ทุกกิจกรรมจะคำนึง 2 เรื่อง คือ 1.Consumer Insight ความต้องการที่แท้จริง และ 2.Capability ขีดความสามารถของบริษัทที่มีอยู่จริง
ยุง เป็นสัตว์โลกชนิดหนึ่งซึ่งทุกวันนี้ทำท่าจะเหนือชั้นกว่ามนุษย์ หลังจากที่ได้รับการกล่าวขานมานานว่า "ยุงร้ายกว่าเสือ"
ก็เพราะจนถึงวันนี้..เวลานี้ มนุษย์ยังไม่สามารถคิดค้นตัวยาหรือกรรมวิธีใดๆ ที่จะกำจัดมันให้สิ้นซากได้เลย มิหนำซ้ำมันยังทำให้อาการของโรคเดิมๆ เช่นไข้เลือดออกให้กลายพันธุ์จนสามารถเร่งการเสียชีวิตให้เร็วยิ่งขึ้นอีก
ล่าสุดก็นำโรคชิคุนกุนยาข้ามฟ้ามาจากแอฟริกามาระบาดทางจังหวัดภาคใต้ของไทย
แต่สำหรับบริษัทที่ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์กำจัดแมลงแล้วคงเข้าทำนอง "งานเข้า" และถือเป็น "โอกาสในวิกฤติ"
เช่นกรณีของบริษัท เอส.ซี.ยอห์นสัน แอนด์ ซัน จำกัด ผู้ผลิต และจำหน่ายผลิตภัณฑ์กำจัดแมลงไบกอน รวมถึง ออฟ!(OFF!) โลชั่นทากันยุง ที่จัดโครงการต้านภัยไข้เลือดออกมาอย่างต่อเนื่องถึง 6 ปีแล้ว และยอมรับว่ากิจกรรมนี้ได้ใจคนไทยมากๆ
เนื่องจากมีผลสำรวจที่ชี้ว่าหากเป็นสินค้าในหมวดกำจัดแมลงแล้ว คนไทยจะนึกและพูดถึงไบกอนเป็นแบรนด์แรก
อย่างไรก็ตามธุรกิจที่ผลิตและจำหน่ายสินค้ากลุ่มนี้มักอาศัย CSR (Corporate Social Responsibility) กิจกรรมที่แสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อ สังคมสร้างน้ำหนักแบรนด์ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น (ด้วยเป็นผลิตภัณฑ์ที่อันตรายจึงมีข้อจำกัดในการทำการตลาดรูปแบบเช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์โดยทั่วๆ ไป)
มัลลิกา อิทธิสกุลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดกลุ่มภาคพื้นอินโดจีน บริษัท เอส.ซี.ยอห์นสัน แอนด์ ซัน จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัท "โฟกัส" CSR ที่เป็นกิจกรรมต้านภัยจากยุงร้ายเท่านั้น เหตุผลก็คือแม้ว่าไบกอนจะเข้ามาสร้างความรู้จักในตลาดประเทศไทยมายาวนานถึง 40 ปี และครองสามารถมาร์เก็ตแชร์เป็นอันดับหนึ่งก็ตาม กลับพบว่าคนไทยไม่ค่อยตระหนักถึงมหันตภัยที่เกิดจากยุงที่แม้ว่าจะตัวเล็กจิ๋วหลิวแต่กลับคร่าชีวิตคนได้เพียงแค่มันกัดแค่คันๆ แค่ครั้งเดียวเท่านั้น
และที่สำคัญเหนืออื่นใด ผู้ที่มีความเสี่ยงที่สุดก็คือ "เด็ก" ซึ่งเปรียบเหมือนเป็นแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ และลุงป้าน้าอานั่นเอง
"นอกจากการเอ็ดดูเคดให้คนรู้ถึงภัยจากยุงแล้ว เราต้องพัฒนาสินค้าต่อเนื่องเช่นกันเพราะยุงมันไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ และ 6 ปีที่ผ่านมาเราก็สามารถสร้างความรับรู้ อีกทั้งสอนวิธีปกป้องจากยุงร้ายไปยังชุมชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดทั่วประเทศ"
เธอได้กล่าวถึงกระแสโลกร้อนหรือโกลบอลวอร์มมิ่งด้วยว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นของโลกนั้นเอื้อต่อการแพร่พันธุ์ของยุงเป็นอย่างดี คือจะทำให้ไลฟ์ไซเคิลเร็วขึ้น ยิ่งเป็นเรื่องยากที่จะกำจัดยุงให้สิ้นไป
"ยุงไม่มีวันหมดจากโลกและจะยิ่งเยอะขึ้นทุกวัน นอกจากนี้ยิ่งเพิ่มจำนวนโรคและเพิ่มอาการของแต่ละโรคให้รุนแรงยิ่งขึ้นด้วย ทำให้เราจำเป็นต้อง เปลี่ยนชื่อโครงการต้านภัยไข้เลือดออกเป็นโครงการต้านภัยโรคร้ายจากยุงแทน"
ทั้งนี้มัลลิกาอธิบายว่าในการวางแผนทำแต่ละกิจกรรมนั้น จะพิจารณาถึง 2 เรื่องหลักๆ คือ 1.Consumer Insight ดูถึงความ ต้องการที่แท้จริงว่าลูกค้าต้องการอะไร กำลังประสบปัญหาอะไร ยังขาดอะไรอยู่
2.capability ต้องพิจารณาถึงขีดความสามารถและผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่มีอยู่จริง ทั้งนี้ในแง่ของผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ ซึ่งเป็นยากันยุงทุกชนิดไม่ว่าชนิดสเปรย์ ชนิดขด กระทั่งโลชั่นทากันยุง เธอยืนยันว่าจะสามารถปกป้องคนให้พ้นจากภัยของยุงร้ายได้ทั้งภายในและภายนอกบ้าน
และเมื่อได้แผนที่มีวัตถุประสงค์ว่าต้องการต้านภัยไข้เลือดออกแล้ว หลังจากนั้นก็นำคิดหาว่าควรทำกิจกรรมในรูปแบบใด โดยที่ผ่านมาก็ทำไปแล้วมากมายหลายรูปแบบ อาทิ คาราวานกำจัดยุงลาย "MIB : Men in Baygon " และใช้ดาราชื่อดังร่วมเดินรณรงค์ให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับเรื่องโรคไข้เลือดออก และการกำจัดยุงลายพาหะนำโรค นอกจากนั้นยังมีการเล่นละคร มีมาสคอตเป็นตัวยุงลาย มีการไปแจกทุนการศึกษา ฯลฯ
ที่น่าสังเกตก็คือ ทุกกิจกรรมล้วนสอดแทรกความบันเทิงเสมอ ทั้งนี้ก็เพื่อดึงดูดความสนใจจนทำให้เกิดความตระหนักภายหลัง โดยได้มีการเปรียบเทียบว่าการให้ความรู้ถึงภัยของยุงเหมือนกับการเรียนวิชาสุขศึกษาที่มีแต่ความน่าเบื่อหน่าย เรียนไปไม่นานเดี๋ยวก็ลืม
ดังนั้นต้องทำให้เกิดความน่าสนใจเสียก่อนหรือต้องให้ความรู้ในรูปแบบของ "เอ็ดดูเทนเมนท์" ถึงจะเวิร์ค
รวมถึงกิจกรรมต้านภัยไข้เลือดออกของบริษัท เอส.ซี.ยอห์นสัน แอนด์ ซัน นั้นนอกจากทำแบบลุยเดี่ยวแล้วยังเป็นในลักษณะให้ความร่วมมือกับองค์กร อื่นๆ ด้วย เช่น กรมควบคุมโรคติดต่อ กรุงเทพมหานคร และสภากาชาดไทย เป็นต้น
"พบว่าการร่วมมือกับองค์กรอื่นมีแต่ข้อดี เนื่องจากองค์กรที่กล่าวมามีกำลังอีกทั้งมีจุดประสงค์จะช่วยเหลือคนในทุกสถานการณ์อยู่แล้ว การช่วยเหลือ สังคมของเราจึงสามารถไปได้กว้างขึ้น ลำพังเราเองคงทำเชิงลึกไม่ได้"
Tags : เอส.ซี.ยอห์นสัน แอนด์ ซัน • ไบกอน
