ต้องรู้ว่าประเทศจีนปัจจุบันกำลังสวมบทบาทใด มีสถานะอย่างไรในโลก รู้เส้นทางต่อไปของเขา แล้วจะรู้ได้ว่าเราควรทำอะไรได้บ้าง
ที่ผ่านมามีบทพิสูจน์ว่าในวิกฤตินั้นมีโอกาส..อยู่จริง ซึ่งบางครั้งเป็นโอกาสที่ให้ผลวิเศษสุดๆ แต่บางครั้งก็เป็นโอกาสที่ออกผลเล็กน้อย ขณะที่บาง วิกฤติคำว่าโอกาสนั้นเป็นเพียงความฝันที่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง
อย่างไรก็ดีโลกใบนี้ก็มีข้อพิสูจน์ที่ว่า ไม่มีอะไรเหนือความสามารถมนุษย์
เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักบริหารเครือข่ายทางธุรกิจ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) จัดสัมมนาในหัวข้อ "โอกาสไทยใน 'จีน' ฝ่ายุควิกฤติเศรษฐกิจ โลก" โดยมีกูรูผู้เชี่ยวชาญ รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ ที่ปรึกษากรมส่งเสริมการส่งออก เป็นวิทยากรรับเชิญ
ซึ่งได้ชี้ว่าประเทศจีนนั้นแม้จะ "ป่วย" จากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์เช่นเดียวกับทุกประเทศทั่วโลก หากแต่นโยบายกอบกู้เศรษฐกิจของจีนนั้น "เข้าท่า" ซึ่งจะสามารถช่วยถอนพิษไข้ อีกทั้งยังส่งผลให้จีนมีศักยภาพที่เข้มแข็งในอนาคตที่อยู่ไม่ไกล
นั่นคือการทุ่มเงินลงทุนด้านสาธารณูปโภคที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructer) โดยเฉพาะถนนหนทาง ทั้งทางรถยนต์และทางรถไฟ ที่จะสร้างผลประโยชน์ให้จีนอย่างมากมายมหาศาล คือนอกจากแก้ไขปัญหาปัจจุบันได้เพราะก่อให้เกิดการสร้างงาน และวัสดุก่อสร้างก็มีราคาค่างวดขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นการเติมแต้มต่อด้านโลจิสติกส์ในอนาคตอีกด้วย
นอกจากนั้นก็อย่างลืมว่าจีนเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุด มีความร่ำรวยมาก (มีทุนสำรองต่างประเทศถึง 30เปอร์เซนต์ของทุนสำรองต่างประเทศ โลก) อีกทั้งยังเปิดประเทศได้ไม่นานเรียกว่ายังสด ใหม่และน่าท้าทาย
จีนก็เปรียบเหมือนดาราดาวรุ่งที่สปอทไลท์ทุกดวงต่างจับจ้อง และก็ไม่มีใครอยากพลาดรถด่วนขบวนนี้
แต่ในสถานการณ์ที่กำลังบีบคั้นธุรกิจให้แข่งกันดาวน์ไซส์ เพราะช่วยสะกดคำว่า "รอด" หากใครทำได้มากและทำได้ดี ไม่ใช่เวลาหรือจังหวะของการลงทุนใหม่ คำถามก็คือโอกาสในวิกฤติครั้งนี้ จะเกิดได้จริงหรือไม่? รศ.ดร.สมภพ เชื่อได้หากทำการวิเคราะห์พิจารณาอดีต วันนี้ และพรุ่งนี้
และจากการศึกษาค้นคว้าของอาจารย์พบว่าพัฒนาการด้านเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกามีจุดเปลี่ยนอยู่ 4 จุดหลักๆ และประเทศก้าวขึ้นเป็น มหาอำนาจภายหลังอย่างเช่นญี่ปุ่น รวมถึงจีนก็ต้องเดินตามรอยเดียวกันนี้
หากเป็น "คน" ก็คงเหมือนการเปลี่ยนผ่านจาก "ทารก" เป็น "เด็ก" จากนั้นก็เติบโตเป็น "วัยรุ่น" และ "ผู้ใหญ่" ในที่สุด
โดยการเติบโตของอเมริกาที่มีอยู่ 4 ลำดับก็คือ 1.Collection Economy รายได้มาจากการค้าขายทรัพยากรธรรมชาติ 2. Production Economy รายได้มาจากสินค้าที่ผลิตขึ้นเอง เช่น รถ เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปโภคบริโภค ฯลฯ 3.Service-Based Economy รายได้มาจากธุรกิจภาคบริการ เช่น บันเทิง การศึกษา ฯลฯ และ 4.Sp2eculation Economy เป็นยุคปัจจุบันของอเมริกาที่กำลังมุ่ง มั่นทำการวิจัยพัฒนาในเรื่องไบโอเทคโนโลยี
"เขาทุ่มเทการวิจัยโดยเฉพาะเรื่องการเรียงตัวของดีเอนเอ ซึ่งถ้าผลวิจัยเรื่องนี้สำเร็จจะถือเป็นมิติใหม่ทางการแพทย์ เรียกว่าคนจะมีอายุยืนยาวกว่าเดิมหลายเท่า ดังนั้นหุ้นในธุรกิจนี้หรือซอฟแวร์ที่ใช้ในการจัดเรียงจะเฟื่องฟูมาก "
ปัจจุบันการเติบโตประเทศจีนนั้นกำลังอยู่ในลำดับขั้นที่สอง หมายถึงจีนกำลังทำหน้าที่เป็นโรงงานผลิตสิ่งของทุกสิ่งอย่างป้อนให้กับทุกประเทศทั่วโลกนั่นเอง
มุมคิดของ รศ.ดร.สมภพ คือประวัติศาสตร์เป็นบทเรียนที่ดี หากศึกษาย้อนไปก็พบว่าทุกเรื่องราว กระทั่งวิกฤติที่เกิดขึ้นล้วนเป็นเรื่องที่เคยเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากพิจารณาก็สามารถคาดการณ์ง่ายกว่าภัยภิบัติธรรมชาติ..เยอะ
"เป็นการศึกษาเพื่อให้รู้ว่าใครกำลังเล่นบทบาทอะไรอยู่ ปัจจุบันสถานะของประเทศจีนเป็นอย่างไร อยู่ตรงจุดไหน จะสามารถคาดเดาได้ว่าเส้นทางมันจะ เป็นอย่างไร แล้วจะรู้ได้ว่าเราควรทำอะไรได้บ้าง"
แต่ก็อย่าเผลอไผลมองเพียงภาพที่สวยงามต้องมองด้านตรงข้ามด้วย เมื่อมีแสงสว่างแล้วก็ย่อมมีด้านมืด
เพราะที่ผ่านมาเป็นที่รู้กันดีว่าจีนก็มีจุดอ่อนมากมาย เช่น ความอ่อนไหวของตลาดหุ้น, เรื่องของระบบการลงทุนของแต่ละมณฑลที่ไม่เหมือนกัน ที่เป็น ปัญหาสำหรับนักลงทุนไทยที่ต้องศึกษาอย่างละเอียดอย่างเข้าใจ และหาถึงความแตกต่างของแต่ละมณฑล, ราคาที่ดินแพง, ระบบการควบคุมเงินตราของนักลงทุนต่างประเทศ
"และกรอบความคิดของคนจีนที่มีถูกกำหนดด้วยหนึ่ง ค่านิยมเดิมๆ ที่เป็นหลักคิด ขงจื้อ ซุนวู และ พุทธนิกายมหายาน สอง จากหลักคิดของประธานเหมาเจ๋อตุง ซึ่งเน้นการทำเท่าที่รับผิดชอบ ไม่ยืดหยุ่น และสาม จากหลักคิดของเติ้งเสี่ยวผิง"
รศ.ดร.สมภพ กล่าวต่อว่า ในบางมุมคิดก็ยากที่จะยอมรับเช่น คนจีนมักเอาผลลัพท์เป็นที่ตั้งโดยไม่คำนึงวิธีปฏิบัติจะส่งผลกระทบต่อใครอย่างไร หากแต่เป็นหน้าที่ที่ "เราต้องเข้าใจเขา" ไม่ว่าใครที่ต้องการทำธุรกิจกับคนจีนหรือไปลงทุนในประเทศจีนก็ต้องเข้าใจและปรับตัวตามซึ่งจะง่ายกว่าการคิดที่จะล้มล้างความคิดที่พวกเขายึดติดมานมนาน
รู้เขา รู้เรา อีกทั้งต้องเร่งสร้างและบริหารเครือข่ายให้ดีเป็นเรื่องที่ "ซีพี ออลล์" ร่วมฝากไว้เป็นข้อคิด
Tags : ซีพี ออลล์

ความคิดเห็นที่ 1
= = , 22 เมษายน 2552 13:43
ผมก็ใกล้จะหาเจอเหมือนกันแล้วอ่ะครับเรืองที่คิดจะถ่ายโอนจากแก่สู่เด็กอีกครั้งคุยทับคงไม่ผิดกฎหมายใชไหมอ่ะครับ เหลืออยู่หน่อยเดียวเองแต่ก็น่าจะใช่