กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

ธุรกิจ : CEO Blogs

วันที่ 9 กันยายน 2553 01:00
ดร.พิพัฒน์  ยอดพฤติการ
ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ

เวทีนี้... นับหนึ่งแล้ว

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ในระดับสังคมส่วนรวม จะใช้ตัวบ่งชี้ความยุติธรรม ความเป็นธรรม ความเสมอภาค ที่นำไปสู่การสร้างกระบวนการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข

เมื่อเร็วๆ นี้ สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) และ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันจัดงาน Thailand Competitiveness Conference 2010 เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย โดยมีศูนย์คุณธรรม และสถาบันไทยพัฒน์เป็นหนึ่งใน Knowledge Partners ที่รับผิดชอบดำเนินการสัมมนาและสรุปผลของกลุ่ม Dealing with Moral for Competitiveness : Ethical and Moral Guideline for Thailand ซึ่งได้ริเริ่มขึ้นเป็นปีแรก

ก็ด้วยเหตุที่สถานการณ์เรื่องคุณธรรม จริยธรรมในประเทศไทย มีทีท่าว่าจะเสื่อมถอยอย่างน่ากังวล โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันในภาครัฐและเอกชนที่มีระดับของความรุนแรงมากขึ้น ที่หากไม่ดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน จะส่งผลอย่างใหญ่หลวงต่ออันดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก

อุปสรรคสำคัญที่ได้มีการสะท้อนในเวทีการระดมความคิด ได้แก่ ทัศนคติของนักธุรกิจที่เห็นว่าการทำธุรกิจอย่างมีคุณธรรมจริยธรรม จะทำให้แข่งขันไม่ได้ หรือถ้าต้องแข่งขันในกติกา ทำตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ก็จะไม่สามารถมีชัยชนะเหนือคู่แข่งขันได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องขวนขวายดิ้นรนเพื่อจะอยู่รอดในธุรกิจ เมื่อผนวกกับการละเว้นการบังคับใช้กฎหมายและขาดการกำกับดูแลกติกาอย่างเข้มงวดของภาครัฐ จึงทำให้วิกฤตการณ์ด้านคุณธรรม จริยธรรมทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

หนึ่งในประเด็นยุทธศาสตร์ที่มีการตกผลึกความคิดร่วมกันในที่ประชุมคือ การขับเคลื่อนการทำงานในแบบร่วมไม้ร่วมมือกัน (Collective Effort) โดยมีกติกาในการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนที่ชัดเจนและวัดผลได้ และมีมาตรการในการดำเนินงาน 2 เรื่องหลัก ได้แก่ มาตรการสร้างสำนึกและปรับเปลี่ยนทัศนคติที่เน้นให้เกิดความตระหนักจากภายใน และนำไปสู่การกำหนดพฤติกรรมภายนอก (อาทิ การอบรมจิต) และมาตรการทางกฎหมาย โดยเฉพาะประเด็นการบังคับใช้ (Law Enforcement) รวมไปถึงการใช้กฎทางสังคมในลักษณะที่เป็น Soft Law (อาทิ Social Sanction) ซึ่งต้องดำเนินควบคู่กันทั้งสองมาตรการ

สำหรับข้อตกลงเรื่องตัวบ่งชี้ความก้าวหน้าในการดำเนินงาน จะแบ่งออกเป็น 2 ระดับ ในระดับปัจเจกบุคคล จะใช้ตัวบ่งชี้ 3 ตัวหลัก คือ ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ ความพอเพียง ที่สามารถขยายให้ครอบคลุมในระดับองค์กร ในมิติของ บรรษัทภิบาล (CG) บรรษัทบริบาล (CSR) และเศรษฐกิจพอเพียง (SE) ในระดับสังคมส่วนรวม จะใช้ตัวบ่งชี้ความยุติธรรม ความเป็นธรรม ความเสมอภาค ที่นำไปสู่การสร้างกระบวนการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข

ส่วนแผนงาน/โครงการ/กิจกรรม (Initiatives) ที่พร้อมริเริ่มดำเนินงาน มีอยู่ 6 แผนงาน คือ
(1) การรณรงค์ต่อต้านการทุจริตโดยภาคเอกชนร่วมกันดำเนินงานในลักษณะ Collective Action โดยมีสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทยเป็นผู้ริเริ่มดำเนินงาน

(2) การพัฒนาศูนย์เรียนรู้ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) โดยมีเอสซีจีอาสาเป็นผู้ริเริ่มดำเนินงาน เพื่อการขยายผลสู่ภาคส่วนต่างๆ ของสังคม

(3) การจัดทำตัวอย่างการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices) และการเยี่ยมชมกิจการตัวอย่าง โดยสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย

(4) การผลักดันยุทธศาสตร์และแนวทางดำเนินงานให้เกิดการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ในหมู่บริษัทจดทะเบียน โดย CSR Club

(5) การจัดกิจกรรมปฏิบัติธรรมเพื่อเสริมสร้างค่านิยมในเรื่องคุณธรรมให้เกิดจากภายใน ที่ออกแบบให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายต่างๆ โดยยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

(6) การพัฒนาหลักสูตรสำหรับนักการเมือง โดยมีความร่วมมือเบื้องต้นระหว่างศูนย์คุณธรรมและคณะกรรมการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาลวุฒิสภา

โดยที่ประชุมได้ให้ความสำคัญกับการอำนวยการและการรายงานความก้าวหน้าในการดำเนินงาน ซึ่งจะมีการตั้งกลุ่มทำงานในลักษณะ Joint Group ระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้การขับเคลื่อนเป็นไปในลักษณะ Action-Oriented และในระหว่างทางก็จะมีการเพิ่ม Partnership ในแต่ละภาคส่วนให้มาร่วมกันทำงาน เพื่อให้เกิด Economy of Scale และการขยายพลังจาก Collect Action ของหน่วยงานที่เข้าร่วม

องค์กรใดที่สนใจเข้าร่วมการขับเคลื่อนในครั้งนี้ ก็ขอได้โปรดอดใจรอสักนิด เพราะหน่วยงานที่อาสารับผิดชอบการขับเคลื่อนทั้ง 6 แผนงานข้างต้น กำลังกำหนดรูปแบบกิจกรรม วิธีการเข้าร่วม ฯลฯ และจะได้มีการทยอยประกาศในเร็ววันนี้ครับ เวทีนี้...นับหนึ่งแล้ว

 

Tags : สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย IOD สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

  • ความเห็นที่ 1

    suthon

    ผมรบกวนฝากอาจารย์ถึงพลเมืองไทยด้วยครับเรื่องหน้าที่ที่พึงรู้ด้านความเป็นธรรมขั้นฐานราก

    เฮนรี จอร์จ เจ้าตำรับภาษีเดี่ยวจากที่ดิน บอกว่าการเก็บภาษีจาก การลงแรงลงทุนผลิตและค้า เป็นการปล้นจากบุคคลไปให้แก่ส่วนรวม และยังทำให้ของแพง ค่าแรงต่ำ ถ่วงการผลิต ของแพงก็แข่งสู้ต่างประเทศยาก

    ส่วนภาษีที่ดินถ้าไม่เก็บให้เต็มที่ก็เป็นการปล้นมูลค่าที่เกิดจากส่วนรวมไปให้แก่บุคคลเจ้าของที่ดิน และยังทำให้เกิดการเก็งกำไรสะสมกักตุนที่ดินกันเป็นการทั่วไปขนาดที่ไปไหน ๆ ก็เห็นแต่ที่ดินว่างเปล่ามีเจ้าของแล้ว ทำให้ที่ดินใช้ประโยชน์น้อยไป กลายเป็นของแพงที่คนจนเข้าไม่ถึง หางานทำยาก ค่าแรงต่ำ การลงทุนก็มีต้นทุนการผลิตสูงเพราะที่ดินแพงเกินกว่าที่ควรเป็น

    ทั้งการเก็บภาษีจากการลงแรงลงทุนผลิตและค้า และการเก็บน้อยไปในภาษีที่ดิน ต่างก็ผิดศีลข้ออทินนาทาน ทำให้ ของแพง ค่าแรงต่ำ หางานทำยาก จึงกลายเป็นสองแรงแข็งขันร่วมกันทำร้ายคนจน จนยากที่จะพ้นวังวนของความยากจน การณ์เป็นอย่างนี้มานานแล้ว

    และการเก็งกำไรที่ดินยังเป็นต้นเหตุให้เกิดวัฏจักรเศรษฐกิจฟองสบู่ที่เหวี่ยงตัวแรง ก่อความเสียหายแก่ทั้งคนรวยคนจน ซึ่งในสหรัฐฯ จะเกิดราวทุกรอบ 18 ปี (The Business Cycle: A Geo-Austrian Synthesis http://foldvary.net/works/geoaus.html หรือ The Business Cycle http://foldvary.net/economics.html บทที่ 12)

    ภาษ๊ที่ดินเท่าค่าเช่าที่ควรเป็นจะให้รายได้แก่รัฐมากพอที่จะเลิกภาษีจากการลงแรงลงทุนได้ (The Hidden Taxable Capacity of Land: Enough and to Spare http://economics.ucr.edu/papers/papers08/08-12old.pdf ) แต่ผมคิดว่าควรค่อย ๆ เพิ่มภาษีที่ดิน เช่นใช้เวลาราว 30 ปี เพิ่มภาษีที่ดินปีละ 3.3 % ของค่าเช่าที่ควรเป็น และค่อย ๆ ลด/เลิกภาษีจากการลงแรงลงทุนชดเชยกันครับ

    โอกาสเลือกตั้งผู้แทนครั้งต่อ ๆ ไป ขอให้พวกเราภาคประชาชน ร่วมใจรวมพลังกันแสดงเจตนาว่า จะเลือกผู้ที่ประกาศว่าจะมุ่งเพิ่มภาษีที่ดินปีละ 3.3 % ของค่าเช่าที่ดินที่ควรจะเป็น และลด/เลิกภาษีจากการลงแรงลงทุน ชดเชยกัน ทุกปี ๆ จนกว่าจะได้ภาษีเท่ากับค่าเช่าที่ดินด้วยนะครับ ขอบพระคุณครับ

    จากเว็บเศรษฐศาสตร์เพื่อความเป็นธรรม http://utopiathai.webs.com

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

advertisement