หลังเรียนจบ ชลณัฐ ญาณารณพ ก็เดินเข้าสู่สายพานการสร้างคนของเครือซิเมนต์ไทย ไม่ต่างกับผู้ชายที่มีฝันและต้องการประสบความสำเร็จเหมือนคนอื่น
วันแรกที่เข้ามาเขาได้รับรู้ว่า ทางเดินทางอาชีพถูกตีวงไว้ 3 กรอบคือ ถนนสายบริหารจัดการ เส้นทางสู่ผู้เชี่ยวชาญ และเนื้องานวิจัยพัฒนา
เวลาผ่านไปแขนขาเครือซิเมนต์ไทยก็เติบโตยาวยืด เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เขาถูกสลับหมุนเวียนไปทำงานหลากแขนงธุรกิจในเครือ และไต่เต้าขึ้นไปเรื่อยๆ ตามสายงาน
ผ่านมาถึงวันนี้ 20 กว่าปี เขาขึ้นมากินตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด ผู้นำธุรกิจผลิตและจำหน่ายเคมีภัณฑ์ในเครือซิเมนต์ไทย
สิ่งหนึ่งที่ยังทำให้เขารู้สึกเหมือนกับวันแรกที่เข้ามาคือ ยังสนุกกับงานและรักในสิ่งที่ทำจนอยากบอกต่อ
“ผมอยากให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้และสนุกกับงานเหมือนกับผม เพราะเป็นโลกของการทำงานที่เน้นกระจายอำนาจจริงๆ และทำอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ผู้บังคับบัญชาจะให้โอกาสเราได้แสดงความสามารถแต่แรกเริ่ม เป็นแบบนี้เรื่อยๆ และคอยดูว่าแต่ละคนมีความสามารถ ศักยภาพที่เหมาะสมกับเนื้องานตรงไหน ไม่มีใครอยู่ไกลปืนเที่ยงหรือตรากตรำในต่างแดน โดยปราศจากคนเหลียวดู”
ถึงจะมายืนอยู่ในจุดสูงสุดของธุรกิจปิโตรเคมี แต่เขาก็ยืนยันว่า ความสามารถหลักของเอสซีจีที่ทำให้ผงาดได้อย่างมั่นคงทุกวันนี้คือการทำงานเป็นทีม ทุกคนแปะมือถึงกันหมด แม้แต่ตัวผู้บริหารระดับสูงที่ถือว่าเป็นผู้เล่นตัวกลั่น ก็ต้องยิ่งถ่อมตนเพื่อเปิดโอกาสให้คนอื่นได้ก้าวขึ้นมา
“ยิ่งโตมาก ยิ่งดูเหมือนไม่เก่ง เพื่อให้คนอื่นได้มีโอกาสแสดงฝีมือ ทำให้การทำงานเป็นทีมเกิด กลายเป็นความแข็งแกร่งของธุรกิจ ไม่ว่าลงมือทำงานอะไรจะในประเทศหรือต่างประเทศเหมือนมีทัพหน้าทัพหลังคอยสนับสนุนอยู่เต็มที่ ยิ่งการทำงานในต่างแดน คนปูนจะถือว่าเป็นตัวแทนบริษัทเข้าไปขยายตลาด ไม่ใช่ส่งไปวัดดวง ฉะนั้นถ้างานไม่สำเร็จก็แปลว่าหน่วยงานหรือองค์กรนั้นต้องรับผิดชอบร่วมกัน”
หนึ่งในประเพณีเป็นที่รับรู้กันดีในแวดวงปิโตรเคมีก็คือ ยิ่งเป็นคนเก่งจะยิ่งได้รับเกียรติให้ไปทำงานสุดหิน ชลณัฐบอกว่า การส่งคนไม่เก่งไปทำงานยากๆ ทำให้โอกาสล้มเหลวมีสูง ฉะนั้นงานยากๆ จึงเหมาะสมด้วยประการทั้งปวงสำหรับคนเก่งๆ
ขณะเดียวกัน ถ้าบังเอิญเป็นคนเก่งแล้วได้ทำงานยากๆ โอกาสที่จะโค-ตะ-ระ-เก่งก็จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก
“บางคนอีโก้สูง แต่ความที่ถูก (เคี่ยว) เข็ญให้ไปทำงานยาก ก็จะได้เห็นโลกในอีกมุมมองหนึ่ง ว่าไม่มีอะไรได้มาง่ายเหมือนกระดิกนิ้ว ถ้าเราอยากเป็นตัวจริงและแน่จริง เราต้องทำงานที่ยากให้ประสบความสำเร็จ สุดท้ายเราก็ได้รับการตกรางวัล เพราะถือว่าถูกท้าทายมาจากโจทย์ของธุรกิจ”
ปัจจุบันปิโตรเคมีถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมดาวรุ่ง ที่มีส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ด้วยอัตราเติบโตที่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ถือเป็นอีกธุรกิจที่ต้องอาศัยการทำงานหนัก มีความอึด และเสมอต้นเสมอปลายอย่างต่อเนื่อง ข้อเสียของคนในธุรกิจนี้คือการทำงานเป็นบ้าเป็นหลังจนขาดสมดุลในชีวิต แต่ข้อดีที่เขามองว่ากลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรคือ การทำงานหนักทำให้คนเป็นงานและเก่งเร็ว “ถ้างานเบาคนก็จะไม่เก่ง”
ชลณัฐบอกว่า หน้าที่ผู้นำต้องสร้างบรรยากาศ สภาพแวดล้อมให้คนอยากทำงาน เป็นองค์กรที่น่าร่วมงานด้วย และข้อคิดการทำงานยุคนี้คือ อย่าเลือกทำงานกับบริษัทที่จ่ายเงินดีเพียงอย่างเดียว โดยมองข้ามเรื่องอื่นๆ
คนสมัยก่อนยอมทำงานหนัก โดยมองเงินเป็นเรื่องสุดท้าย เพราะสิ่งที่จะได้กลับมามีมูลค่ามากกว่าตัวเงิน
“เราต้องเลือกวัฒนธรรมองค์กรที่เข้ากับเราได้ ถ้าเราเป็นคนมีไอเดีย มีความคิดพุ่งกระฉูดอยู่ตลอดเวลา รักอิสระในการทำงาน อย่าเสียเวลาไปทำงานกับราชการ หรือองค์กรที่มีแบบแผนตึงเกินไป
ถ้าเมื่อไรที่เราฟิตกับวัฒนธรรมองค์กร เงินทองจะตามมาทีหลังเอง ขอแต่เพียงให้ทำงานแล้วมีความสุข ถ้าเราทำงานได้ดี เงินเดือนและตำแหน่งจะมาเอง อย่าดูเรื่องการปรับเงินเดือนประจำปี แต่ดูว่าผลงานเรามากน้อยขนาดไหน ตรงนี้จะเป็นจุดที่ทำเงินได้เยอะมากกว่า โลกยุคใหม่นี้ทุกอย่างดูเหมือนสั้นไปหมด ทุกอย่างเร็วหมด ทำให้คนมองยาวไม่เป็น มีใครมาเสนออะไรตรงหน้า ก็คว้าแล้ว ทั้งที่ความจริง การทำงานคือชีวิต เมื่อชีวิตเราอยู่ยาว เส้นทางการทำงานก็ควรจะยาวอยู่ได้ระดับหนึ่ง”
จุดแข็งของเครือซิเมนต์ไทยคือ เลือกที่จะรับคนตั้งแต่จบใหม่ ทำให้ง่ายต่อการหล่อหลอมเป็นเนื้อเดียวกันทั่วทั้งองค์กร ผนวกกับความเชื่อที่ว่า คนเป็นสินทรัพย์ที่มีคุณค่า และเป็นสิ่งเดียวที่สามารถมากู้วิกฤติ และแก้ปัญหาธุรกิจให้ออกจากวิกฤติได้
“เครือซิเมนต์ไทยเริ่มต้นค่านิยมของเครือบนอุดมการณ์ 4 แล้วแยกออกไปตามลักษณะธุรกิจ ปิโตรเคมีเป็นธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ลักษณะของคนก็เลยต้องเร็ว ยืดหยุ่นสูง ต้องแข่งขันกับต่างชาติตลอดเวลา เพราะเป็นธุรกิจที่ต้องเขย่งขาแข่งกับระดับโลก เราจึงต้องสร้างคนที่มีความสามารถที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับต่างชาติ และเข้าใจคนต่างชาติมากกว่าธุรกิจอื่น”
เขามองว่า การสร้างความแตกต่างของคนปูนในกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมี พื้นฐานหลักคือเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งเป็นธรรมชาติของธุรกิจ ถัดมาคือการปลูกฝังเรื่องของวินัยในการทำงาน สุดท้ายจึงเป็นเรื่องของทัศนคติที่ว่า ต้องคิดถึงคนอื่นด้วยนอกเหนือจากตัวเอง ซึ่งเป็นจุดที่บริษัทเชื่อว่า สามารถสร้างความแตกต่างให้เกิดในตัวคน และคนก็ไปสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าและบริการ ภายใต้บรรยากาศการทำงานที่เปิดกว้างทางความคิด และผลักดันให้คนมุ่งไปสู่จุดที่สูงกว่าตลอดเวลา
“ผมมองเป็นภาพว่าทุกที่เราสามารถเรียนรู้ได้ อย่างค่านิยมอุดมการณ์ 4 เครือซิเมนต์ไทยทำมานาน 50 ปี แต่เพิ่งเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรได้ไม่นาน ทุกองค์กรต้องมีผู้สืบทอด ทำธุรกิจวันนี้ยากกว่า 10 ปีที่แล้ว การมองไปข้างหน้าวันนี้สำคัญกว่ามองไปข้างหลัง วิกฤติที่เกิดขึ้น เพราะคนมองข้างหลังมากเกินไป การมองข้างหน้าไม่ชัด คนก็เลยถนัดมองไปข้างหลัง ทำอย่างไรให้คนได้เรียนรู้ ถนัดมองไปข้างหน้าได้มากกว่าคนอื่นๆ
คนส่วนมากเก่งวิเคราะห์บทเรียนจากอดีต แต่ถามว่าโลกข้างหน้ามาจากสิ่งที่เป็นข้างหลังมากน้อยขนาดไหน หลายอย่างที่เกิดขึ้นวันนี้ทั้งโรคไข้หวัดใหญ่ วิกฤติเศรษฐกิจไม่ซ้ำหน้า หรือปัญหาการเมือง ไม่มีบทเรียนข้างหลัง ถึงเวลาต้องฝึกคนให้มองไปข้างหน้า กล้าที่จะไปก่อน กล้าที่จะเป็นผู้นำ รู้จักอ่านเกมให้ขาด และเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อรองรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า”
หลายครั้งที่ชลณัฐตั้งคำถามกับตัวเองว่า อีก 10 ปีข้างหน้าเอสซีจี เคมิคอลส์จะต้องเตรียมคนแบบไหนไปสู้กับธุรกิจ หลายฉากที่เขามองเห็นซ้ำๆ กันคือ ต้องมีแบบฉบับของความเก่งแบบคนปูน เก่งแล้วคนชื่นชม เป็นคนน่าคบหาสมาคม อยากทำงานด้วย และคิดถึงส่วนรวมมากกว่าส่วนตน
“ทำอย่างไรให้คนส่วนมากไปในจุดที่เราอยากให้ไป อยากให้คนปิโตรเคมีมีนวัตกรรมอยู่ในสายเลือด ทุกเรื่องตั้งแต่ตื่นเช้า เป็นคนแสวงหาสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา ทนไม่ได้ที่จะอยู่ที่เดิม อยู่กับมาตรฐานเดิม ไม่ทำตัวทรงๆ ทรุด ถ้าเราสร้างแรงขับเคลื่อนได้ คนก็จะเดินไปตามเส้นทางของนวัตกรรมได้เอง”
หลังเรียนจบ “
ชลณัฐ ญาณารณพ” เดินเข้าสู่สายพานการสร้างคนของเครือซิเมนต์ไทย ไม่ต่างกับผู้ชายที่มีความฝัน และต้องการประสบความสำเร็จเหมือนคนอื่นๆ
ผ่านไป 20 ปี วันนี้เขายืนอยู่บนปลายสายพานของการสร้างคนเอสซีจี เคมิคอลส์ ไม่ต่างอะไรกับผู้นำที่มีความฝัน และต้องการให้ธุรกิจแข็งแกร่งเหนือองค์กรอื่นๆ
Tags :
ชลณัฐ ญาณารณพ
ความคิดเห็นที่ 4
พูนสุข , 31 ตุลาคม 2553 14:38
บทความค่อนข้างยาว เสียเวลาอ่านหน่อยนะ ที่เค้าว่ามาตรงเผงเลย
จดหมายถึงนาย อ่าน...โปรดส่งต่อด้วยเพื่อประเทศชาติของเรา
อ่านแล้วจะเป็นลม ช่วยคิดให้หน่อยว่าคนเขียนฝีมือแบบนี้คือใครกันแน่ ไทยหรือฝรั่ง.(แค่นำมาpost ประกอบกับคำพูดของคนไทยคนนี้) ทำไมเค้าว่าเราได้ถูกต้องแล้วก็เจ็บแสบได้ขนาดนี้ เหมือนถูกคนตบหน้าจนช้ำแดงก่ำไปหมดหรือเหมือนถูกกระทืบจมกองอยู่ที่พื้นก็เป็นไปได้. ต้องยอมรับว่าคนเขียนเขาเรียนรู้คนไทยแล้วก็ประเทศของเราได้ชัดเจนด้วยความชำนาญจริงๆ ต้องให้แน่ใจว่าเราต้องส่งให้คนไทยเพื่อนของเราได้อ่านให้มากที่สุด
จดหมายถึงนาย
จดหมายถึงนาย ที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้เป็นข้อเขียนของคนหนุ่มซึ่งมีความรู้ความสามารถมีประสบการณ์ในแวดวงการทูตและแวดวงของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นคนเก่งที่ซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งหายากยุคสมัยนี้ แนวคิดและวิธีเขียนอาจจะดูเหมือนรุนแรงแต่ถ้าเราไม่ปฏิเสธความจริง คงต้องยอมรับว่าสิ่งที่บรรยายไว้มีอยู่จริงในบ้านเมืองของเรา ผมเห็น ว่าเป็นข้อเขียนที่น่าจะเป็นประโยชน์ในการกระตุ้นเตือนทุกคนให้ตระหนักถึงพิษภัยที่เรากำลังเผชิญอยู่เผื่อจะได้ช่วยกันคิดอ่านป้องกันหรือแก้ไขให้ดีขึ้น ในยุคนักธุรกิจครองเมืองจึงได้นำลงมาไว้ใสคอลัมน์นี้
ข้าพเจ้าเป็นชาวต่างประเทศที่ทำงานอยู่ในเมืองไทย มีหน้าที่รายงานภาพรวมของประเทศไทยกลังไปยังนาย คือ บริษัทแม่ในต่างประเทศ หรือ บางครั้งก็แอบเสนอรายงานต่อรัฐบาลประเทศของข้าพเจ้า
ในโอกาสล่าสุดนี้ นายต้องการทราบว่าควรจะดำเนินการในแง่ยุทธศาสตร์ต่อประเทศไทยอย่างไรดี เพื่อให้การครอบงำประเทศนี้สมบูรณ์ที่สุด ในระยะยาวข้าพเจ้าขอสนองความต้องการของนายด้วยจดหมายสั้นๆ ฉบับนี้
นายที่รัก ตามที่มอบหมายให้ข้าพเจ้ามาพำนักอยู่ในประเทศไทยเกือบ 20 ปีแล้วนั้นข้าพเจ้าพอจะสรุปคำตอบเพื่อเสนอต่อนายได้ดังต่อไปนี้
ภาพรวมของประเทศไทย ยังคงเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ค่อนข้างยากจน สังคมไทยโดยพื้นฐานมีลักษณะไร้ระเบียบกฎเกณฑ์ซึ่งเป็นอุปนิสัยประจำตัวของชนชาตินี้
แม้ว่ารัฐบาล รัฐสภาและประชาชนส่วนหนึ่งได้พยายามแก้ไขกฎหมายต่างๆ จำนวนมากรวมทั้งรัฐธรรมนูญในการปกครองประเทศให้ดีขึ้น แต่โดยพฤติกรรมแล้ว คนไทยนิยมการดำเนินชีวิต ธุรกิจ และการใช้อำนาจรัฐ ที่อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ต่างๆ หรือที่มีคำกล่าวในประเพณีไทยว่า ทำได้ตามใจคือไทยแท้ ท่านจะประมาทต่อคำกล่าวนี้ไม่ได้เลย
ในทางกายภาพ กรุงเทพฯเป็นตัวอย่างของเมืองหลวงที่ไร้ระเบียบที่สุดแห่งหนึ่งของโลกซึ่งเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจมหาศาล ความไร้ระเบียบนี้ดำเนินไปเรื่อยๆ ไม่หยุดยั้งหรือลดน้อยลงเลย เมืองเชียงใหม่ซึ่งน่าจะได้เรียนรู้บทเรียนราคาแพงจากกรุงเทพฯแต่ก็ไม่ทำ หรือทำไม่ได้ เมืองพัทยาซึ่งควรเป็นบทเรียนให้กับเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ แต่ก็ไม่เป็นหรือเป็นไม่ได้
ระบบการจราจรและพฤติกรรมของผู้ขับขี่ยานพาหนะก็เป็นอีกตัวอย่างที่เลวที่สุด นับเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติก็ว่าได้
การรุกล้ำที่ดินสาธารณะ ที่ป่าสงวน เขตอุทยานแห่งชาติ ฯลฯ ก็เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แก้ไขไม่ได้ แม้แต่หน่วยงานราชการถึงขนาดทำเนียบรัฐบาลเอง ภายนอกดูสวยงามแต่ภายในนั้นไร้ระเบียบทางกายภาพอย่างน่ากลัว เช่น งานเอกสารที่ท่วมทางเดิน ซึ่งเป็นปัญหาของทุกหน่วยงานราชการตลอดกาลแก้ไม่ได้ ความไร้ระเบียบทางกายภาพนี้ ทำให้ประเทศไทยยังคงเป็นเพียงแค่ประเทศเล็กๆ ที่เราควรเข้ามากอบโกยเอาผลประโยชน์เมื่อมีโอกาสและก็กลับไปยังความศิวิไลซ์ของเราโดยเร็ว เมืองไทยไม่ใช่ประเทศที่ควรเข้ามาปักหลักลงทุนหรืออยู่อาศัยอย่างยาวนานหรือถาวร เพราะเป็นการยากที่เราจะปกครองคนชาตินี้ให้อยู่ในระเบียบวินัยได้ เพราะฉะนั้น จึงไม่เหมาะกับวัฒนธรรมอันเจริญของเรา ความไร้ระเบียบทางศีลธรรม จริยธรรม
ท่านจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ แต่มีการค้าประเวณี และยาเสพติดอย่างเปิดเผยทั่วไป มีการฆาตกรรมกันมาก การฉ้อราษฎร์บังหลวงมีอยู่ทั่วหัวระแหง ไม่เว้นแม้แต่ในโรงเรียน มีครูโกงเด็กนักเรียนตัวเล็กๆ ในวัด ซึ่งพระโกงชาวบ้าน หรือราชการหลอกพระและพุทธศาสนิกชน หรือที่สื่อมวลชนทำกับเยาวชน ตำรวจเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาสังคม ทั้งนี้ไม่ต้องพูดถึงระบบราชการไทย ซึ่งข้าพเจ้าถือว่าเป็นสัญลักษณ์สุดยอดของความไร้ระเบียบทางศีลธรรม-จริยธรรม จนกลายเป็นสาเหตุบ่อนทำลายรากฐานของสังคมไทยให้ผุกร่อน เห็นได้จากการที่กลไกของรัฐไม่สามารถตอบสนองต ่อปัญหาสังคมและศีลธรรมได้เลยผู้นำทางศีลธรรมและจริยธรรม อันได้แก่ พระ ครู สื่อมวลชน ฯลฯ ได้ เสื่อมอิทธิพลในการนำจิตใจลงอย่างมากเพราะถูกเงินเข้าครอบงำ ทั้งโดยเจตนาในทางทุจริตจริงๆ และโดยสถานการณ์บังคับ
ส่วนผู้นำประเทศและชนชั้นนำในสังคมก็ล้มเหลวในทางศีลธรรมและจริยธรรมโดยสิ้นเชิงดังจะเห็นได้ชัดในแวดวงการเมือง สังคมไทยยังคง ยอมรับนับถือ นักการเมือง และข้าราชการระดับสูงซึ่งมีประวัติไม่สะอาดหรือพฤติการณ์ที่น่ารังเกียจ พวกเจ้าเล่ห์เพทุบาย หรือในวงการแพทย์ ซึ่งเคยเป็นวิชาชีพที่สังคมให้เกียรติอย่างมากกลับมีกรณีฉาวโฉ่เกิดขึ้นบ่อยๆ ในวงการผู้พิพากษาก็มีกรณีที่ทำให้สถาบันต้องมัวหมองอยู่เนืองๆ เชื่อหรือไม่ว่า คนไทยนั้น ที่หวังพึ่งผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างจริงจัง มีน้อยมาก ปัญหาเด็กหาที่เรียนในกรุงเทพฯกลายเป็นตลกเศร้าของพ่อแม่ตลอดกาลชั่วนาตาปี ฯลฯ
ในทางกฎหมาย ปรากฏว่ามีความไร้ระเบียบจนการใช้กฎหมายตั้งแต่รัฐธรรมนูญลงมาถึงระดับระเบียบปฏิบัติต่างๆ เกิดความวุ่นวายไปหมด สิ่งที่น่าขันก็คือ ในเรื่องๆ หนึ่งอาจมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกันมากมายหลายฉบับและให้อำนาจบุคคลต่างๆ ไว้แตกต่างกัน ทำให้สังคมไทยอยู่บนช่องว่างของกฎหมายมากกว่าตัวบทกฎหมายเอง ตัวอย่างที่ดีก็เช่นว่า เมื่อเกิดความเสียหายขึ้น สำนักงานการบริหารราชการแผ่นดินนายกรัฐมนตรีเกือบไม่ต้องรับผิดชอบเลย โดยอ้างว่าอำนาจต่างๆ เป็นของรัฐมนตรี ส่วนรัฐมนตรีก็อ้างว่าเป็นอำนาจของปลัดกระทรวง ปลัดกระทรวงก็อ้างว่าเป็นอำนาจของอธิบดี อธิบดีมักจะกล่าวว่า เราจะป้องกันมิให้ปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นอีก โดยไม่มีผู้ใดแสดงความรับผิดชอบตามกฎหมายจริงๆ เลย และเมื่อมีผู้ถามว่าเหตุใดจึงมีกฎหมายที่ทำให้เกิดช่องว่างดังกล่าวมากเหลือเกิน นักกฎหมายก็จะตอบด้วยความภูมิใจว่า เพื่อกระจายอำนาจและให้เกิดความคล่องตัวในทางปฏิบัติ ความไร้ระเบียบทางกฎหมายตั้งแต่ระดับกติกาสูงสุดในการปกครองประเทศลงมาถึงระเบียบจุกจิกสารพัดเรื่องในหน่วยงานราชการหนึ่งๆ ได้กลายเป็น ต้นทุน ในการพัฒนาของประเทศไทยยุคใหม่ทั้งๆ ที่ประชาชนในยุคนี้มีการศึกษาสูงกว่ายุคก่อนๆ จึงนับว่าเป็นเรื่องจริงที่น่าเศร้าเป็นอย่างยิ่ง และสะท้อนให้เห็นว่า มันสมองที่แท้จริงในสังคมไทยยังไม่ได้รับการพัฒนา หรือพูดง่ายๆ ยังไม่ได้เกิดมาเพื่อสร้างสรรค์สังคมแม้ว่ากาลเวลาผ่านมาแล้วอย่างยาวนาน
ในทางวัฒนธรรม อะไรเล่าคือ วัฒนธรรมไทย เมื่อข้าพเจ้าถามเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยเขาจะพาเราไปดูการฟ้อนรำที่ซ้ำๆ กัน ดูผ้าไหม ดูวัด และพาไปทานอาหารไทย เขาจะพาเราไปเที่ยวดูช้าง และชาวเขา ดูเรือในแม่น้ำและการพิธีต่างๆ มวยไทยและตลาดน้ำ เราได้ดูพระพุทธรูป ปราสาทราชวัง ซึ่งล้วนแต่เป็นอดีต แต่พวกเขาไม่เคยพาเราไปดูวัฒนธรรมในการศึกษาหาความรู้ของคนไทย วัฒนธรรมในการผลิตสินค้าและการให้บริการของคนไทย การคิดค้นสิ่งใหม่ประดิษฐกรรมและศิลปกรรม ข้าพเจ้าไม่เคยได้พบวัฒนธรรมที่ดีงามมากในธุรกิจของไทยและยิ่งพบเห็นได้ยากในระบบราชการของไทยซึ่งเน้นความเป็นเจ้าขุนมูลนายและสายสัมพันธ์มากกว่าการมีวัฒนธรรมที่สร้างจิตสำนึกต่อสังคม คนไทยไม่สามารถชี้ให้เห็นวัฒนธรรมของพวกเขาในส่วนที่เป็นพลังขับเคลื่อนที่แท้จริงของชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม และไม่สามารถอธิบายให้น่าฟังได้ในระดับนามธรรม ความไร้ระเบียบทางกายภาพและทางศีลธรรม-จริยธรรม และความไร้ระเบียบทางกฎหมายแล ะวัฒนธรรม ที่สรุปไว้ข้างต้นนี้นับว่าเป็นข้อดีสำหรับเรา ซึ่งเป็นคนต่างชาติที่มีอำนาจ เพราะแสดงให้เห็นว่าคนไทยนั้นอ่อนแอในทุกด้าน ผู้ใหญ่ก็อ่อนแอและเด็กก็อ่อนแอ คนมีความรู้ก็อ่อนแอและคนไม่มีความรู้ก็อ่อนแอ คนมีอำนาจหรือไม่มีอำนาจก็อ่อนแอทั้งสิ้น นับเป็นเวลากว่า 50 ปีมาแล้วที่คนไทยไม่มีผู้นำที่สามารถและเสียสละอย่างแท้จริง (ยกเว้นองค์พระมหากษัตริย์) อันสะท้อนกลับมาที่ลักษณะประจำชาติของคนไทยเอง นายท่าน ! สังคมไทยเป็นสังคมที่ผุกร่อนมากแล้วรอวันแตกสลายลง เหมือนหินกับปูนซึ่งถูกน้ำกรดกัดกร่อนทุกวัน ในวันหนึ่งข้างหน้าก็จะไม่มีอะไรให้เห็นเป็นแก่นสารเลย นายควรที่จะพอใจว่ารัฐบาลข้ามชาติ รวมทั้งมาเฟียต่างๆ ของเราชาวต่างชาติเพียงแต่ใช้กุศโลบายอันแยบยลอย่างเงียบๆ หลอกล่อให้คนไทยหลงอยู่ในความฝันว่าตนมีสติปัญญาเพียงพอแล้วโดยการเลียนแบบฝรั่งก็ใช้ได้ ความไร้ระเบียบจะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ในทุกด้าน สังคมไทยในที่สุดจะตั้งอยู่ได้ด้วยประชาชนที่อ่อนแออย่างหลวมๆ เพียงอย่างเดียว
ไม่มีจุดเชื่อมโยงอย่างมีความหมายกับอำนาจรัฐและอิทธิพลทางจิตใจของผู้นำทางการเมือง สังคม สถาบันหรือศาสนาใดๆ เมื่อนั้นเราจะบังคับเอาประเทศไทยเป็นทาสอย่างง่ายดาย เพียงแต่รอเวลาเท่านั้น สิ่งที่เป็นเวทย์มนต์อันศักดิ์สิทธิ์ที่เราชาวต่างชาติจะใช้สะกดผู้นำของชาติไทยก็คือ จงหลอกล่อให้พวกเขาหลงใหลเข้าใจว่าพวกเราชาวต่างชาติจะอยู่ในระเบียบวินัยทางการค้าและการลงทุนอันเสรีในกฎเกณฑ์ที่เรานั่นเองเป็นผู้คิดค้นขึ้น เราจะต้องสะกดให้เขาเชื่อว่าเราชาวต่างชาติจะอยู่ในระเบียบวินัยของกฎบัตรสหประชาชาติ และหลักการด้านสันติภาพ ประชาธิปไตย และมนุษยธรรมต่างๆ รวมทั้งมาตรฐานอันสูงส่งในการพัฒนาทางเศรษฐกิจ อย่าให้พวกเขาได้มีโอกาสเรียนรู้ศาสตร์ชั้นสูงของการลูบหน้าปะจมูกหรือมือถือสากปากถือศีลของชนชาติเราเป็นอันขาด ชาติเล็กๆ ที่น่าสงสารชาตินี้ย่อมอยู่ในอุ้งมือของเราเป็นแน่แท้ แม้คนอยากจะลุกขึ้นสู้ แต่พวกเขาก็มีแต่ความรักชาติเท่านั้น ไม่มีระเบีย บวินัยและพลังภายในของสังคม อันเป็นจิตวิญญาณของชาติที่แท้จริงซึ่งจะผลักดันให้ต่อสู้ได้สำเร็จเลย สิ่งที่พึงระวัง เราชาวต่างชาติจะต้องระวังย่างก้าวของเราบางประการเพื่อมิให้การครอบงำอย่างเงียบๆ นี้สะดุดหยุดลง ข้าพเจ้าขอเสนอแนวคิดต่อนายดังนี้
1. อย่าให้เมืองไทยมีผู้นำที่เข้มแข็งและเสียสละ สังคมไทยส่วนใหญ่ยังหวังพึ่งหัวหน้าฝูงและสิ่งที่มีอำนาจ เขายังไม่หวังพึ่งพาตนเองมากนัก หากสังคมไทยได้ผู้นำที่เสียสละ พวกเขาจะกลายเป็นชาติที่รุ่งเรืองได้ในเวลาอันรวดเร็ว ดังเช่นที่ปรากฏมาทุกยุคในประวัติศาสตร์ชาติไทย สิ่งที่เราควรทำคือ ส่งสัญญาณสนับสนุนผู้ที่จะได้รับเลือกมาเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากแม่พิมพ์ ( mold ) แบบเก่าของไทย เช่น นาย ช. นาย ก. นาย บ. ฯลฯ หรือผู้ที่แสวงประโยชน์สูงสุดจากการเมือง คนพวกนี้จะช่วยให้เราชาวต่างชาติใช้เวทย์มนต์ของเราได้ง่ายขึ้นเหมือนที่ผ่านๆ มา
2. อย่าให้ผู้นำของไทยคิดออกนอกแนวโลกาภิวัฒน์ เพราะโลกาภิวัฒน์คือเวทย์มนต์ของเรา จงทำให้พวกเขาหลงใหลมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าโลกาภิวัตน์ที่ถูกต้อง คือ การเอาใจท้องถิ่น (localization of globalization) เพื่อว่าเขาจะได้แคลงใจสงสัยน้อยลง จงทำให้พวกเขาเชื่อว่าปัญหาต่างๆ ของพวกเขานั้น จะพึ่งพากลไกของรัฐไม่ได้ แต่ต้องพึ่งพานักคิดแก้ปัญหาอิสระในนามผู้เชี่ยวชาญและเอ็นจีโอบางแห่งที่เราสนับสนุนอยู่ จงจูงมือพวกเขา จงจูงใจพวกเขาและให้อามิสแกพวกเขา ทำให้เขารู้สึกว่าภาคประชาชนเท่านั้นที่สำคัญ พวกเขาจะดูหมิ่นเหยียดหยามอำนาจรัฐ พวกเขาจะเกลียดชัง พวกเขาจะเคียดแค้น ซึ่งจะเป็นผลดีแก่ความก้าวหน้าของเรา ขณะเดียวกัน เราเองจะต้องสนับสนุนให้อำนาจรัฐพัฒนาประเทศไปในแนวทางที่ประชาชนเกลียดชังมากขึ้นทีละน้อย โดยแสร้งทำเป็นว่าอย่าช่วยเหลืออย่างจริงใจ
3. จงเร่งให้คนไทยรู้สึกว่าพวกเขาพ้นจากปัญหาเศรษฐกิจแล้ว เมื่อพวกเขาหลงเชื่อว่าทุกอย่างดีขึ้น นิสัยประจำชาติของพวกเขาจะพลุ่งพล่าน พวกเขาจะลืมตัวสร้างความไร้ระเบียบมากขึ้นเป็นทวีคูณ เริ่มจากการเมืองระดับชาติ ข้าราชการ นักธุรกิจ ฯลฯ ลงมาจนถึงการเมืองท้องถิ่น พระ ตำรวจ ชาวบ้าน พวกเขาจะรีบเร่งออกกฎหมายต่างๆ จนยุ่งเหยิงไปหมด ไม่ทราบว่าในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจะใช้กฎหมายใด ในกรณีใดเมื่อใด พวกเขาจะย่อหย่อนต่อวินัยทางเศรษฐกิจ การคลัง และการเงิน พวกเขาจะเมินเฉยต่อศีลธรรม-จริยธรรม จะฟุ้งเฟ้อ ทำตัวเป็นคางคกขึ้นวอเพื่อให้เราชาวต่างชาตินิยมชมชอบ ดังนั้นพลวัตทางเศรษฐกิจเพราะความเชื่อผิดๆ ว่าทุกอย่างดีขึ้นจะนำไปสู่จิตวิญญาณของชาติที่เป็นอัมพาตหนักกว่าเดิมในเวลาอันไม่ช้า ซึ่งจะเป็นโอกาสทองของพวกเราชาวต่างชาติอย่างแท้จริง
4. จงช่วยสนับสนุนการศึกษาของคนไทย (ให้แคบขึ้นเรื่อยๆ ) จนคนทั้งชาติเชื่อว่า การใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็นคือการไม่ได้รับการศึกษา พวกเขาจะชำนาญและหลงใหลได้ปลื้มกับเทคนิคต่างๆ ซึ่งนำเอาความสะดวกสบาย และเงินเดือนสูงๆ มาให้จนลืมไปว่าการสร้างชาตินั้นสำคัญกว่าการสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือการส่ง e-mail เราทำให้พวกเขาเชื่อไปได้เปลาะหนึ่งแล้วว่าตอไปคำว่า ชาติ จะไม่มี เพราะ internet ได้ทำลายพรมแดนธรรมชาติลงเสียแล้ว ต่อไปก็ต้องทำให้พวกเขาลืม ความรักชาติ และแรงปรารถนาที่จะ สร้างชาติ เพื่อว่าจะได้หมดความปรารถนาแบบโบราณที่จะยืนอยู่ในโลกอย่างทรนงเช่นเสรีชนอื่นๆ อย่าให้พวกเขาสนใจศิลปศาสตร์มากนัก เพราะวิชาเหล่านี้ทำให้พวกเขา คิดอย่างมีจินตนาการ อย่าให้พวกเขา คิดได้ มากๆ หรือ อยากคิด มากๆ เพราะมันจะเป็นฐานพลังให้สังคมไทย คิดสู้ จงเน้นให้พวกเขาหลงใหลในวิชาการเทคนิคและอิเลคโทรนิคเป็นสำคัญ
5. หลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์ระบบราชการไทย เพราะระบบราชการไทยนั้นล้าหลังมาก และเป็นทั้งอุปสรรค์ต่อการพัฒนาประเทศพร้อมๆ กับเป็นเชื้อโรคที่กัดกินสังคมไทยโดยส่วนรวมมากขึ้นทุกที ระบบราชการไทยเต็มไปด้วยความกดดันทำลายทรัพยากรบุคคล เต็มไปด้วยความไร้ประสิทธิภาพ และความไร้สำนึกต่อสังคม ทำให้ระบบราชการไทยเป็นมหามิตรของเราชาวต่างชาติ อย่าชี้จุดอ่อนของเขา อย่าวิพากษ์วิจารณ์ ปล่อยให้มันเป็นบ่อนทำลายคนไทยทั้งทางกายและทางจิตใจ ทุกลมหายใจของชีวิตจนกว่าจะหมดลม เมื่อไม่วิพากษ์วิจารณ์ มหามิตรของเราก็จะทำงานอย่างขะมักเขม้นโดยหลงเชื่อว่าตนนั้นดีเลิศประเสริฐที่สุดในชาติ มีความชอบธรรมที่จะเขมือบงบประมาณแผ่นดินมากขึ้นเรื่อยๆ จนชาติไทยทั้งชาติเป็นอัมพาตเพราะมะเร็งร้ายนี้ อย่าลืมว่าเฟืองตัวใหญ่ ที่ขึ้นสนิมเขรอะย่อมทำให้จักรกลทั้งหมดสามารถหยุดหมุนได้ เราชาวต่างชาติไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไร เลย นั่งยิ้มให้มหามิตรของเรา และยื่นหัตถ์แห่งมัจจุมิตรแก่พวกเขา จนกว่าเวลาจะมาถึง
6. จงนำรายงานฉบับนี้ให้คนไทยอ่านเพื่อทดสอบปฏิกิริยาของพวกเขา ข้าพเจ้ามั่นใจว่าพวกผู้นำจะตอบด้วยใบหน้าที่ยิ้มละไมว่า เพิ่งได้รับเอกสาร ขอเวลาให้เราแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาก่อน ส่วนคนไทยทั่วไปจะตอบว่า ไม่เป็นไร แล้วหัวเราะเห็นฟันขาว นายท่านจงตระเตรียมเครื่องปรุงรสให้พร้อมเพื่อลิ้มรสเนื้ออันโอชะจากแผ่นดินไทย
รายงานของข้าพเจ้าฉบับนี้มีเพียงเท่านี้ หากรัฐบาล บริษัทข้ามชาติและมาเฟียของเราวางแผนเข้ามาผูกมิตรกับคนไทยโดยมีเป้าหมายเช่นว่านั้นแล้ว ข้าพเจ้ารับรองว่าคนไทยจะภาคภูมิใจในการผูกมิตรกับเราเป็นอย่างยิ่ง เพราะพวกเขาโดยเนื้อแท้ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงมากนักและไม่ชอบคิดแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง พวกเขาชอบการยกยอปอปั้น หลีกเลี่ยงความขัดแย้งและใช้ชีวิตตามสบาย
ความคิดเห็นที่ 3
Okay , 25 กันยายน 2553 16:43
น้า..ชลณัฐ
ทำงานมา 20ปีและเป็นผู้บริหาร คิดได้แค่นี้เองเหรอ....กลุ้มจายยย...
คิดแบบนี้ผมคิดได้ตั้งแต่เรียนปี1...อะคับน้า...
ถามตรงๆว่าน้ายังจำตารางธาตุ ได้ไหมอะ....ชัวจะได้รับคำตอบ...จำไม่ได้เพราะทำงานบริหารมานาน....ถามเรื่องบริหารก็จะได้คำตอบแบบที่ผมกล่าวนำไว้...ใช่ไหม...
ความคิดเห็นที่ 2
John vinton , 5 กันยายน 2553 09:09
อ่านแล้วน่าทึ่งมาก สำหรับผมนั้นไม่ได้อยู่ในscg เพราะมุมมอง วิสัยทัศน์ ต่างกันกับมุมมองผม แต่ผมมีเพื่อนที่นั้นเยอะมาก ก้รู้ดีว่าที่นั้นก็เป็นเหมือน คุณ คหที่ 1 ว่า นี่ละเมืองไทย แล้วคนที่ไม่เก่งละ คุณเอาเขาไปไว้ที่ไหน ปัญหาเหล่านี้เป็นรากเหง้าแห่งความจริงที่เราเห็นกันใน TV. ชนชั้นวรรณะโดยพฤตินัย จนก่อเกิดความกดดันในหลายรูปแบบซึ่งนำไปสู่ความรุนแรง ผมอยากจะให้คุณลองทบทวนวิสัยทัศน์ของคุณดูใหม่ ผมว่ามันแคบไป ผมรู้ดีเรื่อง scg กับความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม มันเป็นแค่การแสวงหาผลประโยชน์ เพียงแค่บุคคลกลุ่มหนึ่งเท่านั้น เพราะวิสัยทัศน์ที่แคบ บริษัทของผมแม้จะไม่เป็นที่รู้จักในเมืองไทย แต่ผมก็ภูมิใจที่
บริษัทเป็นที่รู้จักกัน1ใน8ทั่วโลก แต่ทั่วโลกไม่รู้จัก scg รู้จักเพียงแค่หุ้นส่วน Dow, education,user, เพราะอะไร? เพราะเราเน้นงานวิจัยทางเคมี ที่จะมาทดแทนพลังน้ำมัน ในขณะที่คุณกำลังรบกวนธรรมชาติ เน้นmarketing กดดันพนักงานโรงงาน เร่งการผลิต Products ที่ไม่สามารถนำกลับมา rycycle ได้ เพราะไม่มีงานวิจัยทางวิทยาศาตร์เคมีกี่ปีแล้วที่ อ่าวไทยถูก ปตท เจาะ
เอาน้ำมันขึ้นมาเพื่อแยกเอา สิ่งมีค่ามหาศาล
ที่คุณจะเข้าไปควบคุมการตลาดของมัน แล้วที่สุดมันก็สาย ตอนนี้คุณได้ทิ้งสิ่งที่คุณทำไว้นั้นไว้ให้กับคนที่ไม่มีโอกาสเหมือนพวกคุณในเมือง civilize ที่คุณอยู่ เพราะยังไงถ้าถึงวันนั้น คุณก็ต้องทิ้งเขาอยู่ดี เพราะคนเก่งต้องเป็นไปตามนิยามที่คุณกล่าวไว้ !!!!???
ความคิดเห็นที่ 1
Client , 20 กรกฎาคม 2553 13:24
คุณชลณัฐพูดผิดแล้วมังครับ คนปูนเจ้ายศเจ้าอย่างและแบ่งชั้นวรรณะ เล่นสีเล่นสาย การให้โอกาสคนด้อยกว่าแทบเป็น 0 ยกเว้นเส้นสายใครแข็งแรงกว่ากันผมเคยคลุกคลีอยู่กับบริษัทในเครือของ SCG แถวมาบตาพุด ขอบอกตรงๆ ว่าการแบ่งชนชั้นวรรณะแรงมากๆ ถ้าไม่เชื่อก็ให้ลองถามบริษัทที่เป็น outsource ของคุณดู อย่า marketing เกินไปเลย