ยุคที่ไอโฟนครองโลก ซึ่งนอกเหนือการตอบโจทย์ด้านการสื่อสารและบันเทิงแล้วผู้คนยังใช้มันตรวจสอบคุณภาพสินค้าได้อีกด้วย
เพียงแค่สแกนตรงบาร์โค้ด ก็จะเห็นรายละเอียดสินค้าทั้งหมดอย่างง่ายดาย...นี่เป็นเพียงแค่โจทย์ข้อเดียวเท่านั้น
ในความเป็นจริงมีโจทย์อีกมากมายจนนับไม่ถ้วนที่กำลังท้าทายการบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์อยู่
Dr. Wee Kheng Soon Rodney Chief Executive/Principal Consultant, Asia Cold Chain Centre (Singapore) กล่าวว่าปัจจุบันโลจิสติกส์มีปัญหาหลักอยู่ 2 เรื่อง คือ เรื่องของคน ซึ่งโยกย้ายเปลี่ยนงานกันค่อนข้างสูง และเรื่องที่ดินทำกินที่ลดน้อยลงเนื่องจากการขยายตัวของเมืองเพิ่มมากขึ้น
ขณะที่ยังมีปัญหาอื่นที่ก่อให้เกิดผลกระทบทางอ้อม อาทิ ความพร้อมด้านสาธารณูปโภคของแต่ละประเทศ ความรู้ความเข้าใจของบุคลากรเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อคงคุณภาพใหม่และสดของสินค้า รวมถึงกฎข้อบังคับต่างๆ เช่น EUREPGAP , ISO ซึ่งที่แท้คือการกีดกันทางการค้านั่นเอง
"ต้องอาศัยการวางแผน กระบวนการจัดการที่ดี คำนึงถึงการบูรณาการสินค้าจากต้นน้ำ (upstream) มาสู่ปลายน้ำ (downstream) เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ของการผสมผสานปัจจัยหลายๆ อย่างเข้าด้วยกัน"
และโลจิสติกส์เป็นศาสตร์ที่ไม่รู้จบ แต่แน่นอนคือต้องคำนึงถึงลูกค้าอยู่เสมอซึ่งมีความต้องการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
"ที่ฉุกคิดก็คือ พวกเราส่วนใหญ่มักเรียนจบจากสถาบันเดียวกัน วิชาเดียวกัน หนังสือเล่มเดียวกัน ข้อผิดพลาดก็เลยเหมือนกัน นั่นเป็นเพราะเราแก้ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นโดยการปฏิบัติตามหนังสือซึ่งเขียนในเวลาที่ได้ผ่านเลยไปแล้ว"
Mr. Thomas den Hertog อดีต CEO of CRC Royal Ahold Thailand (หรือท็อปส์ซูเปอร์มาร์เก็ต ประเทศไทย) มองว่าผู้บริโภคคือ ความท้าทายสำคัญ ด้วยข้อมูลข่าวสารผ่านเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำในปัจจุบันส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปมาก
"มันส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบโลจิสติกส์ที่ต้องหันมาตอบสนองความต้องการส่วนบุคคล (individual) เช่น เพียงแค่สถานีรถไฟแห่งเดียวในกรุงอัมสเตอร์ดัมมีซูเปอร์มาร์เก็ตเล็กๆ ถึง 3 แห่ง เนื่องจากคนยุคใหม่นิยมแวะซื้อระหว่างเดินทางกลับบ้าน ดังนั้นเราควรมองหาความต้องการของผู้บริโภคว่าเขาต้องการอะไร และเมื่อทราบก็อย่ารอที่จะทำให้เกิดจุดเด่นเป็นข้อแตกต่าง"
"ตัวผมเองเป็นทั้งผู้ซื้อ และผู้ขาย จึงเห็นด้วยกับการปฏิรูประบบทั้งหมด เราไม่ควรที่จะหยุดคิด แต่ควรจะหาทางเพิ่มคุณค่าให้กับสินค้ามากกว่าแค่มี คุณภาพดีเท่านั้น เพราะในวันหนึ่งลูกค้าอาจเปลี่ยนใจจากเรา "
ผู้ประกอบการต้องกระตือรือร้น อย่าคิดว่าทำแค่นี้ก็ดีอยู่แล้ว แต่ให้จินตนาการว่ากำลังมีฉลามไล่กวดอยู่ตลอดเวลาซึ่งจะไม่ทำให้เกิดการหยุดนิ่งอยู่กับที่
ด้าน Mr. Chan Seng Kit Managing Director of K-Farm Sdn Bhd, Malaysia มองว่าปัญหาหลักเป็นเรื่องของต้นทุนเชื้อเพลิง หรือ น้ำมันที่ดูเหมือนว่าจะแพงขึ้นทุกวัน และคงต้องแก้กันที่ประสิทธิภาพของการจัดส่ง และพึ่งนวัตกรรมที่ช่วยลดขั้นตอนการขนส่งจากต้นทางให้ถึงปลายทางโดยเร็วที่สุด
"ผมรู้สึกกังวลว่า ที่สุดระบบซัพพลายเชนจะตกอยู่ในกำมือของบริษัทรายใหญ่เท่านั้น ขณะที่เกษตรกรรายย่อยกลับไม่สามารถสร้างระบบขนส่ง หรือระบบโลจิสติกส์ได้เอง ต้องตกเป็นเครื่องมือและถูกครอบงำโดยนายทุนใหญ่ ดังนั้นแม้เป็นเรื่องยากแต่เราจะไม่หยุดความพยายามสอนงานให้กับเกษตรกรอย่างเต็มที่ อย่างน้อยในการสอน 10 คน มีเพียง 1 คนที่เข้าใจและปฏิบัติได้ถูกต้องก็ถือเป็นความสำเร็จที่ช่วยให้เขาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น"
เขาบอกว่าประเด็นสำคัญของระบบโลจิสติกส์นั้นไม่ได้มีแค่เรื่องรถบรรทุก และคลังเก็บสินค้า แต่คือการเชื่อมโยงเครือข่ายของทุกส่วนที่เกี่ยวข้องใน ซัพพลายเชน และตรงกันข้ามที่ผู้วางนโยบายมักจะผิดพลาดบ่อยครั้ง
และมองประเด็นเขตการค้าเสรีระหว่างประเทศว่าไปได้สวยกว่า เพราะต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ คือได้ในสิ่งที่ต้องการ ไม่เหมือนกับข้อตกลงพหุภาคี สำหรับเขาแล้วการที่มีผู้ซื้อที่ต่างกันไม่น่าจะเป็นผลดีเท่าไหร่
"มนุษย์ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลง แต่ท้ายที่สุดเราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับสิ่งที่มี และใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เราเป็นเพียงแค่ประเทศเล็กๆ และจะอยู่รอดได้ด้วยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเพราะมันคือหัวใจของการทำซัพพลายเชน"
ไพบูลย์ พลสุวรรณา ประธานกรรมการบริษัท ธารสมุทรฟู้ด จำกัด ให้ข้อคิดว่าอาจยังเร็วเกินไปที่วันนี้จะพูดถึงปัญหา เพราะระบบการจัดการโลจิสติกส์ในประเทศไทยยังไม่ได้ก้าวหน้าเท่าไหร่นัก
"คนไทยยังรู้สึกว่าถ้าหากซื้อสินค้ามาแล้วใช้ไม่ได้ก็แค่เพียงทิ้งมันไป ประสิทธิภาพมันจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยการผลักดันของรัฐบาล การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้จากการที่ภาครัฐและเอกชนทำงานคู่ขนานกันไป "
อย่างไรก็ดีภาคเอกชนคงไม่สามารถรอได้ ธุรกิจไม่อาจหยุดคิดและรอได้ ความเป็นจริงก็คือในการจัดทำร่างนโยบายนั้นนักการเมืองโดยมากต้องการสร้างผลงานให้ได้ภายใน 1-2 ปี ตรงกันข้ามที่ระบบโลจิสติกส์ต้องรอเวลาถึง 6 ปี จึงจะเห็นผล
เขาเองก็มองว่าระบบโลจิสติกส์ควรปรับเปลี่ยนให้ทันต่อพฤติกรรมผู้บริโภค ตัวอย่างเช่น หลักการซูเปอร์มาร์เก็ตคอนเทนเนอร์ที่เริ่มมีบทบาทมากขึ้น สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะลูกค้าไม่ต้องการรับภาระสินค้าคงคลัง จนเกิดความคิดที่ว่าเป็นไปได้หรือไม่หากจะสั่งสินค้าที่มากกว่า 1 ชนิดใน 1 ตู้คอนเทนเนอร์ แทนการสั่งซื้อสินค้าเพียงชนิดเดียว เป็นต้น และเชื่อว่ามันจะแพร่หลายภายในอีกไม่กี่ปีนี้
สำหรับประเด็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนั้น เขามองว่าเป็นวิธีรับมือกับประเทศยักษ์ใหญ่ในการสร้างอำนาจการต่อรอง โดยต้องสร้างความเป็นหุ้นส่วนระหว่างกัน และสร้างประโยชน์สูงสุดจากเสรีทางการค้า เสรีทางการลงทุน และเสรีทางการเงินที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวในครั้งนี้
----------------------
ล้อมกรอบ
เรียบเรียงจากหัวข้อสัมมนา "Challenges of Logistics Management for Agribusiness in the next decade" ภายในงาน Logistics Management-Best Practices of Agribusiness ซึ่งจัดโดยองค์การเพิ่มผลผลิตแห่งเอเชีย (Asian Productivity Organization : APO) สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
Tags : โลจิสติกส์



ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น