กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

ธุรกิจ : HR Management

วันที่ 21 มกราคม 2554 01:00

ตกผลึก 'ความต้องการลูกค้า' พลิกโฉม เซ็นเตอร์ วัน

รัชพล ไกรจิรโชติ

รัชพล ไกรจิรโชติ

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

หลังไฟไหม้ ศูนย์การค้าเซ็นเตอร์กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง แปลงโฉมตัวเองครั้งใหญ่โดย "คำนึงถึงความต้องการลูกค้า" เป็นที่ตั้ง

รัชพล ไกรจิรโชติ บอกว่า เหตุการณ์ที่ผ่านมาถือว่าเป็นโอกาสให้เซ็นเตอร์วันปรับปรุงศูนย์การค้าให้ดีขึ้นกว่าเดิม หลังจากที่เปิดให้บริการมา 15 ปี นับจากปี 2538

กลับมาเฉิดฉายบนสตรีทแฟชั่นอีกครั้งสำหรับเซ็นเตอร์วัน ชอปปิง พลาซ่า (Center One) ศูนย์การค้าเสื้อผ้า เครื่องประดับ และอีกหลากสินค้าในย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ หลังจากผ่านมรสุมการเมืองจากกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงบุกเผาศูนย์การค้าเมื่อปีผ่านมา จนต้องปิดไปนาน 6-7 เดือน เพื่อก่อสร้างและปรับปรุงใหม่ในบางส่วน

รัชพล ไกรจิรโชติ กรรมการผู้จัดการศูนย์การค้าเซ็นเตอร์วัน ชอปปิง พลาซ่า กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มท่ามกลางกลุ่มผู้ค้ารายย่อยที่มารอฟังข่าวการเปิดตัวอีกครั้งของเซ็นเตอร์วัน ผิดไปจากครั้งก่อนที่ศูนย์การค้าแห่งนี้ต้องปิดตัวลงเพราะไฟไหม้ว่า  ดีใจที่ศูนย์การค้าแห่งนี้กลับมาเปิดให้บริการประชาชนได้อีกครั้ง โดยเขามองโลกในแง่ดีว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาถือว่าเป็นโอกาสให้ เซ็นเตอร์วันได้ปรับปรุงศูนย์การค้าให้ดีขึ้นกว่าเดิม หลังจากที่เปิดให้บริการมา 15 ปี นับจากปี 2538

“การกลับมาในครั้งนี้ของเรา เป็นเหมือนการตกตะกอนความคิดของเราเองด้วย ให้กลับมาทบทวนว่าลูกค้าที่เข้ามาชอปปิงในย่านนี้ต้องการอะไรมากกว่าที่จะทำอะไรที่ตามกระแสแฟชั่น ผมดีใจมากที่เซ็นเตอร์วัน จะเปิดให้บริการเต็ม 100% ได้ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ คิดว่าคงจะมีความคึกคักเหมือนเดิม” เขาเชื่อมั่น

ในช่วงที่ศูนย์การค้าแห่งนี้ปิดให้บริการ 6-7 เดือน เขาบอกว่า ถือเป็นช่วงเวลาที่สั้นมากสำหรับการวางรูปแบบ วางผังร้านค้าภายใน แต่รัชพลบอกว่าอย่างไรก็ต้องเร่งเปิดให้บริการ เพราะยังมีผู้ประกอบการร้านค้าย่อยอีกหลายร้อยร้านที่รออยู่ โดยในช่วง 2-3 เดือนแรกหลังปิดให้บริการจะหนักไปในเรื่องของการ "ระดมความคิด" กันว่าตกลงแล้วรูปแบบของเซ็นเตอร์วันจะออกมามีหน้าตาอย่างไร

ในที่สุดก็สรุปได้ว่าศูนย์การค้าแห่งนี้ควรจะมี "เอกลักษณ์" เฉพาะตัว ไม่ตามกระแสแฟชั่นมากนัก โดยช่วงที่ปิดซ่อมแซมก็ได้สำรวจความต้องการของลูกค้าไปพร้อมกัน จนสุดท้ายเห็นว่าคนที่เข้ามาเดินที่นี่ มีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก ต้องการสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการ สะท้อนความเป็นตัวเองเช่นกัน 

นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เซ็นเตอร์วัน พลิกโฉมจากเดิมค่อนข้างมาก เพื่อพร้อมรับการแข่งขันทางธุรกิจในปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นจากรูปแบบการตกแต่งภายในและภายนอกอาคาร

"ลูกค้าที่เข้ามาชอปปิงส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงที่มีบุคลิก และฉลาด ที่นี่ยังเป็นศูนย์การค้าที่คนมาบ่อยและมาเป็นจำนวนมาก จึงเกิดแนวคิดการออกแบบเชิงภาพลักษณ์ขึ้น โดยภายในอาคารจะสร้างบรรยากาศที่แตกต่างกันในแต่ละโซน เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ

การสร้างความแตกต่าง ยังทำให้การวางผังของแต่ละร้านค้าหาได้ง่าย เพราะถ้าศูนย์การค้าที่มีร้านค้าจำนวนมาก หากแต่ละโซนมีหน้าตาคล้ายกัน จะทำให้เดินหาร้านค้ายากมาก" 

ส่วนภายนอกอาคาร รัชพลบอกว่า จะมีรูปทรงที่เรียบง่ายแต่มีความร่วมสมัย เน้นการผสมผสาน การเล่นสีเพื่อสร้างบุคลิก โดยสีขาวมุกถือเป็นตัวแทนของทุกยุคสมัย  สีทองสื่อถึงความคุ้มค่า และสีม่วงหมายถึงผู้หญิงที่มีบุคลิกโฉบเฉี่ยว เป็นตัวของตัวเองสูง

“แม้ว่าที่เซ็นเตอร์วันจะเปลี่ยนแปลงตัวเองไปมาก แต่สิ่งหนึ่งที่เราพยายามคงไว้คือ การที่มีร้านค้าย่อยๆ จำนวนมากถึง 350 ร้านค้า ตรงนี้ถือเป็นเสน่ห์ที่สำคัญที่สุดของเรา คนที่เข้ามาเดินชอปปิงที่นี่เพราะชอบในความที่มีร้านค้าย่อยเยอะ” รัชพล เผย

สำหรับศูนย์การค้าแห่งนี้ได้ทยอยเปิดไปแล้วเป็นบางส่วน ได้แก่ ชั้น G  จำนวน 140 ร้านค้า และที่เหลือตั้งแต่ชั้นที่ 1-3 จะเปิดในเดือนกุมภาพันธ์ 2554 คาดว่าจะเป็นช่วงวันวาเลนไทน์ หรือตรุษจีน รวมทั้งหมด 350 ร้านค้า รัชพลบอกว่า ยังจะมีการเพิ่มจำนวนร้านค้าขนาดใหญ่รวมทั้งร้านอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อให้ที่นี่กลายเป็นแหล่งนัดพบสังสรรค์ โดย 40% ของพื้นที่จะเป็นร้านอาหารและเครื่องดื่ม จากพื้นที่ทั้งหมด 5,000 ตารางเมตร

นอกจากนี้ การพัฒนาเซ็นเตอร์วันยุคใหม่ จะมาพร้อมกับการจัดอีเวนท์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นการวางแผนการตลาดอย่างหนึ่งของบริษัท เพื่อกระตุ้นให้คนเข้ามาจับจ่ายซื้อสินค้าภายในศูนย์การค้ามากขึ้น เช่น ในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมามีการจัดรายการ Happy Hours Happy Day เพื่อลดราคาสินค้า โดยสามารถซื้อสินค้า 2 ชิ้นภายในห้างได้ในราคา 50 บาทในช่วงเวลา 17.00-18.00 น. ตั้งแต่วันที่ 17 - 31 ธ.ค.2553

เขาบอกว่า นอกเหนือจากในเรื่องของการทำมาร์เก็ตติ้งที่เริ่มจะบุกหนักขึ้นแล้ว เซ็นเตอร์วันยังปรับตัวในเรื่องระบบรักษาความปลอดภัย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย เช่น การทำประกันอัคคีภัย และที่ขาดไม่ได้คือการทำประกันภัยการก่อวินาศกรรมหรือการก่อการร้าย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจากับบริษัทรับทำประกันภัยรายหนึ่ง

"ก่อนหน้านั้นเราไม่เคยทำประกันภัยเรื่องก่อการร้ายหรือวินาศกรรมไว้เลย เพราะประเทศเราไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนกำลังดูอยู่ว่าบริษัทประกันที่ไหนจะให้บริการกับเราได้ครอบคลุมในเรื่องนี้ได้บ้าง ส่วนประเด็นความช่วยเหลือจากภาครัฐนั้น ผมเข้าใจว่ามันเกินกำลังที่รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือเราได้ แต่ผมก็กำลังคุยในเรื่องนี้อยู่คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้"

ส่วนการปรับปรุงในเรื่องความปลอดภัยให้ร้านค้านั้น รัชพลบอกว่าได้เพิ่มประตูที่เป็นแผงเหล็กให้กับร้านค้าย่อย จากเดิมที่เป็นเพียงกระจกเท่านั้น รวมทั้งการติดตั้งเครื่องดับเพลิงและสปริงเกิล เมื่อเกิดควันจะพ่นน้ำออกมาดับไฟทันที ตลอดจนการเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ซึ่งคุยกับบริษัทที่ทำงานด้านนี้อยู่ว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นเจ้าหน้าที่ควรจะรับมืออย่างไร

สำหรับการลงทุนเพื่อการปรับโฉมเซ็นเตอร์วันในครั้งนี้ รัชพลบอกว่า ใช้งบประมาณ 160 ล้านบาท และจากการประเมินความเสียหายหลังจากที่ต้องปิดให้บริการพบว่า รายได้หายไปราว ๆ 100 ล้านบาท

ส่วนในปี 2554 เซ็นเตอร์วันจะเพิ่มงบการตลาดเป็น 3-5 ล้านบาท และมีแผนจะลงทุนก่อสร้างที่จอดรถเพิ่มเติมอีก 100 คัน  คาดว่าจะใช้งบประมาณ 100 ล้านบาท เพื่อเพิ่มที่จอดรถให้ได้เป็น 300 คัน

นอกจากนี้ในปัจจุบันเซ็นเตอร์วัน ได้ปรับขึ้นค่าเช่าพื้นที่อีก 10% หลังจากที่คงค่าเช่าเดิมไว้มานานกว่า 3 ปี โดยห้องขนาดปกติ 7-8 ตารางเมตร คิดค่าเช่าเพิ่มเป็น 10,000 บาทต่อเดือน จากเดิมอยู่ที่ประมาณ 8,000-9,000 บาทต่อเดือน ส่วนรายได้ของศูนย์การค้าแห่งนี้ก็อยู่ประมาณ 10  ล้านบาทต่อเดือน เฉลี่ยในแต่ละวันจะมีคนหมุนเวียนเข้ามาชอปปิงภายในห้างราวๆ  20,000 คนต่อวัน

ก่อนที่จะจบการสนทนา รัชพลบอกว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเซ็นเตอร์วัน นอกจากเป็นการปรับภาพลักษณ์ให้กับตัวศูนย์การค้าแล้ว ยังถือเป็นการปรับการทำงานของกลุ่มผู้บริหารไปด้วยในตัว โดยเฉพาะการวางกลยุทธ์เพื่อต่อกรกับห้างสรรพค้า หรือศูนย์การค้าที่ปัจจุบันผุดขึ้นมากมาย นับว่าเป็นงานท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า 

ส่วนความกังวลที่ว่าเหตุการณ์ไฟไหม้จะกลับมาซ้ำรอยเดิมอีกหรือไม่นั้น เขายิ้มและบอกว่า ไม่มีความกังวล เพราะคิดว่าหลายฝ่ายคงเห็นแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทยและเศรษฐกิจไทยโดยรวม คงไม่มีใครกล้าซ้ำเติมประเทศไทยอีก

ผมห่วงแต่เรื่องภาวะเศรษฐกิจโลกที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิกฤติการเงินในยุโรปและอเมริกา "รัชพล" บอก

Tags : รัชพล ไกรจิรโชติ เซ็นเตอร์วัน

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

advertisement