กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

ธุรกิจ : HR Management

วันที่ 22 เมษายน 2554 01:00

อาภา อรรถบูรณ์วงศ์ ทำธุรกิจต้อง 'ยืดหยุ่น'

อาภา อรรถบูรณ์วงศ์ ประธานกรรมการ บริษัทริชี่ เพลซ 2002 จำกัด

อาภา อรรถบูรณ์วงศ์ ประธานกรรมการ บริษัทริชี่ เพลซ 2002 จำกัด

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ชื่อชั้นที่เคยโนเนมอย่าง “ริชี่ เพลซ” เริ่มคุ้นหูมากขึ้น เมื่อ “อาภา อรรถบูรณ์วงศ์” กลับลำขอลุยธุรกิจนี้อย่างเต็มตัว บนแนวคิด “ทำเลมาก่อนตัวสินค้า”

กับแนวคิด ยึดทำเลที่ตั้งโครงการเป็นตัวนำสินค้า โดยขอเกาะติดโครงการตามแนวรถไฟฟ้ากับเขาบ้างที่ อาภา อรรถบูรณ์วงศ์ ประธานกรรมการ บริษัทริชี่ เพลซ 2002 จำกัด วางนโยบายไว้  ทำให้การเติบโตของ ริชี่ เพลซ ค่อยๆ เติบโต แม้จะช้าแต่ขอแชร์ฐานลูกค้าระดับกลางถึงระดับบน

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้เล่นในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะโหนกระแสเหนี่ยวแนวรถไฟฟ้ากันเป็นพรวน แต่ก็อดแปลกใจไม่ได้กับการเปลี่ยนแนวทางการทำธุรกิจของ ริชี่ เพลซ อย่างกะทันหัน

นั่นเป็นเพราะก่อนหน้านี้บริษัทโฟกัสธุรกิจไปยังพื้นที่แถบชานเมืองเป็นหลัก โดยเชื่อว่าจะทำให้ยอดขายเติบโตได้ต่อเนื่องที่สำคัญไม่ต้องไปแข่งกับใครมากมาย

ที่ไหนได้ธุรกิจกลับหลีกไม่พ้นภาวะการแข่งขัน ทำให้ริชี่ เพลซ เสียศูนย์ไปพักใหญ่จากยอดขายที่ไม่เป็นไปตามเป้า ไม่อาจสู้แรงการตลาดของผู้เล่นระดับท็อปของประเทศ บวกกับตลาดที่พักอาศัยใน กทม.เติบโตได้ดีโดยเฉพาะตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า แม้ว่าราคาขายต่อยูนิตจะสูงลิบลิ่วก็ตาม  

เมื่อเป็นเช่นนั้น อาภาก็พร้อมที่จะยืดหยุ่นทบทวนแผนธุรกิจใหม่ โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่า ภายใน 5 ปีนับจากนี้ (2554-2559) ยอดขายของริชี่ เพลซ จะต้องขยับขึ้นเป็น 8,000 ล้านบาท จากปัจจุบันที่มียอดขายโตประมาณปีละ 500 ล้านบาท และในปีนี้ตั้งเป้าเติบโตของยอดขายไว้ที่ 5% จากปีก่อน

นอกจากนี้ ในระยะ 5 ปีจากนี้ริชี่ เพลซ ยังจะขอติด 1 ใน 10  ผู้เล่นในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มียอดขายสูงสุดอีกด้วย 

ทว่า การบิวด์รายได้ให้ขยับขึ้นมาอยู่ในระดับดังกล่าว  ได้นั้น สำคัญที่การวางแผน อาภา บอกว่า ริชี่ เพลซ ต้องปรับกระบวนทัพใหม่ทั้งภายนอกและภายในองค์กร รองรับกับการแข่งขันในธุรกิจคอนโดมิเนียมเป็นหลัก โดยจะขอวางมือกับโครงการบ้านจัดสรรและทาวน์เฮ้าส์แถบชานเมืองไว้ก่อน

การที่ริชี่ เพลซ ให้ความสำคัญกับทำเลที่ตั้งของโครงการตามแนวรถไฟฟ้า ทำให้ต้องเดินหน้าหาซื้อที่ดินรอไว้หลายแห่งมีบางโครงการที่อยู่ระหว่างเจรจา เช่น ที่ดินบริเวณซอยอารีย์ หลังกระทรวงการคลังขนาดเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่เศษ เพื่อทำเป็นคอนโดมิเนียมไซส์มินิ ขนาด 73 ยูนิต

ขณะเดียวกันเธอยังมีแนวคิดที่จะปรับปรุงอาคารเก่า (Renovate) มาทำเป็นที่พักอาศัยใหม่อีกครั้ง เหมือนที่เคยทำมาแล้วกับโครงการ "ริชชี่ ทาวเวอร์" ถนนเพชรเกษม-พญาไท 3 ใช้เงินลงทุนประมาณ 250 ล้านบาท (ค่าซื้อตึก 150 ล้านบาท ค่าปรับปรุง 100 ล้านบาท) อาจจะเป็นทางลัดในการบิวด์ยอดขายของ ริชี่ เพลซ ให้เติบโตแบบก้าวกระโดดได้เร็วขึ้น  เพราะเธอยังมีแผนจะนำบริษัทนี้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายใน 2 ปี (ปี 2555)

“เราจะเน้นพัฒนาตามแนวรถไฟฟ้า เช่น สายสีม่วง และย่านกลางเมืองอย่างซอยอารีย์ เป็นหลัก โดยจะเป็นโครงการไม่ใหญ่มากมีพื้นที่ขนาด 2-4 ไร่ ส่วนแนวคิดเรื่องการ Renovate นั้นก็กำลังคิดอยู่ว่าจะคุ้มค่าไหม”

ไม่เท่านั้นการจะทะลุเป้าหมายทางธุรกิจที่ตั้งไว้ได้ อาภาบอกว่า ริชี่ เพลซ จำเป็นต้องสร้างแบรนด์ให้ติดตลาดในชื่อ “Richy” โดยจะใช้การตลาดทั้งแบบ Above the line และ Below the line ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อและการทำตลาดแบบปากต่อปาก

อาภา ยังเชื่อว่า หากมองในแง่ของราคา ริชี่ เพลซ อาจจะได้เปรียบเพราะมีต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่งบางราย เพราะส่วนใหญ่ซื้อที่ดินซื้อด้วยเงินสด ทำให้ไม่มีภาระดอกเบี้ยที่จะต้องผลักไปให้ผู้ซื้อ นอกจากนี้ ยังจะสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า เน้นบริการหลังการขาย และความต้องการของลูกค้า

"การสร้างแบรนด์ของริชี่ เพลซ จะอาศัยการสะสม สร้างชื่อเสียงจากโครงการคอนโดมิเนียมย่านใจกลางเมืองและแนวรถไฟฟ้าก่อนจะขยับออกไปย่านชานเมืองและต่างจังหวัดที่เราสนใจ คือ ภูเก็ต หรือเมืองท่องเที่ยวสำคัญๆ ทางภาคใต้  แต่จะลงทุนในโครงการที่ใหญ่ขึ้นอย่างบ้านจัดสรร หรือคอนโดมิเนียมหรูระดับ 4-5 ดาวเท่านั้น"

ริชี่ เพลซ มีแผนที่จะเปิดตัวโครงการใหม่ในปีนี้จำนวน 3 แห่งรวม 250 ยูนิต แบ่งเป็น โครงการประเภท  Low light  จำนวน  2 โครงการ มูลค่าการลงทุนโครงการละประมาณ 400 ล้านบาท และโครงการขนาดกลาง 1 แห่ง มูลค่าการลงทุนประมาณ 500 ล้านบาท อยู่ติดแนวรถไฟฟ้าทั้งหมด

ก่อนหน้านี้ได้เปิดโครงการไปแล้วจำนวน 4 โครงการ ได้แก่ โครงการเลอริช เทรนดี้ คอนโดมิเนียม ย่านสาธุประดิษฐ์ 22 ชั้นจำนวน 422 ยูนิต มูลค่าการลงทุน 744 ล้านบาท 

โครงการเลอริช รัชดา-สุทธิสาร บูติคคอนโด จำนวน 77 ยูนิต  มูลค่าการลงทุน  200 ล้านบาท โครงการเลอริช @ อารีย์สเตชั่น จำนวน 83 ยูนิต  มูลค่าการลงทุน 250 ล้านบาท และโครงการ ริชี่ พาร์ค บางซ่อน จำนวน 803 ล้านบาท มูลค่าการลงทุน  1,226 ล้านบาท ทั้งหมดนี้ขายไปแล้วประมาณ 75%  ถือว่าต่ำกว่าเป้าหมาย

“ภาวะเศรษฐกิจทำให้เราทำยอดได้เพียง 75% เท่านั้น แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ และนี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เรากล้าตัดสินใจลงทุนต่อ แม้ว่ากูรูหลายๆ สำนักจะบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดี”

ทั้งนี้ ริชี่ เพลซ ภายใต้การนำของอาภา เธอถือหุ้นใหญ่ราว 60%  จากหุ้นส่วนทั้งหมด 9 คน โดยมีธุรกิจหลักด้านชิ้นส่วนยานยนต์  ผลิตผ้าเบรกและจานคลัตช์ เครื่องจักร และธุรกิจเรือประมง ทำให้สามารถดึงเงินจากธุรกิจหลักมาช่วยในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้ ทั้งจากบริษัทอรรถบูรณ์ จำกัด  บริษัทไทย เอ็น  เค เค เมทัล จำกัด บริษัทอรรถบูรณ์ สินทรัพย์ จำกัด 

ในอนาคตเธอและบรรดาหุ้นส่วนทั้งหมด ยังมีแผนที่จะแตกไลน์ธุรกิจใหม่ ได้แก่ ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง  เพราะมองว่าจะช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายในเรื่องการก่อสร้างโครงการต่างๆ ได้ง่ายกว่าการว่าจ้างบริษัทอื่นๆ มาดำเนินการ และยังช่วยควบคุมคุณภาพในการก่อสร้าง

ที่ลึกกว่านั้นคือ  หากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทรุดหรือทรงตัว อย่างน้อยธุรกิจใหม่นี้ก็จะเป็นเสริมรายได้ให้กับบริษัท

 

 

Tags : ริชี่ เพลซ อาภา อรรถบูรณ์วงศ์

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

advertisement

advertisement