โดยญี่ปุ่นยังคงเป็นประเทศที่ลงทุนในไทยเป็นอันดับหนึ่ง และถ้าเศรษฐกิจญี่ปุ่นฟื้นตัว ก็จะเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นอีก รวมทั้งประเทศที่เคยลงทุนในจีนจำนวนมาก เช่น ฮ่องกง เริ่มมองการลงทุนในไทยมากขึ้น เพราะปีนี้จีนบังคับใช้กฎหมายแรงงานฉบับใหม่ส่งผลให้ต้นทุนค่าแรงงานสูงขึ้นด้วย"

นางอรรชกา กล่าวด้วยว่า เศรษฐกิจในประเทศมีแนวโน้มดีขึ้น ทำให้การลงทุนของนักธุรกิจไทยดีขึ้นเช่นกัน โดยบีโอไอเตรียมจัดกิจกรรมกระตุ้นให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ยื่นขอส่งเสริมการลงทุนมากขึ้น ซึ่งปีนี้บีโอไอเริ่มจัดกิจกรรมชักจูงการลงทุนในประเทศแบบแพ็คเกจ โดยดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมด้วย  เช่น ธนาคารพาณิชย์

Tags : บีโอไอ ลงทุน ชาญชัย ชัยรุ่งเรือง

ความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement