"อจีรัง" โอกาสธุรกิจท่ามกลางความตาย ประกายที่ซ่อนอยู่ใน "อจีรังคือโอกาส" นิทรรศการที่จุดชนวนความคิดให้ต่างไปจากเดิม
หากเอ่ยถึง "อจีรัง" หรือความตาย มักเรียกความกลัวให้กับคนส่วนใหญ่ได้ขนหัวลุก และทำทุกวิถีทางเพื่อยื้อชีวิตให้หนีห่างความตายให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้
กิจกรรมหลายด้านถูกเสริมขึ้นมาเพื่อหนีจาก "ความตาย" โดยแท้ กลายเป็นที่มาของภูมิปัญญามากมายที่คิดค้นขึ้นเพื่อรั้งให้ความจีรังยาวนาน ก่อเกิดเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้มหาศาลเข้าประเทศ
อจีรังคือโอกาส หรือ Perishable Beauty นิทรรศการชิ้นแรกฝีมือคนไทย ที่ TCDC (ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ) นำเสนอออกมาในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเดินทางสู่ความถดถอย
"นิทรรศการอจีรังคือโอกาส เป็นแนวคิดที่คุยกันมาเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่ตอนนั้นเป็นเรื่องของปรัชญามากกว่าจะเห็นเป็นรูปธรรม" ศุภมาศ พะหุโล ภัณฑรักษ์ประจำศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบดีไซน์ (TCDC) บอก
กระทั่งในช่วงปี 50 เศรษฐกิจโลกรวมถึงประเทศไทยอยู่ในภาวะชะลอตัว TCDC จึงกลับมาคิดใหม่ว่าจะใช้ไอเดียอะไรจึงจะเหมาะสมสำหรับการกระตุ้นให้คนไทยกลับมามองหาโอกาสในวิกฤติ ที่สุดจึงลงตัวที่ อจีรังคือโอกาส
นั่นเพราะท่ามกลางกลางความตายหรือเหตุการณ์ที่เลวร้าย มักมีโอกาสแฝงอยู่เสมอ
"ความกลัวที่จะตาย" ศุภมาศ บอกว่า เป็นเหตุที่ทำให้เกิดธุรกิจมากมายมาแล้ว
กรณีการตายของสัตว์และพืช ก็ก่อให้เกิดชีวิตใหม่ ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อีก เช่น แบคทีเรีย หรือแม้แต่การถนอมอาหาร เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นหลังจากผลไม้ได้ตายไปแล้ว
รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้นี่เองที่คนอาจมองข้ามไป เพราะมัวแต่ไปหมกมุ่นกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่เข้ามากระทบ แต่สำหรับนิทรรศการนี้ ศุภมาศ บอก เป็นการพยายามดึงความสนใจของผู้คนที่เข้าชมนิทรรศการได้หันกลับมามองโอกาสอีกครั้ง
ในงานแบ่งออกเป็น 8 ห้อง ประกอบด้วย อจีรัง ความตาย ความกลัว ความงาม ฤดูกาล สิ่งแวดล้อม กระบวนการจัดความเสื่อม และมะนาวหยดสุดท้าย
ห้องแรกที่ผู้เข้าชมจะได้พบคือ อจีรัง เป็นการจำลองอวกาศมาไว้ในโลงศพ ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบว่า แม้แต่อากาศที่กว้างใหญ่ไพศาลยังมีวันแตกดับ นับประสาอะไรกับมนุษย์ตัวจ้อย เป็นการปูความรู้สึกเพื่อก้าวไปยังห้อง ความตาย
ทางผ่านสู่ห้องความตายได้ต้องผ่านม่านดอกไม้ ซึ่งปล่อยให้ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ เพื่อกระตุ้นให้ผู้ชมคิดต่อว่า จะทำอย่างไรกันดีกับดอกไม้ตรงหน้า เช่น นำดอกไม้สด อาจไปร้อยพวงมาลัย ดอกไม้แห้งนำไปทำบุหงา เป็นต้น
"ห้องแห่งความตายนี้ เราจะนำอาหารสด เช่น เนื้อ ผัก ผลไม้ มาวางบนโต๊ะ แล้วถ่ายรูปไว้ หลังจากนั้นจะปล่อยให้อาหารเหล่านั้นเน่าเปื่อยไปโดยเองตามธรรมชาติ โดยมีกล้องแต่ละตัวจับไว้ ซึ่งเมื่อจบนิทรรศการ อาหารจะเน่าเปื่อยไปจนหมด เรียกว่านิทรรศการนี้จะตายไปต่อหน้าผู้ชม แต่ระหว่างนั้นได้มีการบันทึกรูปไว้เพื่อนำมาฉายให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของอาหาร"
สิ่งที่นำมาเสนอนั้น เป็นการจุดชนวนให้คนที่พบเห็นได้นำไปคิดต่อว่าจะทำอย่างไรต่อไป เช่น การถนอมอาหารในรูปแบบต่างๆ
ในทางกลับกันการเปื่อยของอาหารก็ทำให้เกิดชีวิตรูปแบบอื่นเกิดขึ้น เช่น แบคทีเรีย ซึ่งอาจสามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้
ความกลัว เป็นอีกห้องที่จัดแสดงขึ้นเพื่อให้เห็นว่า มนุษย์ทุกยุคสมัยล้วนกลัวความตายและพยายามดิ้นรนเพื่ออยู่รอด และความกลัวในรูปแบบต่างๆ ที่นิทรรศการนำมาแสดงเป็นงานที่มากด้วยมูลค่า อาทิ มัมมี่ การโคลนนิง และการทำอัญมณีจากอัฐิ
เธอ บอกว่า การทำมัมมี่ของชาวอียิปต์ เกิดจากความเชื่อเรื่องการคืนชีพ ซึ่งขั้นตอนการทำมัมมี่หากเทียบกับปัจจุบันแล้วจะก่อให้เกิดการจ้างงานจำนวนมาก และส่งผลต่อ GDP ของประเทศโดยรวม เช่น ทำพีระมิด การสรรหาวัตถุดิบในการทำมัมมี่โดยเฉพาะเครื่องเทศ เป็นต้น
การโคลนนิง อีกวิวัฒนาการที่ก้าวไกลไปถึงการโคลนนิงสุนัข แม้จะมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง นอกจากนี้ยังมีในส่วนของการทำอัญมณีจากอัฐิ ก็มีให้เห็นแล้วในประเทศญี่ปุ่น
โดยอัญมณีจากอัฐิ เป็นการนำอัฐิของคนรักที่เสียชีวิตนำไปผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์จนกลายเป็นเพชรก่อนจะนำมาทำเป็นเครื่องประดับ ให้ความรู้สึกเสมือนคนรักอยู่กับเราตลอดไป สนนราคาอยู่ที่ประมาณ 2-8 แสนบาท
ถัดมาเป็นห้อง ความงาม เธอ เล่าว่า ในอดีตคนได้นำดวงจันทร์มาเปรียบเทียบกับความสวยงามของหญิงสาว อันเป็นจุดเริ่มของธุรกิจต่าง ๆ มากมาย อาทิเช่น เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว สถานบริการฟิตเนส และศัลยกรรม เพราะทุกคนต้องการคงความเป็นหนุ่มสาวให้ยาวนานที่สุด
โดยเฉพาะแนวโน้มธุรกิจเพื่อความสวยความงามจะปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เช่น ในอดีตสาวรูปร่างอวบและผมบลอนด์อย่างมาริลีน มอนโรล ถือเป็นนิยามของหญิงสวย ต่างจากปัจจุบันที่เน้นรูปร่างผอม เป็นต้น
ฤดูกาล เป็นอีกห้องที่จำลองดอกซากุระ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสามารถของคนญี่ปุ่น ที่ใช้ช่วงระยะเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ที่ดอกซากุระบานโปรโมทให้คนญี่ปุ่นและชาวต่างชาติเข้ามานั่งชมดอกซากุระบานได้อย่างคับคั่งและกอบโกยเงินเข้าประเทศได้เป็นจำนวนมาก
ในไทยเองเราก็มีเทศกาลทุ่งดอกทานตะวัน จ.ลพบุรี และดอกกระเจียว จ.ชัยภูมิ ที่สามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเข้าจังหวัด แต่ถือว่ายังไม่เป็นที่รู้จักในระดับประเทศ
สิ่งแวดล้อม แสดงถึงการบริหารจัดการธรรมชาติเพื่อก่อให้เกิดรายได้ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดในไทย คือ ตลาดน้ำอัมพวา เป็นการจัดการสิ่งแวดล้อมให้คงความเป็นเมืองเก่า จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเข้าประเทศ เช่นเดียวกับเมืองลี่เจียง ประเทศจีน และเมืองเวนิซ ประเทศอิตาลี
ต่อมาเป็นห้อง กระบวนการจัดการความเสื่อม โชว์ผลงานกระบวนการจัดการธรรมชาติของมนุษย์ที่สามารถก่อให้เกิดรายได้ เช่น การจัดการดอกไม้ของเนเธอร์แลนด์ จนกลายเป็นศูนย์กลางการค้าส่งดอกไม้ของโลก ทั้งที่ตนเองผลิตดอกไม้เพียง 1 ใน 3 ของที่ส่งออกทั้งหมด
ความสำเร็จเกิดขึ้นด้วยกระบวนการซื้อมาขายไป อย่างมีระบบภายใน 72 ชั่วโมงที่ต้องระบายดอกไม้ออกไปทั่วโลก
กรณีของดูไบ ประเทศเมืองร้อนที่ลุกขึ้นมาประกาศตัวเองให้เป็นศูนย์กลางค้าดอกไม้แห่งใหม่ทั้ง ๆ ที่ประเทศจะแทบไม่มีพื้นที่ใดปลูกดอกไม้ แต่อาศัยกระบวนการจัดการเข้าช่วย ด้วยการจัดตั้งศูนย์ค้าส่งให้อยู่ใกล้กับท่าอากาศยาน เพื่อความสะดวกต่อการขนส่งดอกไม้เข้าสู่เมือง
หากเทียบกับประเทศไทย ก็คือปากคลองตลาด หากบริหารจัดการอย่างดีแล้วจะยกระดับการแข่งขันทั้งในระดับภูมิภาคหรือระดับโลกได้
สุดท้ายคือ มะนาวหยดสุดท้าย เนื้อหาที่ต้องการเปรียบเทียบให้ผู้เข้าชมได้เห็นถึงค่าของมะนาวหยดสุดท้ายว่า จะทิ้งไปหรือนำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
โดยนิทรรศการดังกล่าวรอกระตุ้นไอเดียของผู้เข้าชมไปจนถึงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2552
เป็นโอกาสทางธุรกิจที่เกิดท่ามกลางความเสื่อมสลายไปมีซ่อนอยู่มากมาย ขึ้นอยู่กับไอเดียนักธุรกิจที่จะหยิบไปใช้
Tags : อจีรัง • TCDC • ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ




ความคิดเห็นที่ 2
ส่งดอกไม้ , 22 พฤศจิกายน 2553 15:44
โอกาสธุรกิจท่ามกลางความตาย
ความคิดเห็นที่ 1
ส่งดอกไม้, ส่งดอกไม้ , 22 พฤศจิกายน 2553 15:42
อจีรัง แปลว่าไรคับ