เอสเอสไอ ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ทะลุ 5 หมื่นล้านบาท พร้อมเดินหน้าเพิ่มปริมาณการขายเหล็กเป็น 2.7 แสนตันต่อปี เร่งศึกษาแผนลงทุนต่างประเทศ
นายวิน วิริยประไพกิจ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มรายได้เป็น 5 หมื่นล้านบาท จากปีก่อนทำได้ 3.3 หมื่นล้านบาท และคาดยังรักษาความสามารถการทำกำไรได้เหมือนกับปีก่อน แม้จะเจอวิกฤติขาดทุนหนัก
ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าเพิ่มปริมาณการขายเหล็กปีนี้เป็น 2.7 แสนตันต่อปี หรือใช้กำลังการผลิตถึง 70% ของกำลังการผลิตโดยรวม ซึ่งเป็นระดับกำลังการผลิตสูงสุดในอุตสาหกรรม เทียบกับปีก่อนมีปริมาณขายอยู่ที่ 1.75 แสนตันต่อปี หรือใช้เพียง 40% ของกำลังการผลิตทั้งหมด
"ปีก่อนเป็นอีกปีที่เอสเอสไอ สามารถผ่านวิกฤติระดับโลกได้อีกครั้ง แม้จะมีผลขาดทุนในช่วงแรก แต่เป็นบริษัทเหล็กที่มีรายได้สูงสุดในอุตสาหกรรมเหล็ก และกลับเข้าสู่ความเข้มแข็งชัดเจน เพราะปัจจุบันฐานการเงินเริ่มมีความเข้มแข็งมากขึ้น ขยายการลงทุนหรือสร้างฐานที่ใหญ่ขึ้นได้"
นายวิน กล่าวต่อว่า ปัจจุบันบริษัทมีอัตราหนีสิ้นต่อทุน 1.2 เท่า จากนโยบายไม่เกิน 1.5 เท่า ซึ่งหากขยายการลงทุน สามารถทำได้ทั้งจากการกู้ยืมและออกหุ้นกู้ แต่ปีนี้ ยังไม่มีการออกหุ้นกู้
เขากล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาโครงการที่จะขยายการลงทุนไปต่างประเทศ เพราะเป็นจังหวะดี ที่อุตสาหกรรมเหล็กทั้งไทยและเอเชียอยู่ในช่วงวิกฤติ ทำให้บริษัทมีโอกาสเดินไปข้างหน้าได้เร็วกว่า ขณะนี้ มีประเด็นมาตรา 67 แม้ไม่ใช่ประเด็นปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม แต่เป็นปัญหากฎหมายที่รอการอนุมัติอาจเกิดความติดขัด
ดังนั้น การลงทุนใหม่ต้องศึกษาอย่างระมัดระวังมากขึ้น ส่วนโรงถลุงเหล็ก ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ หยุดเดินเครื่องตั้งแต่เดือน ม.ค. 2552 เพราะกำลังศึกษาการลงทุน และมีประเด็นมาตรา 67 จึงทำให้ไม่สามารถเดินเครื่องต่อไปได้
ขณะนี้ ยังบอกไม่ได้ว่าจะไปลงทุนที่ประเทศใด แต่อยู่ในภูมิภาคเอเชีย หรือประเทศที่จะช่วยสร้างความมั่นคงทางวัตถุดิบให้กับบริษัทได้ อาทิเช่น วัตถุดิบผลิตเหล็กขั้นต้น เหมืองแร่ ส่วนรูปแบบเป็นไปได้ทั้งหมด ทั้งการไปเข้าลงทุนเองหรือไปซื้อกิจการ หรือหากเข้าไปแล้ว ไม่จำเป็นที่ต้องเข้าไปถือหุ้นใหญ่
"ปีนี้บริษัทยังไม่ตัดสินใจลงทุนโครงการใหญ่ ซึ่งงบลงทุนปีนี้ ใช้เพื่อซ่อมบำรุงและปรับปรุงเครื่องจักร 400-500 ล้านบาท"
นายวิน ยังกล่าวถึง แนวโน้มราคาเหล็กว่า ราคาเหล็กรีดร้อนปีนี้ เฉลี่ยอยู่ระดับเดียวกับช่วงไตรมาส 4 ปีก่อน ที่ 2.1 หมื่นบาทต่อตัน หรือ 600 ดอลลาร์ต่อตัน ซึ่งมี 2 ปัจจัยที่ทำให้ราคาเหล็กอยู่ในระดับนี้ คือ ราคาวัตถุดิบ หรือต้นทุนที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ทั้งถ่านโค้ก ค่าพลังงาน ค่าระวางเรือ ซึ่งตั้งแต่ปลายปีก่อนราคาวัตถุดิบปรับเพิ่มขึ้น 5% และเศรษฐกิจทั่วโลกยังไม่ฟื้นตัวอย่างมั่นคง ทำให้ความต้องการยังไม่มีบทบาทพอ ที่จะผลักดันให้เหล็กขึ้นราคาได้
"ปีที่แล้ว บริษัทตั้งเป้าลดต้นทุนการดำเนินให้ได้ 300 ล้านบาท แต่ทำได้ 423 ล้านบาท ซึ่งต้นทุนนี้ ช่วยลดต้นทุนถาวรถึง 50% ส่วนปีนี้บริษัทจะใช้วิธีเพิ่มกำลังการผลิตที่สูงขึ้น ซึ่งการควบคุมประสิทธิภาพการผลิตที่สูงขึ้น คาดว่าจะช่วยให้บริษัททำได้ตามเป้า และรักษาอัตรากำไรขั้นต้น ให้ได้ในระดับช่วงเดียวกันของไตรมาส 4 ปีก่อนที่ 17%"
ส่วนปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนส่งออกเป็น 15% จากปีก่อนอยู่ที่ 10% โดยเป็นการเพิ่มขึ้นด้านยอดขายใน 2 ภูมิภาคหลักเช่นเดิม ตะวันออกกลางและเอเชีย ซึ่งปัจจุบันคิดเป็น 80% ของการส่งออกทั้งหมด โดยจะเติบโตจากอุตสาหกรรมรถยนต์เป็นหลัก ซึ่งเห็นสัญญาณการฟื้นตัวดีขึ้นตั้งแต่เดือน ต.ค.ปีก่อนที่มีการผลิตเหล็กถึง 1.2 แสนตัน และส่งผลให้บริษัทย่อยที่ผลิตเหล็กแผ่นรีดเย็นมียอดขายในอัตราการเติบโตที่สูงเช่นกัน
Tags : สหวิริยาสตีลอินดัสทรี • เหล็ก

ความคิดเห็นที่ 1
อย่าไปอ่านมันครับสื่อน้ำเน่า , 8 กุมภาพันธ์ 2553 10:49
อย่าไปอ่านมันครับสื่อน้ำเน่า กรุงเทพธุรกิจ
เขียนแต่เรื่องโง่ๆ เพราะคนเขียนมันโง่ ขนาดบริษัทตัวเองยังบริหารขาดทุน
แล้วยังมาสอนให้นัำกธุรกิจมาขาดทุน ตามพวกมันอีก