กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

ธุรกิจ

วันที่ 31 มกราคม 2555 10:45

เปิดพิมพ์เขียวตั้งองค์กรบริหารจัดการน้ำ'เบ็ดเสร็จ'

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

"วิษณุ" เปิดบันได 2ขั้นตั้งองค์กรบริหารจัดการน้ำ ออกพ.ร.ฎ.ตั้งองค์การมหาชนชั่วคราว ก่อนยกระดับเป็นองค์กรพิเศษ บริหารจัดการน้ำแบบเบ็ดเสร็จ

นายวิษณุ เครืองาม กรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านการจัดตั้งองค์กรและแนวทางปฏิบัติราชการแผ่นดินในกยอ. เปิดเผย"กรุงเทพธุรกิจ" ถึงแนวทางการออกกฎหมายบริหารจัดการน้ำ โดยตั้งองค์การมหาชนขึ้นมาดูแล ออกแบบให้ทำงานแบบ"ปลอดการเมือง" และตัดสินใจเด็ดขาดตามหลักวิชาการ ซึ่งมีประเด็นน่าสนใจดังนี้

เรื่องนี้มีการคิดกันหลายระดับ ในช่วงที่ผ่านมามีผู้รู้และนักคิดหลายคนเห็นว่าควรมีกระทรวงน้ำ เพื่อที่จะเอาไว้แก้ปัญหาน้ำทั้งระบบอย่างถาวรตั้งแต่ต้นปีไปจนถึงปลายปี

"ความจริงเมื่อ 10 ปีที่แล้วในช่วงการปฏิรูประบบราชการ เราเคยมีความคิดที่จะมีกระทรวงน้ำ เพื่อนำหน่วยงานที่เกี่ยวกับน้ำทั้งหมดมาอยู่รวมกัน แต่เอาเข้าจริงมันก็ทำได้ไม่เท่าไร เพราะบางกระทรวงก็อยากเอาภารกิจไว้ในในกิจการของกระทรวงตัวเอง ในเวลานั้นจึงมีความเห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นที่จะตั้งกระทรวงน้ำ เรื่องนี้จึงต้องพับไป"

ในเวลานี้เมื่อมีการเสนอให้มีการฟื้นกระทรวงน้ำขึ้นมาใหม่ ในเชิงนโยบายหากจะมีกระทรวงที่ 21 ขึ้นมาดูแลเรื่องน้ำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำแล้งน้ำท่วม หรือว่าน้ำจืดหรือน้ำเค็ม คงไม่มีอะไรขัดข้องที่จะให้มีกระทรวงนี้ขึ้นมาจัดการน้ำภาวะปกติ เหมือนกับการจัดการปัญหาของ 20 กระทรวงที่มีอยู่

แต่วันนี้ปัญหาเฉพาะหน้าคือเรากำลังพูดถึงเรื่องอุทกภัย ซึ่งเป็นวิกฤติ เวลาเกิดวิกฤติ กระทรวงน้ำก็เอาไม่อยู่ เพราะฉะนั้นจึงมีความคิดอีกแบบหนึ่งว่า นอกเหนือไปจากกระทรวงน้ำแล้ว จะต้องคิดถึงองค์กรขึ้นมาเพื่อรับมือกับภัยธรรมชาติต่างๆและการบริหารจัดการน้ำรวมทั้งระบบ รวมไปถึงการแก้ปัญหาข้อขัดข้องทางกฎหมายที่มีอยู่จำนวนมาก เพราะวันนี้ใครจะทำฟลัดเวย์ ก็จะต้องไปทำประชาพิจารณ์ รับฟังความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 ซึ่งแค่นี้ก็ติดแล้ว

นอกจากนี้หากเราคิดว่าจะลงทุนแก้ปัญหาน้ำอย่างเป็นระบบ แต่ไม่มีเงิน แล้วจะไปร่วมทุนกับเอกชน โดยรัฐให้ที่ดินแก่เอกชน แล้วเอกชนออกเงินก่อสร้าง ก็จะติดพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535  หรือ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ เพราะโครงการใดที่มีวงเงินลงทุนเกิน 1 พันล้าน จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆที่กำหนดไว้ในพ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ถึงตรงนี้ 1 ปีคงไม่มีทางจะสร้างอะไรได้ หรือแม้แต่รัฐบาลจะก่อสร้างฟลัดเวย์ 60-70 กิโลเมตร แต่เมื่อผ่านท้องถิ่นไหนก็จะมีปัญหาเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม และอำนาจขององค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) องค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) หรือเทศบาลเหล่านั้นทำให้ติดปัญหาของท้องถิ่นอีก รวมไปถึงการขุดลอกคูคลองก็จะมีปัญหาอีก

ดังนั้นจึงคิดว่าอาจจะต้องมีองค์กรหนึ่งขึ้นมาเพื่อเป็นองค์กรพิเศษ ซึ่งเท่าที่ได้มีการหารือกันมีความเห็นว่า การจัดตั้งองคต์กรในระยะแรกสามารถจัดตั้งได้เร็ว ด้วยการออกเป็นพระราชกฤษฎีกา เพื่อจัดตั้งองค์การมหาชนขึ้นมาอีกองค์การหนึ่ง เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานกับกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ เพื่อจัดการกับวิกฤติการณ์ โดยเฉพาะวิกฤติน้ำ ถ้าทำได้แค่นี้มันก็จะมีอำนาจรัฐขึ้นมาในการประสานกับอบจ. อบต.เทศบาล หรือกรุงเทพมหานครฯ(กทม.) ปัญหาการเปิดปิดประตูน้ำมันอาจจะเบาลง หรือหมดไปได้

แต่ความที่เป็นองค์การมหาชน ก็สามารถจัดการปัญหาได้เพียงระดับหนึ่ง คงจะแก้ไขปัญหาทั้งหมดไม่ได้ เพราะจะไปเวณคืนที่ดินเพื่อ มาทำฟลัดเวย์ คงทำไม่ได้ หรือจะไปลบล้างอำนาจตามพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ต่างๆก็ไม่ได้ จึงต้องคิดไปถึงอีกระยะหนึ่ง ระยะที่ 2 ที่จะต้องออกพ.ร.บ.ให้มีอำนาจเท่ากับพ.ร.บ.ที่มีอยู่ทั้งหลาย ที่ให้อำนาจในการขุดลอกคูคลอง เอาอำนาจของท้องถิ่นมาใช้ในเวลาเกิดวิกฤติ

อย่างไรก็ตามคำว่า"วิกฤติ" ไม่ใช่บอกว่าเป็นก็เป็น แต่เหมือนกับการประกาศภาวะฉุกเฉิน ที่ปกติกระทรวงต่างๆจะมีอำนาจของตัวเอง แต่เมื่อประกาศภาวะฉุกเฉินหน่วยงานที่ตั้งขึ้นสามารถใช้อำนาจของกระทรวงต่างๆได้ทันที จึงคิดว่าองค์การที่บริหารจัดการเรื่องน้ำควรมีอำนาจเช่นนี้ เช่น อาจจะมีอำนาจในการเวณคืนที่ดิน อำนาจในการจัดการผังเมือง กำหนดให้สร้างหรือไม่ให้สร้างอะไรในพื้นที่นั้นๆ เพราะมันจะขวางลำน้ำ รวมทั้งอำนาจในการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างกีดขวางลำน้ำ

"ขณะที่บางเรื่องอาจไม่ถึงกับต้องลงไปจัดการเอง เพียงแต่ประสานให้หน่วยงานนั้นๆใช้อำนาจของหน่วยงานที่มีอยู่ หรือบางเรื่องที่มีปัญหาหนักขึ้น องค์กรนี้ก็อาจจะสั่งให้หน่วยงานต่างๆทำ เมื่อเห็นว่าหน่วยงานต่างๆแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ผล สั่งไปแล้วไม่ทำอะไร องค์การนี้อาจจะมีอำนาจพิเศษดึงอำนาจของหน่วยงานนั้นๆมาดำเนินการเอง เมื่อทำเสร็จเรียบร้อย ก็ส่งคืนกลับไปสู่ภาวะปกติ"

โครงสร้างองค์กรมหาชนเพื่อบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ จะเหมือนกับองค์การมหาชนธรรมดาที่มีอยู่ 20 กว่าองค์การ ที่จะมี กรรมการ ประธานกรรมการ ผู้อำนวยการ ซึ่งอำนาจไม่ได้ซับซ้อนอะไร แต่เมื่อพัฒนาไปเป็นระยะที่ 2 ซึ่งจะต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ องค์กรนี้ก็จะมีอำนาจเยอะขึ้น จึงคิดว่าต้องเป็นองค์กรที่สังกัดผ่ายบริหาร แต่เพื่อให้เกิดความเป็นอิสระมากที่สุด คนที่จะเข้ามาบริหารจัดการ จะต้องมีวิธีการสรรหาเข้ามา โดยกำหนดคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้ามเอาไว้ เพื่อไม่ให้การเมืองเข้ามาวุ่นวายเพราะต้องทำงานแบบวิชาการ และต้องตัดสินใจเด็ดขาด รวมทั้งไม่ต้องเกรงผลกระทบในทางการเมือง

โดยสรุปการจัดตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อบริหารจัดการน้ำจะมี 2 ระยะ คือระยะเฉพาะหน้า คือการจัดตั้งองค์การมหาชน ขึ้นมาเพื่อประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาฉุกเฉินเร่งด่วน เฉพาะหน้า โดยการออกเป็นพระราชกฤษฎีกา ซึ่งออกได้เร็วไม่เสียเวลามากนัก เพราะไม่ต้องเข้าสภา แต่มีอำนาจไม่เต็ม

อีกระยะหนึ่งคือออกเป็นพระราชบัญญัติ ซึ่งต้องผ่านสภา 2 สภา องค์กรนี้จะมีอำนาจเต็ม และบริหารจัดการน้ำได้อย่างเต็มที่ ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณารูปแบบของการบริหารจัดการภัยธรรมชาติของแต่ละประเทศ โดยพยายามทำให้เข้ากับสังคมไทยมากที่สุด เพราะระบบราชการของไทยไม่เหมือนกับที่อื่น เมื่อเราตั้งองค์กดรใหม่ขึ้นมาแล้วมันก็ยังอยู่ในระบบราการ

ระยะแรกก็จะเป็นองค์กรมหาชน ซึ่งไม่มีอำนาจอะไรมาก แต่ระยะที่2 เป็นองค์การที่ออกโดยพระราชบัญญัติโดยจะออกแบบให้เป็นองค์การพิเศษที่มีความเป็นอิสระ ในการบริหารจัดการวิกฤติต่างๆในระดับชาติ แต่ในระดับย่อยลงมาอาจจะมีเครือข่าย เราได้รับทราบตัวอย่างที่น่าสนใจ อย่างในไต้หวัน หรือญี่ปุ่นเขามีสมาคมที่เกี่ยวข้องกับการใช้น้ำที่จะดูแลกันเป็นแห่งๆ ที่จะสร้างให้มันเกิดขึ้น ภายใต้การกำกับดูแลขององค์การใหญ่ เรื่องนี้คงต้องพิจารณาในรายละเอียดอีกครั้ง

"ที่จริงนักการเมืองทุกยุคทุกสมัย เวลาเกิดวิกฤติสามารถแก้ปัญหาได้ทั้งนั้น แต่จะติดตรงที่ไม่สามารถทานอำนาจของการเมืองเวลาปกติได้ หรือไม่สามารถทานต่อข้อเรียกร้องของประชาชน ฝ่ายโน้นฝ่ายนี้ได้ ในช่วงที่เกิดคลื่นยักษ์สินามิ เราบริหารจัดการได้ดี เพราะพอเวลาปัญหาเกิดขึ้น เราเข้าไปจัดการทันที เพราะสึนามิยังไม่ทันเจือจางไป ส่วนเรื่องน้ำท่วมก็เหมือนกัน ถ้าจัดการตอนน้ำกำลังท่วม คนเขาก็จะยอมทั้งนั้น ท้องถิ่นก็ยอม

แต่พอเวลาน้ำผ่านไป ในช่วงที่เราเตรียมการป้องกัน ในปีหน้าหรือปีต่อไป ความรู้สึกของประชาชนก็จะเจือจางลง การต่อต้านจะมีมากขึ้น จึงต้องกลับมาดูว่าคนที่จะเข้ามาดูแลองค์กรนี้จะต้องเป็นอิสระและต้องปลอดจากการเมือง เนื่องจากเรื่องนี้ต้องใช้เงินมหาศาล ต้องดูแลโครงการต่างๆที่ไม่เกรงกลัวใคร เพราะถ้าเกรงใจกันอย่างเดียวก็จะไม่สามารถทำอะไรได้เลย"

Tags : วิษณุ เครืองาม น้ำท่วม กยอ.

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

  • ความเห็นที่ 1

    newpoliticsparty

    คิดโครงการมากมาย แท้ที่จริงน้ำท่วมใหญ่ครั้งที่ผ่านมา เกิดจากอะไรเป็นสำคัญ ต้นเหตุคืออะไร ถ้าต้นเหตุเพราะการบริหารงานเกี่ยวกับน้ำผิดพลาด ก็ต้องแก้ที่ตัวคน ว่าทำอย่างไรจะบริหารและจัดการไม่ให้ผิดซ้ำอีก

    เช่น กักเก็บน้ำมากเกินไป จนเผื่อเหลือมากเกิน พอเกิดฝนตกมากผิดวิกฤติจนตั้งหลักไม่ทัน ต้องปล่อยน้ำพรวด ๆ ๆ ๆ มันก็ต้องท่วมเป็นธรรมดา

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

AD Position a2 2

advertisement

advertisement