ทอท.เปิดแนวทางสร้างรายได้แหล่งใหม่ หลังมีบทเรียนปิด 2 สนามบิน รายได้หดหาย แต่ติดกฎเหล็กพ.ร.บ.ร่วมทุน จำกัดแผนพัฒนาเชิงพาณิชย์
ในช่วงที่ผ่านมาสายการบินต่างๆ ได้รับผลกระทบรุนแรงจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ จนต้องปรับลดเที่ยวบินหรือยกเลิกเที่ยวบินเพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณผู้โดยสารที่ลดลง ส่งผลให้ท่าอากาศยานซึ่งมีรายได้หลักจากการให้บริการสายการบินและผู้โดยสารได้รับผลกระทบเช่นกัน ต้องปรับตัวโดยใช้กลยุทธ์ต่างๆ เพื่อหารายได้ทดแทนส่วนที่หายไป
นายนิรันดร์ ธีรนาทสิน รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ถึงแนวทางสร้างรายได้เพิ่มว่า ทอท. มีแผนนำพื้นที่ส่วนต่างๆ ของท่าอากาศยานพัฒนาเชิงพาณิชย์ เพราะช่วงที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากจำนวนเที่ยวบินและจำนวนผู้โดยสารลดลง เกิดจากวิกฤติเศรษฐกิจ และการปิดล้อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมืองเมื่อปลายปี 2551
ทอท.ตั้งเป้าที่จะเพิ่มรายได้เชิงพาณิชย์เป็น 40% จากปัจจุบัน 30% ที่ผ่านมาได้ปรับระบบการบริหารจัดการพื้นที่ในท่าอากาศยานภูมิภาคทั้ง 4 แห่ง คือ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ เชียงราย หาดใหญ่และภูเก็ต โดยการจัด ZONING เพื่อใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผู้ประกอบการต้องพัฒนาและตกแต่งร้านค้าให้มีรูปแบบสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน แลกกับสิทธิในการเช่าพื้นที่เป็นเวลา 3 ปี
จากเดิมที่ทำสัญญาเช่าปีต่อปี การปรับปรุงส่งผลให้ ทอท.มีรายได้เชิงพาณิชย์จากท่าอากาศยานภูมิภาคเพิ่ม 41% ค่าตอบแทนรายเดือนเพิ่มขึ้นเป็น 14.4 ล้านบาท ค่าตอบแทนรายปีเพิ่มเป็น 173.2 ล้านบาท
นอกจากนั้น ทอท.ยังมีแผนพัฒนาพื้นที่ในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นท่าอากาศยานที่สร้างรายได้หลัก ปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษารายละเอียด คือ
1. การพัฒนาพื้นที่บริเวณอาคารสถานีและอุโมงค์รถไฟ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสถานีรับส่งผู้โดยสารอากาศยานในเมือง หรือ แอร์พอร์ต เรลลิงค์ ซึ่งจะเปิดให้บริการเดือนส.ค. 2552
ทั้งนี้ ทอท.จะเป็นผู้บริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์จำนวน 1,869.27 ตารางเมตร บริเวณอาคารสถานีและอุโมงค์รถไฟ ทอท.จะให้สัมปทานเอกชนพื้นที่ เพื่อจัดตั้งร้านค้าปลีกและสื่อโฆษณา ซึ่งเอกชนต้องจ่ายค่าเช่าและค่าตอบแทน โดย ทอท.จะแบ่งผลประโยชน์ตอบแทนส่วนหนึ่ง ให้ การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการแอร์พอร์ต ลิงค์
2. โครงการ COMMUNITY MALL รูปแบบโครงการจะเป็นอาคารสำนักงานที่มีความสูงไม่มาก เช่นเดียวกับเจ-อเวนิว ย่านทองหล่อ โดยจะใช้พื้นที่บริเวณลานจอดรถระยะไกลหรือ LONG TERM PARKING ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการไม่มากนัก โดย ทอท.จะให้สัมปทานเอกชนเช่าพื้นที่ เพื่อประกอบธุรกิจต่างๆ เช่น ธุรกิจดูแลรักษารถยนต์ หรือ CAR CARE ศูนย์เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ร้านอาหารและเครื่องดื่ม โรงเรียนสอนภาษา รวมทั้งโชว์รูมนำเข้าและศูนย์บริการรถยนต์ เป็นต้น
"โครงการนี้มีความเป็นได้สูง คาดว่าจะใช้เงินลงทุนไม่เกิน 1 พันล้านบาท จึงไม่ต้องดำเนินการตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานและดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 จึงไม่น่าจะใช้เวลานาน" นายนิรันดร์ กล่าว
3. โครงการพัฒนาที่ดินแปลง 37 จำนวน 1,140 ไร่ เดิมมีแผนพัฒนาเป็นศูนย์ธุรกิจเกี่ยวเนื่องด้านการบิน คือ AIRPORT BUSINESS CENTERหรือโครงการABC แต่จากการศึกษาขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศหรือไอซีเอโอ พบว่าโครงการนี้มีข้อจำกัด ในอนาคตจะมีการก่อสร้างทางวิ่งเส้นที่ 4 ซึ่งจะอยู่ใกล้พื้นที่บริเวณนี้ ดังนั้น ทอท.จึงปรับรูปแบบการพัฒนาเป็น ENTERTAINMENT COMPLEX ใช้พื้นที่ 570 ไร่ โดยจะให้สัมปทานเอกชนลงทุนเป็นเวลาไม่เกิน 10 ปี ก่อนจะปรับพื้นที่รองรับการก่อสร้างทางวิ่งเส้นที่ 4
4. โครงการพัฒนาที่ดินจำนวน 600 ไร่ ด้านทิศใต้ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยจะให้สัมปทานเอกชนลงทุนพัฒนาพื้นที่เป็นศูนย์กลางธุรกิจและชุมชนที่ได้มาตรฐานสากล เช่น ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้า ศูนย์แสดงสินค้าส่งออก ศูนย์การค้าระดับชุมชน อาคารสำนักงาน และแหล่งบันเทิงครบวงจร อยู่ระหว่างกำหนดเงื่อนไขว่าจ้างที่ปรึกษา คาดจะแล้วเสร็จในเดือนมิ.ย. 2552
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าโครงการพัฒนาเชิงพาณิชย์ต่างๆ ยังไม่คืบหน้าเพราะข้อจำกัดของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานและดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 ซึ่งกำหนดว่าโครงการร่วมลงทุนที่มีมูลค่าเกิน 1 พันล้านบาท จะต้องดำเนินการตามขั้นตอน พ.ร.บ.ดังกล่าว ต้องใช้เวลาประมาณ 2 ปี
"ไม่ได้หมายความว่า พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2535 ไม่ดี เพียงแต่สถานการณ์เปลี่ยนไปจากเดิมมาก สมัยก่อนโครงการมูลค่า 1 พันล้านบาท ถือเป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ปัจจุบันโครงการมูลค่า 1 พันล้านบาท ไม่ได้เป็นโครงการที่ใหญ่มากอีกต่อไปแล้ว เพราะค่าเงินเปลี่ยนไป ขณะที่ราคาสินค้าต่างๆก็ปรับตัวสูงขึ้น" นายนิรันดร์ กล่าว
ส่วนโครงการในท่าอากาศยานดอนเมือง พบว่า โครงการที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดคือ โครงการพัฒนาอาคารผู้โดยสารสำหรับอากาศยานส่วนบุคคล หรือ PRIVATE JET TERMINAL โดยจะใช้พื้นที่บริเวณอาคารรับรองพิเศษหรืออาคารวีไอพี ซึ่งอยู่ระหว่างทำร่างทีโออาร์คัดเลือกเอกชน
“ที่ผ่านมามีนักลงทุนฮ่องกงสนใจลงทุน เบื้องต้น ทอท.จะให้สัมปทานเอกชนเช่าลงทุนและบริหารพื้นที่ 5-10 ปี โดยปี 2553 น่าจะได้ผู้ประกอบการ คาดว่าจะได้ผลตอบแทนจากโครงการนี้ปีละกว่า 10 ล้านบาท" นายนิรันดร์ กล่าว
Tags : นิรันดร์ ธีรนาทสิน • ทอท. • ท่าอากาศยานไทย
