กรุงเทพธุรกิจ

ธุรกิจ : MBA

วันที่ 12 เมษายน 2552 10:21

ผ่าวิกฤติด้วยบทเรียนจากอดีต

Dr.Paul G.Patterson อาจารย์จาก Marketing University of New South Wales ประเทศออสเตรเลีย

Dr.Paul G.Patterson อาจารย์จาก Marketing University of New South Wales ประเทศออสเตรเลีย

TOOLS
คอลัมน์อื่นๆ

"เรียนรู้อดีต หยั่งรู้อนาคต" ยังใช้ได้ดีกับทุกวิกฤติที่ประเทศไทยเผชิญ วิกฤติการเงินในปี 2540 กลายเป็นต้นยำกุ้งรสแซบ ที่แสบสะดุ้งกันไปทั่ว

ถัดจากนั้น 10 ปี วิกฤติการเงินของโลกกลายเป็น "สึนามิ" ทางเศรษฐกิจที่ก่อตัวจากประเทศมหาอำนาจสหรัฐอเมริกา ส่งผลกระทบกับอีกหลายประเทศทั่วโลก

การค้นหาทางออกให้เร็วที่สุด และเจ็บตัวน้อยที่สุด โดยอาศัย "บทเรียน" ล้ำค่าในอดีต วิเคราะห์ต่อยอดปัญหาถึงปัจจุบัน กรณีศึกษาชั้นดีที่แวดวงการศึกษาด้านบริหารธุรกิจหยิบยกมาเป็นกรอบการศึกษา

หัวข้อเสวนาในเรื่อง Asia-Pacific Business Education Amidst World Economic Crisis ครั้งที่ 1 ในงาน  Asia - Pacific Collaboration Program (APAC) โดยมีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นเจ้าภาพ เป็นการรวมพลของเหล่าสถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจชั้นนำในเอเชียแปซิฟิก ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  Marketing University of New South Wales,Australia  National University of Singapore  Korea Advanced Institue of Science and Technology,Korea และ Fudan University,China เพื่อร่วมกันวิเคราะห์ และตีกรอบเนื้อหาการศึกษาภายใต้หลักสูตรด้านบริหารธุรกิจแนวใหม่ ซึ่งจะเป็นหนึ่งกลไกที่นำพาเศรษฐกิจและประเทศรอดพ้นวิกฤติ

รศ.เกศินี วิฑูรชาติ คณบดี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  บอกว่า จากการเสวนาในครั้งนี้ คณาจารย์จากทุกมหาวิทยาลัยเห็นพ้องต้องกันว่าประสบการณ์ช่วงวิกฤติการเงินปี 2540 ที่ประเทศไทยและเอเชียแปซิฟิกต้องเผชิญนั้น ถือเป็นบทเรียนอย่างดีของการเรียนรู้ และรู้จักการนำพาตัวเองให้รอดพ้นจากวิกฤติ หรือ เกิดอาการบอบช้ำน้อยที่สุด หากเกิดวิกฤติรอบใหม่

จากวิกฤติครั้งนั้น สถาบันการเงินของไทยในปัจจุบันเข้มแข็งมาก เพราะมีมาตรการป้องกันความเสี่ยงเป็นอย่างดี เรียกว่าปลอดภัยไว้ก่อน ส่วนรัฐบาลก็นำเงินไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟฟ้าบีทีเอส ซึ่งทำให้เกิดการจ้างงาน และอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ

"วิกฤติยุคนั้น ทำให้หลายบริษัทต้องปิดตัว ในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน แม้อาจไม่รุนแรงเท่า แต่บริษัทที่ประสบปัญหา อาจต้องตัดไขมันส่วนเกินทิ้ง ยุบแผนกหรือหน่วยงานที่ไม่ใช่ความเชี่ยวชาญของตนทิ้งไป"

แนวทางการปรับตัวที่ทำได้ท่ามกลางวิกฤติ รศ.เกศินี บอกว่า เริ่มเห็นการกลับมาโฟกัสกับธุรกิจหลักซึ่งเป็นเส้นเลือด (Core Business) แล้วผลักดันธุรกิจให้มีความโดดเด่นและแตกต่างจากคู่แข่งในตลาด รวมถึงบริหารจัดการทรัพยากรของบริษัทให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด

นี่คือจุดเริ่มต้นของบทเรียนที่นักธุรกิจไทยได้รับจากวิกฤติต้มยำกุ้งที่นักศึกษายุคใหม่ต้อง "เรียนรู้" และนำมา "วิเคราะห์"

"ผู้บริหารต้องตื่นตัวตลอดเวลา รู้จักหาวิธีลดต้นทุน โดยที่ไม่ลดคุณภาพ อาจเป็นการสร้างเครือข่ายธุรกิจ (Cluster) แต่อย่างไรก็ตามธุรกิจบริการยังมีแนวโน้มขยายตัวสวนทางปัจจัยลบทางเศรษฐกิจ เช่น สุขภาพ สปา และเอ็นเตอร์เทนเมนท์"

รศ.เกศินี บอกว่า วิกฤติที่เกิดขึ้นรอบนี้ หลักสูตร MBA ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ปรับการเรียนการสอนให้ทันกับสถานการณ์ เช่นกัน โดยนำกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นมาเป็นหนึ่งในการเรียนการสอนนักศึกษา ในรูปแบบรายวิชาใหม่ หรือเพิ่มเติมรายละเอียดในวิชาเดิม ซึ่งสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที ต่างจากการปรับหลักสูตร ซึ่งช้าไม่ทันการณ์เพราะต้องรอครบรอบนาน 5 ปี

"เด็กๆ ต้องได้เรียนรู้อย่างทันท่วงที โดยเราได้เพิ่มรายวิชา เช่น การวิเคราะห์ด้านการเงิน อาศัยการประเมินสถานการณ์ที่อิงกับเศรษฐกิจโลก  การอ่านงบการเงินบริษัทแบบมีคุณค่า คือ มากกว่าแค่อ่านงบ แต่สามารถวิเคราะห์แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นได้"

รศ.เกศินี เห็นว่า หลักสูตรการเรียนการสอน ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของธุรกิจในเอเชียแปซิฟิก อาจารย์ควรนำ "กรณีศึกษา" ในแต่ละด้าน  ของแต่ละบริษัทที่เจอวิกฤติ และสามารถนำองค์กรให้รอดพ้นวิกฤติมาได้ มาถ่ายทอดให้นักศึกษา เพื่อรู้วิธีป้องกันตัวเอง และบริหารจัดการปัญหาที่เผชิญให้ได้ในอนาคต

เช่นเดียวกับ Dr.James Edward Rubesch กรรมการ  ไอเอ็มบีเอ ธรรมศาสตร์ บิซิเนส สคูล ที่มองว่า ประเทศไทยเน้นการทำธุรกิจครอบครัว เมื่อเกิดวิกฤติจะหาทางออกยาก และต้องใช้เวลาในการปรับตัวยาวนานกว่าประเทศอื่นที่มีรูปแบบการดำเนินธุรกิจซึ่งมีการดำเนินธุรกิจที่เป็นสากล

เขา บอกว่า ทางออกเมื่อเจอวิกฤติ เจ้าของธุรกิจหรือนักบริหารต้องศึกษาอดีตและรู้จักวิเคราะห์ ต้องพยายามคิดกลยุทธ์การตลาดใหม่ๆ มาใช้ เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด และต้องย้อนกลับมาโฟกัสที่ธุรกิจหลักของตน เพื่อหาจุดเด่น จุดด้อย พร้อมหาทางออกที่เหมาะสมภายใต้สถานการณ์ขณะนั้น

"ปัจจุบันการดำเนินธุรกิจต้องอาศัยความเป็นผู้นำ ต้องกล้าคิดและทำในสิ่งที่แตกต่าง หรือการคิดนอกกรอบ ในขณะที่สถาบันการศึกษาก็ต้องพัฒนาองค์ความรู้ที่ทันสมัยควบคู่กันไปด้วย ต้องผลักดันให้นักศึกษาได้เรียนรู้โลกแห่งความเป็นจริง นอกจากความรู้ในตำรา"

ทางด้าน Dr.Kulwant Singh ผู้ช่วยอธิการบดี จาก NUS หรือ National University of Singapore กล่าวเสริมว่า การเรียนการ สอนด้านบริหารธุรกิจปัจจุบันในแถบเอเชีย มีความเป็นสากลมากกว่าอดีต แต่ยังไม่มีการผลักดันให้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาในเอเชียแปซิฟิกที่ควรร่วมมือกันพัฒนาหลักสูตร สร้างบรรทัดฐานร่วมกัน เพื่อพัฒนาหลักสูตรให้ทันสมัย และสามารถแข่งขันกับธุรกิจการศึกษาในระดับนานาชาติได้

ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยจะเน้นสอนให้นักศึกษามองสถานการณ์ระยะสั้น เช่น จบไปแล้วทำงานอะไร ด้านไหน แต่ไม่ได้สอนให้มองระยะยาวตลอดชีวิตของการทำงาน ซึ่งในอนาคตต้องให้ความสำคัญมากขึ้น และสอนให้นักศึกษารู้จักปรับตัวให้เข้ากับทุกสถานการณ์ที่ต้องเผชิญ

โดยเขา มองการเรียนการสอนด้านบริหารธุรกิจในประเทศไทย  มีประสิทธิภาพพร้อมก้าวสู่ความเป็นสากล แต่อาจต้องเพิ่มความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาด้วยกันเองให้มากกว่านี้ 

ส่วน Dr.Paul G.Patterson อาจารย์จาก Marketing University of New South Wales ประเทศออสเตรเลีย กล่าวถึง เทรนด์การเรียนการสอนด้านบริหารธุรกิจว่า ขณะนี้กระแสสังคมโลกควรเสริมการสอนด้านบริการด้านการตลาดด้วย โดยเฉพาะภาคธุรกิจบริหาร

ตัวอย่างประเทศออสเตรเลียที่อัตราการจ้างงานส่วนใหญ่มาจากงานด้านบริการ หรือแม้แต่บริษัทไอบีเอ็ม ที่จากเดิมมีรายได้หลักจากการจำหน่ายฮาร์ดแวร์ แต่ในปัจจุบันพบว่า รายได้หลักมาจากงานด้านการบริการแทน หนึ่งในสัญญาณที่ทำให้เชื่อว่าภาคบริการ จะกลายเป็นธุรกิจทำเงินให้กับประเทศแถบเอเชียในอนาคต

เหนือสิ่งอื่นใด ทุกมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมเสวนาครั้งนี้เห็นพ้องต้องกัน คือมหาวิทยาลัยยังต้องปลูกฝังในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ CSR (Corporate Social Responsibility) การสร้างจริยธรรมให้กับนักศึกษา เพราะเมื่อออกไปทำงานจริง จะได้ไม่ผูกติดกับทุนนิยมสุดขั้วจนลืมสังคมรอบข้าง

เพราะการกอบโกยแบบไม่รู้จักพอ อาจนำเศรษฐกิจไปสู่วิกฤติรอบใหม่

Tags : วิกฤติเศรษฐกิจ

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1

ผู้หญิงคนนั้นหายไปใหน
จากเดิมที่เคยรูปร่างดี เอวคอด ขาเรียว น่ามอง ที่เคยทำให้ผู้ชายหันมามอง
ที่ทำให้แฟน หรือสามีของคุณ สนใจจนเข้ามาจีบ
หันมาดูคุณตอนนี้สิ ว่าแปลี่ยนไปจากเดิมมากน้อยแค่ใหน
หน้าท้องที่เพิ่มขึ้นรูปร่างหน้าตาอวบอ้วนขึ้นหรือเปล่า
เค้ามองคุณด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปหรือเปล่า เรียกตัวคุณเองที่เคยน่ามองกลับคืนมา ด้วยวิธีง่ายๆจากธรรมชาติ ที่นี่ Thaidietcenter.c
om/gooddiet

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

Video

advertisement

advertisement