สศอ. เดินหน้าสำรวจข้อมูลผู้ประกอบการ หลังภาคอุตสาหกรรมทรุดหนักจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก เจาะลึกกว่า4,000โรงงาน หวังชี้วัดขีดความสามารถ-พัฒนาอุตฯ
นายอาทิตย์ วุฒิคะโร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.)และรองโฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลก ทำให้ภาคอุตสาหกรรมไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง และส่งผลถึงระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ เนื่องจากภาคอุตสาหกรรม ถือเป็นภาคการผลิตหลักที่มีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจของประเทศ มีสัดส่วนมูลค่าการผลิตในผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) สูงถึง 40%
ขณะเดียวกันสินค้าอุตสาหกรรมก็มีสัดส่วนมูลค่าการส่งออกสูงถึง 75% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ สศอ.จึงได้ดำเนินการสำรวจข้อมูลและจัดทำรายงานผลิตภาพและผลประกอบการอุตสาหกรรม ปี 2551/2552 ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ภาคอุตสาหกรรมไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างหนักจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลก
โดยทำการสำรวจข้อมูลรอบด้านอย่างครบถ้วนกว่า 4,000 โรงงาน ซึ่งข้อมูลที่ได้สามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือชี้วัดประสิทธิภาพในการผลิต โดยสะท้อนให้เห็นถึงขีดความสามารถในการแข่งขันของแต่ละสาขาอุตสาหกรรม เพื่อนำไปสู่การเสนอแนะนโยบาย และมาตรการในการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อไป
“การมีข้อมูลที่แสดงถึงโครงสร้าง สถานภาพ สมรรถนะในการประกอบกิจการและผลการดำเนินธุรกิจ ถือว่ามีความสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างมากในการที่จะทราบถึงขีดความสามารถในการแข่งขันในแต่ละอุตสาหกรรม โดยจะเป็นการจัดเก็บข้อมูลพร้อมวิเคราะห์เกี่ยวกับโครงสร้างทางการผลิต โครงสร้างการตลาด โครงสร้างทางการเงิน โครงสร้างแรงงาน ลักษณะของธุรกิจและการประกอบการ พร้อมกับผลประกอบการด้านการผลิต การเงิน การตลาด ต้นทุน ค่าใช้จ่าย สินทรัพย์และหนี้สิน เพื่อใช้บ่งชี้ความสามารถในการบริหารจัดการ ซึ่งข้อมูลที่ได้นี้ เป็นข้อมูลเฉลี่ยของแต่ละสาขาอุตสาหกรรม
ดังนั้น ผู้ประกอบการแต่ละโรงงานจึงสามารถพิจารณาเปรียบเทียบกับข้อมูลภายในของตัวเอง ว่ากิจการของตนเองมีสถานะที่ดีกว่าหรือด้อยกว่าภาพรวมของค่าเฉลี่ย นับเป็นข้อมูลเตือนภัยเบื้องต้นในกรณีที่ภาคการผลิตประสบปัญหา ก็จะได้รีบแก้ไข พัฒนาปรับปรุงกิจการต่อไป
นอกจากนี้ ยังใช้ประโยชน์ในการกำหนดนโยบาย มาตรการและการวางแผนของภาครัฐ และการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน อันจะส่งผลให้การพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของประเทศเป็นไปอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”
อย่างไรก็ตาม แม้ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจโลก จะยังคงส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมืดมัวอยู่บ้าง แต่หากผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมมีการตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา
อีกทั้งพยายามทำความเข้าใจและตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น และเชื่อมั่นว่าปัญหาทุกอย่างจะคลี่คลายได้ รวมถึงทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นภาครัฐและภาคเอกชนต่างร่วมมือกันแก้ไขปัญหา และร่วมกันระดมกำลังเพื่อช่วยกันผลักดันวิกฤตต่างๆให้ผ่านพ้นไปได้ ย่อมจะส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถมองเห็นหนทางที่สดใสรวดเร็วขึ้น
ทั้งนี้สำหรับปี 2552 สศอ. จะดำเนินการจัดเก็บข้อมูลผลประกอบการรายปีจากผู้ประกอบการ โดยใช้แบบสำรวจรายปี (รง.9) จากผู้ประกอบการทั่วประเทศ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม - กันยายน 2552 จึงขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการให้ตอบแบบสำรวจอย่างครบถ้วน ซึ่งข้อมูลที่ สศอ. ได้รับจะนำไปใช้เป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมต่อไป

ความคิดเห็นที่ 3
คนที่รักแผ่นดิน , 23 เมษายน 2552 09:55
ขอเชิญชวนให้ทุกคนที่มีความปรารถดีต่อแผ่นดินทุกคน เสียสละเวลาศึกษาแง่ดิด-ข้อเสนอแนะ ของท่าน ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส จะทำให้เราพอมองเห็นทางออกของวิกฤต ของประเทศได้ ท่านสมควรไดรับการยกย่องให้เป็น ปราญชน์ของแผ่นดิน
ความคิดเห็นที่ 2
ออ , 22 เมษายน 2552 19:28
ปัญหาและความวุ่นวายเกิดจาก แม้ว คนเดียว ถ้าเป็นคนดีจริง ใครจะทำอะไรได้ ที่เป็นแบบนี้เพราะความเห็นแก่ตัวของคนคนเดียว อ้างประชาธิปไตย ทำเพื่อตนเองพ้นผิด กลับมามีอำนาจใหม่ ท้วงคืนเงิน 7 หมื่นกว่าล้านบาทที่โกงแผ่นดิน ไม่รวมเงินอีกกี่แสนล้านที่โกงแผ่นดิน ต้องการคนแบบนี้มาบริหารประเทศหรือ ถึงเรียกว่ายุติธรรม ประชาธิปไตย
ความคิดเห็นที่ 1
Sondhi Limthongkul Jr. , 22 เมษายน 2552 18:26
ปัญหา และสาเหตุ ที่ทำให้ประเทศไทยเกิดความ...วุ่นวาย..เพราะ... ขาด... ประชาธิไตย... เป็นกึ่งเผด็จการ... กึ่งอำมตยาธิปไตย...ไม่มีความยุติธรรม....สองมาตราฐาน..เพราะบุคคลเหล่านี้อยู่เบื้องหลัง ความเป็น...กึ่งเผด็จการ ...ไร้ความยุติธรรม คือ
1.พล.อ.เปรม ติฌสูลานนท์
2.พล.อ.สุรยุทธ์ จุฬานนท์
3.นายชำนาญ ลิขิตจิตถะ อดีตประธานศาลกีฏา
4.นายอักขราธร จุฬารัตน์ ประธานศาลปกครองศูงสุด
5.นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
5 ท่านนี้คือที่มาของต้นเหตูปัญหาทางการเมืองในปัจจุบัน