บทพิสูจน์ขององค์กรธุรกิจผู้ชนะก็คือ การเป็นฝ่ายรุกไม่คิดเป็นฝ่ายตั้งรับแทนที่จะยอมพ่ายแพ้ตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า
ซึ่งผลวิจัยของเอคเซนเชอร์ก็เป็นอีกหนึ่งคำยืนยันที่หนักแน่นจากการเปรียบเทียบประสิทธิภาพขององค์กรหลังช่วงเศรษฐกิจซบเซาระหว่างปี พ.ศ.2533 - 2534 (จำนวนองค์กร 6,000 แห่งใน 36 ภาคอุตสาหกรรม ทั่วโลกตลอดจนผลการดำเนินงานการทางเงินของบริษัท 850 แห่งในสหรัฐอเมริกา) พบว่า “องค์กรที่ประสบความสำเร็จ” จะนำหน้า “องค์กรที่ล้มเหลว” อย่างทิ้งห่างหลังจากที่ภาวะเศรษฐกิจซบเซาสิ้นสุดลง และพบว่าปัจจัยผลักดันความสำเร็จ ก็คือ
1.เป็นองค์กรที่เปี่ยมประสิทธิภาพ มีการบริหารและดำเนินงานเพื่อสร้างมูลค่าตลอดเวลา และมีการจัดการด้านการเงินที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่น
2.เป็นองค์กรที่เปี่ยมประสิทธิภาพ วางกลยุทธ์เพื่อคว้าโอกาสท่ามกลางวิกฤติ
3.เป็นองค์กรที่เปี่ยมประสิทธิภาพ ดำเนินงานในยุคเศรษฐกิจซบเซาโดยมุ่งเน้นการสร้างความแข็งแกร่งและการกำหนดแนวทางที่ชัดเจนให้กับองค์กร ของตน มิใช่เปลี่ยนนโยบาย
ที่สำคัญนอกจากองค์กรผู้ตระหนักถึงเส้นทางที่รุดหน้าจะทิ้งห่างจากคู่แข่งอย่างสิ้นเชิงเมื่อไฟแห่งวิกฤติมอดลงแล้วยังจะช่วยให้ข้ามพ้นทุกอุปสรรคได้และยังมีแนวโน้มที่จะครอบครองแต้มต่อในสนามแข่งขันได้อย่างยาวนานทีเดียว
อย่างไรก็ดีต้องยอมรับว่าในยุคข้าวยากหมากแพงอย่างนี้หลายองค์กรมุ่งเน้นประเด็นเรื่องการบริหารต้นทุนเป็นพิเศษ ทำให้มีคอร์สอบรมเรื่องนี้จำนวน มาก ..เงินทองของแสลงจะแสร้งไม่ใส่ใจคงเป็นไปไม่ได้
เอคเซนเชอร์เองเมื่อเร็วๆ นี้ก็เพิ่งพูดถึงเรื่องนี้ในหัวข้อ “เทคนิคการบริหารต้นทุนอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเพื่อความเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กรท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน” (MANAGING IN UNCERTAIN TIMES)
โดยมี มร.พอล เพรนเดอร์แกสท์ ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินและการบริหารผลการปฏิบัติงาน บริษัท เอคเซนเชอร์ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กับ นนทวัฒน์ พุ่มชูศรี กรรมการ บริษัท เอคเซนเชอร์ ประเทศไทย ร่วมกันวิเคราะห์ถึงทิศทาง
พวกเขาบอกว่าแน่นอนการบริหารต้นทุนที่เห็นผลทันตาก็คือการลดค่าใช้จ่ายด้วยการตัดจำนวนคน ซึ่งช่วยทำให้ลดเงินต้นทุนลงได้จำนวนมาก แต่ความเป็นจริงก็คือ มันไม่ได้ช่วยทำให้องค์กรจะผอมเพรียวหุ่นดีมีความสามารถในการแข่งขัน
หากสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่กลับเป็นความยากลำบากขององค์กรธุรกิจที่จะต้องจ่ายเพื่อสรรหาบุคลากรเข้ามาใหม่ ทั้งยังต้องฝึกอบรม และเทรนจนกว่าพนักงานใหม่จะเก่งงาน นอกเหนือไปกว่านั้นการเลย์ออฟอาจหมายถึงการเสียพนักงานดีมีฝีมือไป
"เมื่อคำนึงถึงผลระยะยาวอยากให้คิดถึงการลดจำนวนชั่วโมงการทำงาน หรือให้พนักงานลาหยุดแบบได้รับเงินเดือน (Paid Leave) มากกว่าที่จะให้ปลดคนงานออก"
รวมถึงให้มองเรื่องการ Outsourcing ซึ่งในไทยนั้นยังมีน้อยกว่าในสิงคโปร์และมาเลเซียแต่นับว่ายังเติบโตโดยเฉพาะธุรกิจด้านไอที และที่จะติดตามมาคือธุรกิจด้านการเงิน และการบริหารทรัพยากรบุคคล
และได้ยกตัวอย่างแนวทางการลดค่าใช้จ่ายธุรกิจในอุตสาหกรรมการส่งออกและการผลิต ที่พวกเขาบอกว่ามีความใกล้เคียงกับอุตสาหกรรมในหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค ก็คือต้องจัดลำดับความสำคัญและความสามารถในการแข่งขันของสินค้าให้ได้ (Product Prioritization) ควบคู่กับการดูทิศทางการเติบโตและแนวโน้มความต้องการของตลาดในประเทศที่เป็นเป้าหมาย
"ต้องวิเคราะห์ให้ออกว่าสินค้าใดขายดีในประเทศใด สินค้าใดกำลังมีดีมานด์สูงขึ้นหรือลดลงในตลาดไหน และสินค้าแต่ละตัวมีต้นทุนการผลิตเท่าไหร่ เพื่อ ให้สามารถจัดสรรระบบการผลิตให้สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ทันท่วงที เพราะสิ่งหนึ่งที่สำคัญ คือ สินค้าแต่ละตัวอาจมีต้นทุนการผลิตไม่เท่ากัน ผู้ที่ปรับตัวได้ดีกว่ารวดเร็วกว่าจะได้เปรียบ"
นอกจากนั้นพวกเขายังแนะนำองค์กรธุรกิจว่าควรต้องวิเคราะห์ถึง ค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) ของตนเองนั้นสูงหรือต่ำกว่าองค์กรอื่นๆ ในตลาดเดียวกันอย่างไร หากสูงกว่าก็แนะนำให้ลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ก่อน
ส่วนค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนแปรผัน (Variable Cost) นั้นมีความยืดหยุ่นสูงกว่า ดังนั้นองค์กรธุรกิจที่มีต้นทุนแปรผันมาก จะสามารถปรับตัว รับมือสถานการณ์ความผันผวนได้ดีกว่า
องค์กรธุรกิจที่สามารถสร้างแต้มต่อได้ในยุควิกฤติสำหรับพวกเขาจึงหมายถึง การที่องค์กรต้องรู้จักตัวเองว่าอยู่ในตลาดใด มีลูกค้าเป็นใคร มีความสามารถในการแข่งขันเพียงไร เป็นพวกบิ๊กไซส์ หรือสมอลล์ไซส์ จากนั้นค่อยกำหนดยุทธศาสตร์และปฏิบัติเดินตามแผนเพื่อไปให้ถึงจุดหมายดังนั้นการลดค่าใช้จ่ายจึงต้องสอดคล้องและไม่ขัดต่อยุทธศาสตร์ที่วางไว้
เป็นการมองเป้าหมายในระยะยาวมากกว่าระยะสั้น เงินที่ควรต้องจ่ายก็ต้องจ่ายออกไป เงินที่ไม่ควรจ่ายก็ไม่ต้องจ่าย
"แม้ว่าองค์กรธุรกิจทุกวันนี้มีความต้องการถือครองเงินสดไว้ให้มากที่สุด แต่ส่วนใหญ่จะดำเนินการอย่างมีกลยุทธ์คือมองหาช่องทางการลงทุนเมื่อสบโอกาส เพราะช่วงนี้อัตราดอกเบี้ยต่ำมาก การมีเงินสดในมือจะเอื้อต่อการลงทุนได้อย่างทันท่วงที มีความยืดหยุ่นสูง รับมือกับโอกาสใหม่ๆ ได้รวดเร็วกว่า"
ไม่ว่าจะมีสูตรเด็ดเพียงใดที่สุดก็ขึ้นอยู่กับการลงมือทำอย่างจริงจัง ซึ่งท้ายสุดผู้บริหารเอคเซนเชอร์ทั้งสองท่านสรุปว่าในวิกฤตินั้นมีโอกาสที่เปิดให้ทุกองค์กรธุรกิจได้มีการปรับปรุงเพื่อเพิ่มแต้มต่อหมายเหตุว่าภายใต้กลยุทธ์ของแต่ละองค์กร
การบริหารธุรกิจต้องคำนึงถึงความต่อเนื่อง มองระยะไกลไม่มองระยะใกล้ อีกทั้งไม่ใช่เกิดเรื่องแล้วค่อยคิดค่อยทำ คงเข้าทำนองล้อมคอกก่อนวัวหาย ดีกว่าวัวหายค่อยล้อมคอก นั่นเอง
Tags : เอคเซนเชอร์

ความคิดเห็นที่ 1
= = , 9 พฤษภาคม 2552 09:59
***ถ้าทำตั่งกะปีที่แล้วตอนที่การเมืองยังวุ่นวายอยู๋ป่านนี้ภาคธุรกิจกินหมดกระดานไปแล้วมั่วมานั่ง ABC GDP อะไรกันก็ไม่รู้งงเก็บผลประโยชน์จากความวุ่นวายอ่ะมันง่ายแต่ทำแล้วไม่ดีหรอกเพราะมันได้แค่ครั้งเดียวแต่เก็บผลประโยชน์แบบถ้าสร้างความวุ่นวายเราเอาผลประโยชน์ตรงนั้นแล้วเสริมส่วนดีขึ้นไปต่อหากเลิกวุ่นวายหรือทำความเสียหายมันมีทางแก้เล็กๆแค่นั้นเองครับต้องวาดรูปซะมั่งคนพิมพ์ยังงง // ตัวอย่างอย่างเช่นเมื่อปีที่แล้วมีชุมนุมหากเปิดรถขายอาหารข้าวกล่องเคลื่อนที่ที่มีคุณภาพดีกว่าในกล่องที่เขารับกันพร้อมทั้งรูปลักษณ์สารอาหารแรกๆก็จะขายไม่ออกแต่นานๆจะแทนที่เพราะคนที่ชุมนุมเขากินแต่เดิมๆหากเข้าไปแทรกก็เหมือนช่วยเหลือทั้งคู่พร้อมทั้งโปรโมท์สินค้าตัวเองไปในตัวภายหลังการรชุมนุมเสร็จดีทั้งคู่ค้าขาย โฆษณาไปในตัวลงทุนน้อยผลตอบแทนทั้งปัจจุบันดีกับในอนาคตที่คนส่วนนั้นจะจำ