นายกสมาคมการตลาด หวั่นเศรษฐกิจปี 2553 ยังไม่ฟื้นจริง จับตาโครงการมาบตาพุด วัดความเชื่อมั่นรัฐบาล และการลงทุน
นายสมบุญ ประสิทธิ์จูตระกูล ประธานอำนวยการ-ประเทศไทย บริษัท ดีทแฮล์ม จำกัด นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึง ภาวะเศรษฐกิจปีนี้ ที่สังเกตพบว่า นับตั้งแต่เดือน ส.ค.ที่ผ่านมา สัญญาณทางเศรษฐกิจต่างๆ ดีขึ้น อาทิเช่น ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค รวมถึงตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆ ดีขึ้น ทำให้เชื่อว่าไตรมาสที่ 4 สภาพการจับจ่ายของผู้บริโภคจะคึกคัก แต่หากพิจารณาจะพบว่า ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อเศรษฐกิจ มาจากการใช้งบประมาณของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจยังคงมีต่อเนื่อง
เขาคาดว่าจะส่งผลดีต่อภาวะเศรษฐกิจไทยต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาสที่ 2 ของปีหน้า ทั้งยังได้อานิสงส์ของภาวะการส่งออกที่ดีขึ้น จากประเทศจีน ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ที่ใช้งบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยังต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ อาทิเช่น ราคาน้ำมัน หากน้ำมันเบนซินยังอยู่ในระดับ 30-32 บาทต่อลิตร ผู้บริโภคยังคงรับได้ และไม่ส่งผลกระทบต่อการจับจ่ายของผู้บริโภค
"ปัจจุบันส่วนของภาคเอกชนจากตัวเลขต่างๆ ที่ออกมาทำให้เกิดความมั่นใจมากขึ้น ที่จะลงทุน แต่ก็ไม่ได้มีความมั่นใจเต็มร้อย ด้วยยังมีปัจจัยที่ไม่แน่นอนอีกหลายประการ"
นายสมบุญ กล่าวอีกว่า ตั้งแต่ต้นปีส่วนใหญ่บริษัทต่างๆ มี 2 แผน เผื่อไว้ระหว่างเศรษฐกิจดีหรือไม่ดี เพื่อจะได้ไม่พลาดหากมีอะไรเปลี่ยนแปลง ซึ่งปีหน้าบริษัทต่างๆ ควรเตรียมแผนไว้ 2 แผนเช่นกัน ด้วยยังมีปัจจัยที่ไม่แน่นอนหลายประการ โดยเฉพาะการเมืองในประเทศ หากมีเหตุการณ์รุนแรง เหมือนที่เกิดขึ้นช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ก็จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และส่งผลต่อการลงทุนของภาคเอกชนในที่สุด
นอกจากนี้ เงื่อนไขหลักที่ภาคเอกชนจะพิจารณาเพื่อลงทุนมากขึ้นปีหน้า เพื่อรับมือกับเศรษฐกิจที่น่าจะดีขึ้น มีปัจจัยสำคัญ คือ ผลการตัดสินของศาลปกครอง กรณีโครงการมาบตาพุด ซึ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ หากต้องถูกระงับก็จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของภาคเอกชนทั้งไทย และต่างประเทศในการลงทุนตลอดปีหน้าทันที เนื่องจากสะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนของการลงทุนในไทย
"สำหรับเอกชนเราไม่ได้มองว่ารัฐบาลจะต้องมาช่วยเหลือด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจอะไรมากมาย สิ่งที่เราต้องการมากกว่า คือ กฎหมายต่างๆ ของภาครัฐที่ออกมาเอื้อต่อการลงทุนของเอกชน"
ทั้งนี้ หากมองเรื่องประสิทธิภาพการแข่งขันของภาคเอกชน จริงๆ แล้ว วันนี้ภาคเอกชนยังคงเสียเปรียบด้านการแข่งขันหลายด้าน โดยเฉพาะกฎหมายหลัก คือ กฎหมายนิติบุคคลที่ไทยยังต้องเสียภาษีถึง 30% ซึ่งสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน อาทิเช่น สิงคโปร์เสียภาษี 15% ทั้งยังมีเรื่องภาษีศุลกากร ซึ่งกฎหมายไทยนั้น การระบุประเภทสินค้าต่างๆ ที่ต้องเสียภาษียังมีความไม่ชัดเจนหลายประการ อาทิเช่น กำหนดขอบเขตที่กว้างเกินไป ทำให้เกิดความไม่แน่นอน ซึ่งส่งผลต่อการวางแผนงานเรื่องต้นทุนต่างๆ
ดังนั้น แม้เศรษฐกิจจะมีสัญญาณเริ่มฟื้นตัว แต่ยังต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด และคงต้องวางแผนการตลาดแบบเกาะติด คือ วางแผน ประเมิน และสรุปผล ซึ่งเป็นการดำเนินกลยุทธ์ธุรกิจแบบเฝ้าระวัง
