กรุงเทพธุรกิจ

ธุรกิจ : MBA

วันที่ 15 สิงหาคม 2553 01:00

Global MBA ม.หอการค้าไทย ปั้นนักบริหารอินเตอร์

ดร.ทรรศนะ บุญขวัญ

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

Global MBA ปรัชญาการสอน MBA หลักสูตรนานาชาติ ม.หอการค้าไทย หวังปั้นนักธุรกิจ เก่งความรู้ คู่จริยธรรม

ท่ามกลางบรรยากาศที่พลุกพล่านในวันเปิดเรียน  เดินลึกเข้าไปในมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กลับไม่รู้สึกวุ่นวาย โดยเฉพาะอาคาร 4 บัณฑิตวิทยาลัย ที่นี่มี True Cafe ให้ได้นั่งอ่านหนังสือหรือพูดคุย U Studio สำหรับอำนวยความสะดวกให้แก่สาวกแอ๊ปเปิ้ล ตัวอาคารเองก็ใช้ Wi -Fi เพื่อสะดวกต่อการใช้งานอินเทอร์เน็ต

 ดร.ทรรศนะ บุญขวัญ คณบดี บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย บอกว่า เราสร้างสิ่งแวดล้อมและอำนวยความสะดวกให้กับผู้เรียน เพื่อปลุกปั้นให้ผู้เรียนกลายเป็นนักธุรกิจระหว่างประเทศ  ยิ่งเป็นหลักสูตรนานาชาติ ชูปรัชญา Global MBA อัดแน่นทั้งภาษาด้วยตำรา อาจารย์ต่างชาติ และความรู้ด้านธุรกิจ การบริหารจัดการระหว่างประเทศ

Goal ของหลักสูตรเอ็มบีเอ นานาชาติ คือสร้าง Global Manager โดยมหาวิทยาลัยได้กำหนดแนวทาง 4 P ปั้นบัณฑิต ซึ่งจะนำมาใช้เป็นครั้งแรกในเดือนสิงหาคม 2553 

P แรก Profit คือ หลักสูตรการเรียนการสอน เป็นตำราวิชาการ เพื่อหวังผลให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ

P สอง People คือ ตัวผู้เรียนต้องมีความพร้อมทั้งภายใน มีความรู้ จริยธรรม และภายนอก เช่น การสร้างเครือข่าย รวมไปถึงการดูแลภาพลักษณ์ เพื่อเตรียมพร้อมสู่การเป็นนักธุรกิจ 

P สาม Planet คือ การมองสิ่งแวดล้อมและสังคม ประเด็น Current Issue เช่น ภาวะโลกร้อน ประเด็นเหล่านี้กระทบต่อธุรกิจ การไม่เอาเปรียบสิ่งแวดล้อม เป็นประเด็นที่นักธุรกิจในโลกอนาคตต้องตระหนัก

P สุดท้าย Passion เป็นการกระตุ้นจากภายใน ทำอย่างไรให้ผู้เรียนรู้สึก "อิน" กับการทำธุรกิจ เกิดแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจ Passion เป็นหน้าที่ของอาจารย์ที่ต้องสร้างและกระตุ้นให้กับผู้เรียนนักศึกษา

"วันนี้เราเห็นภาพชัด คนยิ่งเรียนสูง ยิ่งเห็นแก่แต่ตัว เราไม่อยากให้เป็นแบบนั้น จึงพยายามใส่หลัก People และ Planet เข้าไปในวิชาเรียนและวิธีการสอนของอาจารย์ เราอยากปั้นนักบริหารหรือผู้นำ ที่มีความรู้และจริยธรรม" 

สำหรับการหลักสูตรที่จะนำมาใช้ใหม่ในเดือนสิงหาคมนี้ เป็นการร่วมกันร่างจาก 3 ฝ่าย ประกอบด้วย อาจารย์ผู้สอนที่มีองค์ความรู้ใหม่ๆ  ซึ่งในปัจจุบันมหาวิทยาลัยมีอาจารย์ระดับปริญญาเอกกว่า 100 คน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 200-230 คน ในอีกสองปีข้างหน้า 

ดอกเตอร์เหล่านี้เป็นนักเรียนทุกของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ไปศึกษาต่อยังมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ ในสาขาเฉพาะทาง เช่น โลจิสติกส์ ดังนั้นองค์ความรู้ที่ได้จึงทันสมัยและลงลึกเฉพาะทาง 

นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จแล้ว เพราะมีประสบการณ์ มหาวิทยาลัยต้องการฟังเสียงนักธุรกิจว่าต้องการแรงงานแบบไหน และได้เชิญนักธุรกิจมาสอนด้วย เพื่อให้ถ่ายถอดความรู้และประสบการณ์ เตรียมความพร้อมให้ผู้เรียน จบออกไปทำงานได้ทันที 

ศิษย์เก่า ที่เราได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เปิดใจบอกข้อดี-ข้อบกพร่อง สำหรับนำไปปรับปรุงหลักสูตร 

"การปรับหลักสูตร MBA อินเตอร์ฯ ในครั้งนี้ เน้นสอน Current Issue และ Innovation โดยเฉพาะนวัตกรรมด้านการบริหารจัดการ ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่ง แต่ทำยาก เพราะนักบริหารต้องมองระยะยาว To Make Money and Have Fun เหมือนเช่นที่บริษัท Apple หรือกูเกิล ติดบริษัทที่คนอยากทำงานด้วย เพราะผู้นำองค์กรมองระยะยาว มองว่าความสุขของเพื่อนร่วมงาน จะทำให้ได้ผลงานที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน" 

สำหรับภาพรวมการศึกษา MBA หลักสูตรนานาชาติ ในบ้านเรา ดร.ทรรศนะ บอกว่า ตลาดมีการขยายตัว ส่วนหนึ่งเพราะโรงเรียนประถม-มัธยม เปิดหลักสูตรนานาชาติมากขึ้น และโรงเรียนนานาชาติ บินข้ามน้ำข้ามทะเลมาเปิดสอนในบ้านเรามากขึ้น 

"ในขณะที่ MBA หลักสูตรอินเตอร์ฯ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ผู้เรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กที่จบปริญญาตรีจากที่นี่ อาจจบปริญญาตรี บริหารธุรกิจ หรือจบหลักสูตรอื่น เช่น เอกภาษาอังกฤษ แต่ต้องการเรียนต่อด้านบริหาร ส่วนคนนอก ก็เป็นคนคุณภาพ ตั้งใจจะเป็นนักธุรกิจ เราค่อนข้างโชคดีที่ได้คนกลุ่มนี้มาเรียน เพราะทำให้เกิด Word of  Mouth เช่นเดียวกับชื่อเสียงที่สั่งสมจากประกวดแผนธุรกิจต่างๆ ล่าสุดนักศึกษาเพิ่งชนะเลิศการแข่งขัน Business Strategy Game (BSG) แผนธุรกิจขายรองเท้าออนไลน์  ซึ่งเป็นเวทีระดับโลก"

ปัจจุบันหลักสูตร Global MBA เปิดสอนใน 3 สาขา ประกอบด้วย International Business , APAC Concentrate และในเดือน มีนาคม 2554 จะเปิดหลักสูตร Logistic ซึ่งเป็นหลักสูตรความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและ Hongkong Polytechnic มาร่วมร่างแนวทางหลักสูตรและร่วมสอน  ต่อยอดจากหลักสูตรโลจิสติกส์ ภาษาไทย ที่เปิดสอนในปริญญาตรีจนถึงปริญญาเอก  

โดยเปิดสอนปีละ 2 เทอม ในเดือนมกราคมและสิงหาคม เทอมละ 2 ห้อง ห้องละประมาณ 30 คน สัดส่วนผู้เรียนเป็นเด็กไทยและต่างชาติ อย่างละครึ่ง  ค่าเล่าเรียนประมาณ 2.5 แสนบาท ตลอดหลักสูตร 

"คนที่เป็นข้าราชการ เขาคงไม่มาหาเรา...แต่คนที่ตั้งใจแล้วว่าชาตินี้จะไม่เป็นลูกจ้างใครทั้งชีวิต!!! จะเดินเข้ามาหาเราแน่นอน" ดร.ทรรศนะ ทิ้งท้าย

Tags : หอการค้าไทย MBA

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

  • ความเห็นที่ 2

    Miracle

    เป็นลูกศิษย์อาจารย์ค่ะ อ.บรรยายได้ดีมากๆ ค่ะ ขอบคุณแนวคิดดีๆค่ะ
    เด็กชล

  • ความเห็นที่ 1

    Cancer Foods

    อาหาร Fast Food จากต่างประเทศอันตราย บริโภคแล้วเป็นมะเร็ง
    Fast Food จากต่างประเทศ มีไขมันทรานส์ (Trans Fat) เป็นจำนวนมาก
    ไขมันทรานส์ จะเพิ่มระดับโคเลสเตอรอลชนิดเลว และ ลดระดับของโคเลสเตอรอลชนิดดีให้ลดลง
    ไขมันทรานส์ เป็น ไขมันที่ทำให้ ผนังเส้นเลือดจะสะบักสะบอม เต็มไปด้วยคราบไขอุดตัน
    Big Mac แฮมเบอเกอร์ มีไขมันทรานส์ 1.5 กรัม
    เฟรนช์ฟราย (french fries) ขนาดใหญ่ 170 กรัม มีไขมันทรานส์ 8 กรัม
    ไขมันทรานส์ มีใน อาหารสำเร็จรูป จากต่างประเทศ และ Fast Food จากต่างประเทศ


    (1.) แฮมเบอร์เกอร์ จัดเป็นอาหารประเภทที่ “มีความเสี่ยงสูง” เพราะเวลาที่สูญเสียไปในระหว่างรอกระบวนการนำ “เนื้อ” มาใช้ปรุงทำให้มี “แบคทีเรีย” เกิดขึ้นได้สูง ทำให้จำเป็นต้องมีการใช้ “สารเคมีสีแดง” มาช่วยกำจัดเนื้อที่กำลังจะเน่าเสีย ทำให้เนื้อแดงเปลี่ยนเป็นเขียว นอกจากนี้แฮมเบอร์เกอร์ทั้งหมดจะใส่ “สารปรุงรส”(MSG=Monosodium Glutamate) ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ โดย “MSG” เป็นสารเคมีที่ห้องปฏิบัติการทดลองใช้ช่วยทำให้สัตว์อ้วนขึ้น และท้ายที่สุดก็ทำให้ผู้บริโภคอ้วนขึ้นด้วย
    มีสารอะคริลิไมด์ (Acrylimides) ซึ่งเป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาท

    (2.) ฮอทด็อก

    เป็นอีก “เมนูอันตราย” เพราะมีกระบวนการผลิตคล้ายแฮมเบอร์เกอร์ และ “ฮอทด็อก” ทั้ง หมดยังใส่ “สารไนไตรท์” เพื่อช่วยทำให้เนื้อยึดตัวและช่วยเติมไส้กรอกให้เต็ม โดย “สารไนไตรท์” เป็นสารที่ทำให้เกิด “โรคมะเร็ง” ในกระเพาะอาหาร มะเร็งในเม็ดเลือด เนื้องอกในสมองและมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ “ถุงหลอด” ที่ใช้บรรจุฮอทด็อก ก็ทำจาก “คอลลาเจนสังเคราะห์” ที่เป็นสารก่อให้เกิด “โรคมะเร็ง” ได้สูง มีไขมันที่เป็นสารประกอบไม่เปิดเผยอยู่ประมาณ 40% เมื่อนำ ไปปิ้งย่าง มันจะทำให้มี “สารพิษร้ายแรง” ที่เรียกว่า “อะคริลิไมด์” (Acrylimides) ออกมา ซึ่งรู้จักกันดีว่าเป็นสารก่อมะเร็ง และ “ทำลายประสาท” นอกจากนี้
    ไส้กรอก และ หมูแฮม ยังทำให้คนที่บริโภค เข้าไป เกิดโรคอ้วนด้วย

    (3.) เฟร้นช์ฟราย- มันฝรั่งทอด เป็นอาหารที่มี “ความเป็นพิษสูง” โดยการทอด “เฟร้นช์ฟราย” ใช้อุณหภูมิสูงทำให้มี “สารอะคริลิไมด์” ซึ่งเป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาท
    ออกมา นอกจากนี้ “น้ำมัน” ที่ใช้ในการทอดมันฝรั่งแต่ละครั้งจะเกิดการ “ออกซิไดซ์” ในมันฝรั่งยังมี “ดรรชนีกลีซิมิค”(Glycemic) อยู่สูงมาก…..นั่นหมายถึงมันเปลี่ยนให้กลายเป็นน้ำตาลภายในร่างกายได้เร็ว มาก

    (4.) พิซซ่า
    “พิซซ่า” ประกอบด้วยอาหารที่มาจากการ “ตัดแต่งพันธุกรรม” 5 ชนิด คือ…..1.”เนยแท้”(cheese) เพียง 10% เท่านั้น ซึ่งไม่ควรเรียกว่าเนยแท้ได้เลย…..2.”แป้ง” ที่ผ่านการปรุงแต่งให้ขาวที่ได้ทำการฟอกสี ทำให้วิตามินและเกลือแร่ออกไปแล้ว แต่ได้ทำการเติมเกลือแร่สังเคราะห์ตามจำนวนโม เลกุลที่เคยมีอยู่เข้าไปใหม่…..3.”ซอสมะเขือเทศ” ทำด้วยสารคล้ายมะเขือเทศที่สร้าง “ยาฆ่าแมลง” ของมันขึ้นมาได้เองในร่างกายของท่าน…..4.”แป้งสาลี” ชนิดที่มีการตัดแต่งทางพันธุกรรม…..5. มี “น้ำมันฝ้าย” ประกอบอยู่ โดยฝ้ายไม่ได้จัดเป็นพืชพวกอาหาร มันผ่านการสเปรย์ด้วยยาฆ่าแมลงที่ชาวไร่ใช้ในฝ้ายเมล็ดจะเป็นตัวดูดเอาสาร พิษต่างๆเอาไว้ได้มากที่สุด ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงสาธารณะสุข ต่างไม่ให้ความร่วมมือซึ่งกันและกันที่จะรับรองว่ามันปลอดภัยต่อการบริโภค ได้หรือไม่ มันไม่ได้ช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น แต่มันเป็น “น้ำมันไฮโดรจีเนต” และมีอันตรายต่อสุขภาพอย่างยิ่ง

    นอกจากนี้ “ผิวหน้าแป้งพิซซ่า” ที่อบปิ้งในอุณหภูมิสูง อาจมี “สารอะคริลิไมด์” เกิดขึ้นด้วย ขณะที่การเพิ่มหน้าพิซซ่า “เพ็พเปอโรนิ” หรือเพิ่มหน้าไส้กรอกทำให้มีความเสี่ยงสูงจาก “ไนไตรท์” สารกันบูดและสารเคมีอื่นๆ รวมทั้งไขมันอิ่มตัวที่มีการเติมเข้าไปจากโรงงาน

    (5.) ชิ้นไก่ทอด-เนื้อนุ่มไร้กระดูก
    เป็นเมนู ที่ทำมาจากชิ้นส่วนของไก่ที่ไม่ใช้แล้ว การรับประทานต่อครั้งโดยทั่วไปจะให้พลัง งาน 340 แคลอรี่ 50% เป็นไขมัน มีแป้งขนมปังผสมอยู่มาก จึงมีคาร์โบไฮเดรตอยู่สูง มีการเติมสารปรุงรส “MSG” ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ นอกจากนี้ “นัคเก็ตชิคเก้น” บางอันจะมี “สารอะลูมิเนียม” ซึ่งเป็นอันตรายต่อสมองและเป็นอันตรายต่อการเมตะโบลิสซึมของร่างกายด้วย

    (6.) โดนัท
    โดยเฉลี่ยแล้วจะให้พลังงานประมาณ 300 แคลอรี่ ในโดนัท 1 ชิ้นมีแป้งคาร์โบไฮเดรตอยู่มากกว่า 50% ของที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีเกลือโซเดียมอยู่สูงมาก ทำให้ร่างกายขาดน้ำได้ นอกจากนี้โดนัทยังทอดในน้ำมันที่มีอุณหภูมิสูง ซึ่งน้ำมันประเภทนี้จะทำให้มีกลิ่นหืนและมีสารอนุ มูลอิสระเกิดขึ้น ทำให้เกิดสารพิษและทำให้ร่างกายเมตะโบลิสซึมช้าลง เป็นการคุกคามต่อสุขภาพที่ดี และยังเป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น

    (7.) ไอศกรีม
    มีไขมันอยู่สูงมากเกินกว่า 50% ของไขมันที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีคาร์โบไฮเดรตอยู่มากเกือบ 40% ของคาร์โบไฮเดรตที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีน้ำตาลอยู่มากทำให้มีความกระหายน้ำตาลมากยิ่งขึ้น เป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น เต็มไปด้วยไขมันไฮโดรจีเน็ตและไขมันที่แปรเปลี่ยน(Transfat) ไปจากธรรมชาติและยังช่วยเพิ่มพูนโคเลสเตอรอล ทำให้เส้นเลือดแดงใหญ่อุดตัน ทำให้มีสารอนุมูลอิสระในร่างกายเพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคมะเร็ง

    (8.) น้ำอัดลม
    สารตัวสำคัญที่มีอยู่ใน “น้ำอัดลม” คือ “กรดกำมะถัน”(Phosphoric acid) ซึ่งมีความเป็นกรดสูงมากพอที่จะละลายตะปูได้ภายใน 4 วัน กรดที่สะสมอยู่ในร่างกายทำให้ยากที่จะทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้ และ “น้ำโซดา” ที่เป็นส่วนประกอบอีกตัวของน้ำอัดลมจะเป็นตัวชะล้างแคลเซียมออกจากกระดูก จนทำให้เกิด “โรคกระดูกพรุน”
    นอกจากนี้ในน้ำอัดลม 1 กระป๋อง จะมี “น้ำตาลที่ไม่ให้พลังงาน” อยู่ 12 ช้อนชา ในน้ำอัดลมที่ช่วยลดน้ำหนักตัว หรือ Diet soda ที่ใช้ “น้ำตาลเทียมสังเคราะห์”(Artificial sweetener) เพิ่มความหวาน จะทำให้ร่างกายกระหายน้ำตาลมากยิ่งขึ้น เพราะน้ำตาลสังเคราะห์เหล่านี้มีความหวานมากกว่าน้ำตาลธรรมดามาก ขณะที่ “สี” ที่ใช้เติมในน้ำอัดลม ยังเป็น “สารก่อมะเร็ง” ด้วย

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

advertisement