กรุงเทพธุรกิจ

ธุรกิจ : Coporate Movement

วันที่ 24 กรกฎาคม 2552 00:01

ไปรษณีย์ไทยวิกฤติ รายได้หดรายจ่ายเพิ่ม

ไปรษณีย์ไทย

ไปรษณีย์ไทย

TOOLS
คอลัมน์อื่นๆ

ปณท เผยรายได้ลด 6 เดือนแรก 7 พันล้านบาท ธุรกิจบริการสื่อสารหดตัวตามเศรษฐกิจ ธุรกิจอื่นโตเล็กน้อย แต่รายจ่ายประจำและพิเศษยังเพิ่ม

นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) กล่าวยอมรับว่า 6 เดือนที่ผ่านมา รายได้ ปณท  ประมาณ 7 พันล้านบาท โดยภาพรวมลดลงอย่างต่อเนื่อง ถือว่า "ไม่ดีเลย" เปรียบเทียบแล้วต่ำกว่าครึ่งปี 2551 เล็กน้อย เป็นผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจการเมือง ที่ทำให้ยอดส่งออก -26% และยอดนำเข้าก็ลดลงระดับใกล้เคียงกัน

สัดส่วนรายได้หลัก 70% ยังมาจากธุรกิจบริการสื่อสาร เช่น จดหมาย, ไปรษณียบัตรและสิ่งตีพิมพ์ ซึ่งปรับลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี เช่นเดียวกับบริการด้านการเงิน มีสัดส่วนประมาณ 10% ปรับตัวลดลงเช่นกัน โดยเฉพาะธนาณัติออนไลน์ ที่เป็นผลมาจากการเลิกจ้างงาน ทำให้การส่งธนาณัติลดลง มีเพียงบริการส่งพัสดุ (โลจิสติกส์) ที่เติบโตขึ้นเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่รายได้ลด แต่มาจากรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากรายจ่ายประจำคือ เงินเดือนพนักงาน ซึ่งเป็นรายจ่ายหลักปรับสูงขึ้น และรายจ่ายพิเศษ เช่น ค่าครองชีพพนักงาน และโบนัสประจำปี การปรับลดรายจ่ายส่วนนี้ทำได้ยากมาก แต่ ปณท ก็พยายามบริหารจัดการรายจ่ายส่วนอื่น เช่น การพัฒนาระบบขนส่ง ลดจำนวนรถเที่ยวเปล่า

ส่วนธุรกิจใหม่ที่จะมาทดแทนธุรกิจสื่อสาร ยังมองโลจิสติกส์เป็นหลัก เพราะมีโอกาสทางธุรกิจมากที่สุด แต่เพราะเศรษฐกิจที่ไม่ดี ทำให้ทุกอย่างหยุดชะงัก ดังนั้นหนทางที่ดีที่สุดตอนนี้ คือ กลับมาพัฒนาตัวเองให้พร้อมรับมือการรุกตลาดอนาคตและการแข่งขันที่จะเกิดขึ้น แบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก คือ ระบบโครงข่ายสำหรับการขนส่งให้มีประสิทธิภาพ ระบบไอทีให้ก้าวหน้า และที่สำคัญที่สุด คือ การพัฒนาคน โดยเฉพาะการผลิตบุคลากรใหม่ออกมารองรับการเกษียณอายุราชการ

ทั้งนี้ เพราะ 3 ปีจากนี้จะเป็นช่วงที่ผู้บริหารและผู้บริหารระดับสูงของ ปณท จำนวนมากเกษียณ จึงต้องเตรียมคนรุ่นใหม่มารับช่วงต่อ ซึ่งเป็นงานที่จะต้องเตรียมภายใน 1 ปีจากนี้

“ยอมรับว่า ตอนนี้ต้องรักษารายได้ที่มีอยู่ไว้ เศรษฐกิจไม่ดีทำอะไรช่วงนี้ก็ลำบาก ก็ต้องหันมาทำตัวเองให้พร้อม เพราะไม่ว่าสภาพโดยรวมรอบๆ จะชะลอตัว แต่จะหยุดพัฒนาตัวเองไม่ได้ ไม่งั้นแข่งขันในตลาดได้ลำบาก”

เขาคาดว่าครึ่งปีหลังนี้ สถานการณ์น่าจะดีขึ้น ส่งผลให้ผลประกอบการของ ปณท ดีขึ้น แต่กำไรจะมากหรือน้อยยังต้องรอดู

ส่วนความคืบหน้าการส่งไปรษณียบัตรหมีแพนด้า เข้าร่วมกิจกรรมทายชื่อแพนด้าน้อย ล่าสุดมียอดขายไปรษณียบัตรทั่วประเทศประมาณ 21 ล้านใบ และนำส่งเข้าสำนักงานใหญ่รอจับฉลากประมาณ 17 ล้านใบแล้ว คาดว่าจะทำยอดขายได้ครบ 30 ล้านใบที่พิมพ์ออกมาภายในวันที่ 5 ส.ค. ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่ปิดรับส่ง เพราะขณะนี้คนยังรอดูชื่อแพนด้าน้อยที่น่าจะได้รับเลือก ซึ่งชัดเจนว่าเป็น “หลินปิง” ที่ส่งมา 60% แล้ว

ด้านรายได้จากการขายไปรษณียบัตรใบละ 5 บาท จะแบ่งให้องค์การสวนสัตว์ฯ 2 บาท ปัจจุบันมียอดขายประมาณ 100 ล้านบาท ต้องแบ่ง 40 ล้านบาท เพื่อจัดตั้งมูลนิธิหมีแพนด้า หากขายได้ครบจะเป็นรายได้ก่อนแบ่ง 150 ล้านบาท

Tags : ไปรษณีย์ไทย

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 8

Thanks for the insight. It birgns light into the dark!

ความคิดเห็นที่ 7

ทำไมเดี่ยวนี้พัสดุธรรมดาถึงตรวจเช็คทางอินเตอร์เน็ตไม่ได้แล้วก็ไม่รู้เวลาโทรไปสอบถามก็ไม่ค่อยรับสายเลย

ความคิดเห็นที่ 6

ทำไมเดี่ยวนี้พัสดุธรรมดาถึงตรวจเช็คทางอินเตอร์เน็ตไม่ได้แล้วก็ไม่รู้เวลาโทรไปสอบถามก็ไม่ค่อยรับสายเลย

ความคิดเห็นที่ 5

ขอเสนอแนะเพื่อให้ไปรษณีย์มีรายได้เพิ่มขึ้น ดังนี้
1.เวลาขนส่งโปรดอย่าโยนสิ่งของเพราะ
ทำให้ของภายในกล่องเสียหาย ทำให้
คนส่งเข็ดไม่อยากใช้บริการ
2.เวลาพนักงานส่ง EMS ถึงผู้รับที่บ้าน
โปรดยืนรอซัก 3 นาที เพราะบางทีผู้รับ
กำลังเข้าห้องน้ำได้ยินเสียงเรียกจะวิ่ง
ออกมาก็ดันขี่รถฯ ไปเสียแล้ว ทำให้
คนหันมาส่งแบบธรรมดาติดแสตมป์
มากขึ้นรายได้ของบริษัทไปรษณีย์ก็
เลยแย่
3.ของที่ส่งลงทะเบียนหากไม่มีผู้รับ
อย่ารีบตีกลับมายังผู้ส่งไวเกิน
เพราะบางทีผู้รับไม่อยู่บ้านไปทำธุระ
ต่างจังหวัด
4.ควรเพิ่มบริการส่งด่วนแบบไม่ลงทะเบียน
เพราะบางทีคนส่งต้องการความรวดเร็ว
แต่ผู้รับไม่ได้อยู่บ้านตลอดเวลา ราคาก็
เก็บเท่ากันกับ EMS ก็ได้ จะเพิ่มทางเลือก
ให้กับผู้มาใช้บริการและเพิ่มรายได้ให้
กับไปรษณีย์อีกทางหนึ่ง

ความคิดเห็นที่ 4

บริการมันก็ไม่ใด้แย่ขนาดนั้นหรอกเพ่
พูดอย่างนี้ไม่ดีนะครับ

ความคิดเห็นที่ 3

ไปรษณียบัตรหมีแพนด้าราคา ค่อนข้างสูง ยอดไม่ได้ตามเป้าแน่ ช่วงสุดท้าย ควรจะลดราคา มาที่ 3 บาท เพราะจะได้ไม่ขาดทุนไปกว่านี้ ขายเท่าทุนดีกว่าที่จะ เหลือของแล้วหมดค่า เป็นแค่โปสการด์ธรรมดา ส่งก็ไม่ได้ เก็บไว้ทุนก็จม

ความคิดเห็นที่ 2

***ยังไม่ได้เข้าไปรวมกับโลจิสติกอีกหรืออ่ะครับ เข้าไปรวมได้แล้วอย่างน้อยจะได้จัดส่ง EMSที่ไวและถูกขึ้นแค่รู้ตารางขบวนรถเดินทางไปไหนจอดที่ไหนที่เหลือก็โยนติดไปด้วยน้าแค่นั้นก็จบและอีกอย่างการค้าขายกับจีนเขาจะตรวจเป็นขบวนรถไฟมากกว่าใช้รถบรรทุกเพราะมันเสียค่าใช้จ่ายเยอะและก็มากเรื่องมากราวแถมของมาไม่ครบและทุจริตได้ง่ายมากๆหากใช้รถบรรทุกเพียงอย่างเดียวจีนเขาเลยต้องให้ทำเส้นทางไทยลาวจีนขึ้นมาเพื่อการตรวจสอบและจัดส่งไงครับจะได้เป็นผลดีกับทุกฝ่าย และหน้าที่ติดต่อจัดส่งก็จะรวมเข้าไปกับสินค้าเกษตรที่ตอนนี้เจ้พรทิวา เขาคุมอยู่มั้งครับเขาคงไม่เอื้อให้ต่างชาติทำมั้งครับนั้นก็เป็นการแสดงให้เห็นแล้วว่าเขาจะเห็นคนนอกดีกว่าคนในต่ออีกหรือเพราะรายได้จากการจัดส่งมันจะน้อยนิดแต่มันใช้ประจำนิครับและก็หยุดไม่ค่อยได้อีกด้วยรัฐบาลชุดนี้อีกหากเอื้อต่างประเทศมากก็ทำใจเพราะไม่ว่าการรถไฟและไปรษณียในอดีตไม่เคยเหลียวแลเลยและอยู่ดีดีรู้ว่ามีกำไรเพราะตลาดจีนและลาวเปิดจะให้นายทุนที่อื่นทำก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเป็นรัฐบาลนายทุนต่อ ส่วนอื่นๆที่ต่างประเทศน่าจะลงทุนก็ไปสิครับเพราะส่วนรถไฟมันหมายถึงเข็มและด้ายที่คอยเย็บปักประเทศให้เป็นธงชาติไทยได้ด้วยนิครับ

ความคิดเห็นที่ 1

บริการแย่
ของเสียหายบ่อย
สมควรขาดทุน

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement