กรุงเทพธุรกิจ

ธุรกิจ : HR Management

วันที่ 12 เมษายน 2552 01:00

เส้นทางสายไหมสู่ จีน

สมภพ มานะรังสรรค์

รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ ที่ปรึกษากรมส่งเสริมการส่งออก

TOOLS
คอลัมน์อื่นๆ

ต้องรู้ว่าประเทศจีนปัจจุบันกำลังสวมบทบาทใด มีสถานะอย่างไรในโลก รู้เส้นทางต่อไปของเขา แล้วจะรู้ได้ว่าเราควรทำอะไรได้บ้าง

ที่ผ่านมามีบทพิสูจน์ว่าในวิกฤตินั้นมีโอกาส..อยู่จริง   ซึ่งบางครั้งเป็นโอกาสที่ให้ผลวิเศษสุดๆ   แต่บางครั้งก็เป็นโอกาสที่ออกผลเล็กน้อย ขณะที่บาง วิกฤติคำว่าโอกาสนั้นเป็นเพียงความฝันที่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง  

อย่างไรก็ดีโลกใบนี้ก็มีข้อพิสูจน์ที่ว่า ไม่มีอะไรเหนือความสามารถมนุษย์

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักบริหารเครือข่ายทางธุรกิจ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) จัดสัมมนาในหัวข้อ "โอกาสไทยใน  'จีน' ฝ่ายุควิกฤติเศรษฐกิจ โลก" โดยมีกูรูผู้เชี่ยวชาญ รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ ที่ปรึกษากรมส่งเสริมการส่งออก เป็นวิทยากรรับเชิญ

ซึ่งได้ชี้ว่าประเทศจีนนั้นแม้จะ "ป่วย" จากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์เช่นเดียวกับทุกประเทศทั่วโลก  หากแต่นโยบายกอบกู้เศรษฐกิจของจีนนั้น "เข้าท่า"  ซึ่งจะสามารถช่วยถอนพิษไข้ อีกทั้งยังส่งผลให้จีนมีศักยภาพที่เข้มแข็งในอนาคตที่อยู่ไม่ไกล 

นั่นคือการทุ่มเงินลงทุนด้านสาธารณูปโภคที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructer) โดยเฉพาะถนนหนทาง ทั้งทางรถยนต์และทางรถไฟ  ที่จะสร้างผลประโยชน์ให้จีนอย่างมากมายมหาศาล คือนอกจากแก้ไขปัญหาปัจจุบันได้เพราะก่อให้เกิดการสร้างงาน  และวัสดุก่อสร้างก็มีราคาค่างวดขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นการเติมแต้มต่อด้านโลจิสติกส์ในอนาคตอีกด้วย 

นอกจากนั้นก็อย่างลืมว่าจีนเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุด มีความร่ำรวยมาก (มีทุนสำรองต่างประเทศถึง 30เปอร์เซนต์ของทุนสำรองต่างประเทศ โลก) อีกทั้งยังเปิดประเทศได้ไม่นานเรียกว่ายังสด ใหม่และน่าท้าทาย  

จีนก็เปรียบเหมือนดาราดาวรุ่งที่สปอทไลท์ทุกดวงต่างจับจ้อง และก็ไม่มีใครอยากพลาดรถด่วนขบวนนี้

แต่ในสถานการณ์ที่กำลังบีบคั้นธุรกิจให้แข่งกันดาวน์ไซส์ เพราะช่วยสะกดคำว่า  "รอด" หากใครทำได้มากและทำได้ดี ไม่ใช่เวลาหรือจังหวะของการลงทุนใหม่  คำถามก็คือโอกาสในวิกฤติครั้งนี้ จะเกิดได้จริงหรือไม่? รศ.ดร.สมภพ เชื่อได้หากทำการวิเคราะห์พิจารณาอดีต วันนี้ และพรุ่งนี้

และจากการศึกษาค้นคว้าของอาจารย์พบว่าพัฒนาการด้านเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกามีจุดเปลี่ยนอยู่ 4 จุดหลักๆ และประเทศก้าวขึ้นเป็น มหาอำนาจภายหลังอย่างเช่นญี่ปุ่น รวมถึงจีนก็ต้องเดินตามรอยเดียวกันนี้

หากเป็น "คน" ก็คงเหมือนการเปลี่ยนผ่านจาก "ทารก" เป็น "เด็ก" จากนั้นก็เติบโตเป็น "วัยรุ่น" และ "ผู้ใหญ่" ในที่สุด

โดยการเติบโตของอเมริกาที่มีอยู่ 4 ลำดับก็คือ 1.Collection Economy  รายได้มาจากการค้าขายทรัพยากรธรรมชาติ  2.  Production  Economy รายได้มาจากสินค้าที่ผลิตขึ้นเอง เช่น รถ เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปโภคบริโภค ฯลฯ 3.Service-Based  Economy รายได้มาจากธุรกิจภาคบริการ เช่น บันเทิง การศึกษา ฯลฯ  และ 4.Sp2eculation Economy เป็นยุคปัจจุบันของอเมริกาที่กำลังมุ่ง มั่นทำการวิจัยพัฒนาในเรื่องไบโอเทคโนโลยี

"เขาทุ่มเทการวิจัยโดยเฉพาะเรื่องการเรียงตัวของดีเอนเอ ซึ่งถ้าผลวิจัยเรื่องนี้สำเร็จจะถือเป็นมิติใหม่ทางการแพทย์  เรียกว่าคนจะมีอายุยืนยาวกว่าเดิมหลายเท่า ดังนั้นหุ้นในธุรกิจนี้หรือซอฟแวร์ที่ใช้ในการจัดเรียงจะเฟื่องฟูมาก "

ปัจจุบันการเติบโตประเทศจีนนั้นกำลังอยู่ในลำดับขั้นที่สอง หมายถึงจีนกำลังทำหน้าที่เป็นโรงงานผลิตสิ่งของทุกสิ่งอย่างป้อนให้กับทุกประเทศทั่วโลกนั่นเอง

มุมคิดของ รศ.ดร.สมภพ  คือประวัติศาสตร์เป็นบทเรียนที่ดี หากศึกษาย้อนไปก็พบว่าทุกเรื่องราว กระทั่งวิกฤติที่เกิดขึ้นล้วนเป็นเรื่องที่เคยเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า  หากพิจารณาก็สามารถคาดการณ์ง่ายกว่าภัยภิบัติธรรมชาติ..เยอะ

"เป็นการศึกษาเพื่อให้รู้ว่าใครกำลังเล่นบทบาทอะไรอยู่  ปัจจุบันสถานะของประเทศจีนเป็นอย่างไร อยู่ตรงจุดไหน จะสามารถคาดเดาได้ว่าเส้นทางมันจะ เป็นอย่างไร แล้วจะรู้ได้ว่าเราควรทำอะไรได้บ้าง"

แต่ก็อย่าเผลอไผลมองเพียงภาพที่สวยงามต้องมองด้านตรงข้ามด้วย  เมื่อมีแสงสว่างแล้วก็ย่อมมีด้านมืด

เพราะที่ผ่านมาเป็นที่รู้กันดีว่าจีนก็มีจุดอ่อนมากมาย เช่น ความอ่อนไหวของตลาดหุ้น, เรื่องของระบบการลงทุนของแต่ละมณฑลที่ไม่เหมือนกัน ที่เป็น ปัญหาสำหรับนักลงทุนไทยที่ต้องศึกษาอย่างละเอียดอย่างเข้าใจ และหาถึงความแตกต่างของแต่ละมณฑล, ราคาที่ดินแพง,   ระบบการควบคุมเงินตราของนักลงทุนต่างประเทศ

"และกรอบความคิดของคนจีนที่มีถูกกำหนดด้วยหนึ่ง ค่านิยมเดิมๆ ที่เป็นหลักคิด ขงจื้อ ซุนวู และ พุทธนิกายมหายาน  สอง จากหลักคิดของประธานเหมาเจ๋อตุง ซึ่งเน้นการทำเท่าที่รับผิดชอบ ไม่ยืดหยุ่น และสาม จากหลักคิดของเติ้งเสี่ยวผิง"

รศ.ดร.สมภพ กล่าวต่อว่า ในบางมุมคิดก็ยากที่จะยอมรับเช่น คนจีนมักเอาผลลัพท์เป็นที่ตั้งโดยไม่คำนึงวิธีปฏิบัติจะส่งผลกระทบต่อใครอย่างไร หากแต่เป็นหน้าที่ที่ "เราต้องเข้าใจเขา" ไม่ว่าใครที่ต้องการทำธุรกิจกับคนจีนหรือไปลงทุนในประเทศจีนก็ต้องเข้าใจและปรับตัวตามซึ่งจะง่ายกว่าการคิดที่จะล้มล้างความคิดที่พวกเขายึดติดมานมนาน

รู้เขา รู้เรา อีกทั้งต้องเร่งสร้างและบริหารเครือข่ายให้ดีเป็นเรื่องที่ "ซีพี ออลล์" ร่วมฝากไว้เป็นข้อคิด

Tags : ซีพี ออลล์

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1

ผมก็ใกล้จะหาเจอเหมือนกันแล้วอ่ะครับเรืองที่คิดจะถ่ายโอนจากแก่สู่เด็กอีกครั้งคุยทับคงไม่ผิดกฎหมายใชไหมอ่ะครับ เหลืออยู่หน่อยเดียวเองแต่ก็น่าจะใช่

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement