กสทช.สอบสัญญา กลุ่มบริษัทในเครือทรู-กสท ส่อขัดกม.มาตรา 46 พรบ.จัดสรรคลื่นความถี่ เหตุกสท มอบอำนาจบริหารให้เอกชนทำ
จากการที่กลุ่มบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น เข้าซื้อหุ้นกลุ่มบริษัทในเครือฮัทชิสัน ไวร์เลส มัลติมีเดีย โฮลดิ้ง จำกัด และบริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัด กระทั่งนำไปสู่การเซ็นสัญญาให้บริการวิทยุคมนาคมระบบเอชเอสพีเอ หรือ 3 จี บนคลื่นความถี่เดิม ระหว่าง บมจ. กสท โทรคมนาคม และกลุ่มบริษัทในเครือทรู เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2554 กสทช. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมของชาติ ได้มอบหมายสำนักงาน กสทช. ตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น เพื่อส่งข้อมูลให้คณะกรรมการ กสทช. พิจารณาลงมติ ซึ่งวันที่ 9 ก.พ. สำนักงาน กสทช. เชิญผู้แทน กสท ชี้แจงข้อเท็จจริง มีนายหรรษา ชีวะพฤกษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ กสท และคณะเข้าให้ข้อมูล
หลังจากนั้น สำนักงาน กสทช. ได้มีข้อพิจารณาสรุปได้ว่า การทำสัญญาให้บริการเอชเอสพีเอนั้น กลุ่มบริษัทย่อยของทรู ได้แก่ บริษัท เรียล มูฟ จำกัด และบริษัท เรียล ฟิวเจอร์ จำกัด ได้เข้าซื้อหุ้นกลุ่มบริษัทในเครือฮัทชิสัน และบีเอฟเคที โดยเรียลมูฟซื้อหุ้นบริษัทฮัทชิสัน ไวร์เลส มัลติมีเดีย โฮลดิ้งส์ จำกัด 92.5% ซึ่งฮัทชิสัน โฮลดิ้งส์ ถือหุ้นบริษัทฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย จำกัด ผู้ทำตลาดบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ระบบซีดีเอ็มเออยู่ 72.92%
ส่วนเรียล ฟิวเจอร์ เข้าซื้อหุ้นบีเอฟเคที 100% โดยบีเอฟเคทีถือหุ้นในบริษัทฮัทชิสัน มัลติมีเดีย เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ฮัทชิสัน เทเลคอมมิวนิเคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด 100% เมื่อพิจารณาโครงสร้างระหว่างบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการทำสัญญา และความสัมพันธ์ทางนิติกรรมตามสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการดังกล่าว มีประเด็นเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายภายใต้อำนาจหน้าที่ของ กสทช. และสำนักงาน แบ่งเป็น 2 ประเด็น คือ
ประเด็นที่ 1 การแข่งขัน ซึ่งจากรายงานการถือครองหุ้นในธุรกิจประเภทเดียวกันตามประกาศ กทช. เรื่อง มาตรการเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาด หรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 ข้อ 8 กำหนดให้การถือครองธุรกิจประเภทเดียวกันโดยการเข้าซื้อ หรือถือหุ้นเกินกว่า 10% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของผู้รับใบอนุญาตรายอื่น หรือการเข้าซื้อสินทรัพย์ทั้งหมด หรือบางส่วนเพื่อควบคุมนโยบาย ต้องแจ้งต่อ กทช. ในกรณี ที่มีพฤติกรรมการถือครองธุรกิจ "ในบริการประเภทเดียวกัน" ทั้งทางตรงและทางอ้อม
ปัจจุบัน ทรู คอร์ป ถือเป็นผู้มีสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบเช่นเดียวกับผู้รับใบอนุญาต ตามมาตรา 80 แห่ง พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 และเป็นผู้ถือหุ้นในเรียล มูฟ เป็นผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม แบบที่ 1 จำนวน 97.77% และทรู คอร์ป ได้เป็นโฮลดิ้ง คอมปานี ถือหุ้นในทรูมูฟ และเรียลมูฟ ซึ่งทำธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ แต่บริษัทย่อยทั้งคู่ไม่ได้ถือหุ้นไขว้กันทั้งทางตรงและทางอ้อมตามนิยามประกาศ กทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการการควบรวมกิจการและการถือหุ้นไขว้ในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ที่ต้องแจ้งต่อ กทช. กรณีที่มีพฤติการณ์ถือครองธุรกิจในบริการประเภทเดียวกัน เมื่อพิจารณาตามข้อ 8 ของประกาศ ต้องถือว่า ทรู คอร์ป เป็นผู้มีหน้าที่รายงานการถือครองหุ้นเกินกว่า 10% ในเรียลมูฟ แต่การจะตัดสินว่าทรู คอร์ป กระทำการเข้าถือครองธุรกิจของผู้รับใบอนุญาตรายอื่นโดยไม่ขออนุญาตได้ก็ต่อเมื่อ กสทช. เห็นว่า ทรู คอร์ป ประกอบกิจการในลักษณะประเภทเดียวกันกับเรียลมูฟ
ขณะที่การปฏิบัติตามประกาศ กทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการการควบรวม การทำสัญญาเข้าซื้อกิจการบริษัทในกลุ่มฮัทชิสันโดยบริษัทในกลุ่มทรู คอร์ป ในทางธุรกิจถือได้ว่า เป็นการควบรวมกิจการประเภทหนึ่ง สามารถดูรายละเอียดได้จากตาราง ซึ่งผลจากการคำนวณภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด สรุปได้ว่า ในแง่การเปลี่ยนแปลงของตลาดค้าปลีกบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายหลังการเข้าซื้อกิจการกลุ่มฮัทชิสัน ทำให้เกิดการกระจุกตัวของตลาดเพิ่มขึ้น 56 หน่วย หรือตลาดมีประสิทธิภาพการแข่งขันลดลง ขณะเดียวกัน ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดของทรู มูฟ มีค่าเข้าใกล้ 25% ซึ่งเป็นเกณฑ์กำหนดผู้มีอำนาจเหนือตลาดอย่างมีนัยสำคัญ แต่เกณฑ์ข้อ 8 (2) ของประกาศ กทช. กำหนดเกณฑ์การควบรวมกิจการที่มีนัยสำคัญต่อตลาดในกรณีที่ตลาดมีค่าการกระจุกตัวก่อนการควบรวมเกินกว่า 1,800 ว่า ต้องมีค่าการเปลี่ยนแปลงเอชเอชไอ มากกว่า 100 ขึ้นไป กรณีนี้จึงไม่ถือว่ามีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ การตรวจสอบเนื้อหาสัญญา พบว่าบริษัทในกลุ่มฮัทชิสันเป็นเพียงผู้ทำสัญญาดำเนินการตลาด โดยเอชซีดับบลิวเอ็มแอล จัดสร้างและให้เช่าอุปกรณ์โครงข่ายโดยบีเอฟเคที ให้ กสท เท่านั้น แต่จำเป็นต้องตรวจสอบสถานะการดำเนินงานและพฤติกรรมการให้บริการของฮัทชิสัน บีเอฟเคที และบริษัทที่เกี่ยวข้องภายในกลุ่มให้ชัดเจน ว่า เป็นผู้ให้บริการเอง โดยมิได้ขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการด้วยหรือไม่
สิทธิ 80% สัญญาขายส่ง-ขายต่อผิดปกติ
การปฏิบัติตามประกาศ กทช.เรื่องการประกอบกิจการโทรคมนาคมประเภทการขายส่งและบริการขายต่อบริการ จากสัญญาของ กสท และเรียลมูฟ มีข้อตกลงให้ กสท ต้องจัดให้มีบริการขายส่งบริการแก่เรียลมูฟ เพื่อให้เรียลมูฟมีสิทธิได้ใช้และให้บริการขายต่อบริการของความจุตามสัญญา 80% ตลอดเวลานับจากวันเริ่มให้บริการถึงวันสิ้นสุดสัญญา ถือเป็นการทำสัญญาที่ให้สิทธิแก่เรียลมูฟ ทำให้ได้เปรียบในการใช้ประโยชน์ในโครงข่ายของ กสท เกือบทั้งหมด ซึ่งหากมีผู้ประกอบการรายอื่นต้องการซื้อบริการโครงข่ายจาก กสท เพื่อนำไปขายต่อ จะทำได้เฉพาะส่วนที่เหลือเท่านั้น
กรณีนี้ มีข้อสังเกตที่แสดงให้เห็นถึงความผิดปกติของการทำสัญญาสองประการ คือ ประการที่หนึ่ง สัญญาขายส่งบริการโดยทั่วไปมักจะมีข้อกำหนดที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบกิจการขายส่งบริการ เพื่อส่งเสริมการเข้าสู่ตลาดของผู้ประกอบการรายใหม่เพิ่มขึ้น จึงต้องกำกับดูแลให้ผู้ประกอบกิจการขายต่อทุกรายเข้าทำสัญญาซื้อบริการได้อย่างเท่าเทียมกัน จึงเป็นหลักสำคัญที่ กสทช. ต้องควบคุม และกำกับดูแลให้เกิดความเป็นธรรมระหว่างคู่สัญญาสองฝ่าย
ประการที่สอง ข้อสัญญามีนัยสำคัญต่อการแข่งขันในตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ คือ อาจเข้าข่ายเป็นข้อกำหนดอันมีลักษณะเป็นการผูกขาด ลด หรือจำกัดการแข่งขัน จากความจุที่เหลือเพียง 20%
ขัดขวางแข่งขันเป็นธรรม-รายใหม่เข้าตลาด
ส่วนการปฏิบัติตามประกาศ กทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่สาม ผู้รับใบอนุญาตต้องไม่กระทำการที่ กทช. เห็นว่ามีวัตถุประสงค์หรือมีผลกระทบ หรืออาจมีผลกระทบต่อการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ซึ่งการเข้าซื้อกิจการในกลุ่มฮัทชิสันดังกล่าว หากผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของฮัทช์ โอนย้ายไปเป็นผู้ใช้บริการของเรียลมูฟ จะทำให้ส่วนแบ่งตลาดของกลุ่มธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ของทรู คอร์ป เพิ่มขึ้น และส่งผลให้ระดับการกระจุกตัวของตลาดเพิ่มขึ้น หรือตลาดมีประสิทธิภาพการแข่งขันลดลง
ทั้งนี้ อาจเข้าข่ายเป็นการเข้าทำสัญญา หรือความตกลงโดยสมรู้กันอันส่งผลกระทบต่อสภาวการณ์การแข่งขันของผู้รับใบอนุญาตรายอื่น อาจมีลักษณะกีดกัน บั่นทอน หรือขัดขวางการแข่งขันอย่างเป็นธรรม หรือการเข้าตลาดของรายใหม่
เปลี่ยนแปลงต้องแจ้งล่วงหน้า
ประเด็นที่ 2 การประกอบกิจการโทรคมนาคม ทั้งนี้ การทำสัญญายกเลิกสัญญาทำการตลาดบริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูลาร์ ดิจิทัล แอมป์ 800 แบนด์เอ โดยปรับเปลี่ยนจากซีดีเอ็มเอ ไปให้บริการเอชเอสพีเอ และการทำสัญญาว่าจ้างให้ฮัทชิสัน ดูแลผู้ใช้บริการซีดีเอ็มเอ เป็นการยกเลิกการให้บริการซีดีเอ็มเอของ กสท หรือไม่
ตามประกาศ กทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตประเภทที่สาม กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตให้บริการได้ตามเวลาที่ กทช. กำหนด หากประสงค์จะเลิกประกอบกิจการก่อน ต้องแจ้งให้ กทช. ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 1 ปี เนื่องจากเป็นบริการสาธารณะที่จำเป็นต่อประชาชน และผู้ใช้บริการ การพัก หยุด เลิก และเปลี่ยนแปลงแผนธุรกิจย่อมมีผลกระทบต่อผู้ใช้บริการ เพื่อคุ้มครองผู้ใช้ ประกาศ ข้อ 7.4 จึงกำหนดให้ต้องแจ้ง กทช. ทราบล่วงหน้า และเห็นชอบก่อนเริ่มดำเนินการ
การให้เช่าเครื่องและอุปกรณ์วิทยุคมนาคมเพื่อให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบซีดีเอ็มเอ และการให้เช่าเครื่องและอุปกรณ์วิทยุคมนาคมเพื่อให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบเอชเอสพีเอ ระหว่าง กสท กับบีเอฟเคที เป็นการประกอบกิจการประเภทการให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคม เพื่อให้เช่าใช้หรือเป็นการให้บริการ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านโทรคมนาคม หรือไม่
ตามมาตรา 4 ใน พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม นิยาม "โครงข่ายโทรคมนาคม" หมายถึง กลุ่มของเครื่องโทรคมนาคมที่ต่อตรงถึงกัน หรือโดยผ่านเครื่องชุมสายหรือเครื่องอื่นใด เพื่อการโทรคมนาคมระหว่างจุดหมายปลายทางที่กำหนดด้วยระบบสาย ระบบคลื่นความถี่ ระบบแสง ระบบแม่เหล็กไฟฟ้าอื่นระบบใดระบบหนึ่งหรือหลายระบบรวมกัน และตามข้อ 1.1 ประกาศ กทช.เรื่องกำหนดลักษณะและประเภทของกิจการโทรคมนาคม กำหนดให้การให้บริการแบบ Network Provider and Service Provider, Network Provider Only, Leasing the Network for Service Provider Only และการให้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกด้านโทรคมนาคมเป็นบริการที่จะต้องได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการ
จากสาระสำคัญของสัญญาทั้งสองฉบับเห็นว่า บีเอฟเคทีไม่ได้มีหน้าที่แค่ให้เช่าเครื่องและอุปกรณ์เท่านั้น แต่ได้ทำสัญญาที่อาจมีลักษณะให้บีเอฟเคที มีอำนาจบริหารจัดการด้วย ซึ่งอาจสร้างผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายอื่นและผู้บริโภค ทั้งนี้ การให้เช่าเครื่องและอุปกรณ์ในระบบเอชเอสพีเอ ระหว่าง กสท กับบีเอฟเคที จึงเข้าข่ายเป็นการประกอบกิจการแบบต้องขอใบอนุญาตให้บริการโครงข่ายแบบเช่าใช้จาก กสทช.
ส่อขัดมาตรา 46 วรรค 2
การที่ กสท ทำสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการโทรคมนาคมเคลื่อนที่ระบบเอชเอสพีเอจำนวน 6 สัญญา เป็นการมอบคลื่นความถี่ให้ บีเอฟเคที หรือเรียล มูฟ เข้าบริหารจัดการทั้งหมดหรือบางส่วนหรือเข้ามาเป็นผู้มีอำนาจประกอบกิจการแทน อันเป็นการกระทำที่ขัดต่อมาตรา 46 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 หรือไม่
เมื่อพิจารณากระบวนการตั้งแต่การเข้าซื้อหุ้นฮัทช์ ของกลุ่มทรู และการกำหนดสิทธิต่างๆ ซึ่งอาจเข้าข่ายที่ กสท มอบอำนาจบริหารบางส่วนให้กลุ่มทรูเข้ามาทำแทน อาจเป็นการกระทำที่ขัดต่อ มาตรา 46 วรรค 2
ส่วนความสัมพันธ์ระหว่าง บมจ. กสท และกลุ่มบริษัทในเครือ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น เป็นการให้สิทธิการประกอบกิจการโทรคมนาคมแก่กลุ่มบริษัทในเครือ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น หรือไม่ พิจารณากรณีดังกล่าวไม่เข้าข่ายต้องห้ามตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เห็นว่า กสทช.และสำนักงาน กสทช.สมควรต้องศึกษาหาแนวทางและมาตรการเพื่อแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบังคับใช้มีผลตามเจตนารมณ์โดยสมบูรณ์
Tags : ทรู-กสท

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น