กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

ธุรกิจ

วันที่ 5 กันยายน 2553 01:00

ม.รังสิต ปั้นบัณฑิต ป้อนตลาดโลก

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ม.รังสิต หาพาร์ทเนอร์ ร่วมสร้างหลักสูตรนานาชาติและดับเบิลดีกรี หวังส่งออกบัณฑิตสู่ตลาดโลก

ถนนทุกสายของมหาวิทยาลัยในบ้านเรา มุ่งสู่ "นานาชาติ" เพื่อผลิตบัณฑิตเก่งภาษาและมีกระบวนการคิดแบบสากล เข้าใจวัฒนธรรม แนวคิด ไร้ปัญหาเมื่อต้องร่วมงานกับชาวต่างชาติ

เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยรังสิต ที่มีวิชั่นผลิตบัณฑิต ป้อนตลาดโลก โดย ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยรังสิต ได้วาง Road Map ให้ ม.รังสิตเป็น Excellence Competitiveness สร้างความสามารถในการแข่งขัน ในแต่ละสาขาวิชา ที่ในประเทศและตลาดโลกต้องการ 

มองอาชีพที่ตลาดต้องการจริงๆ  ไม่ตามกระแส เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ และพยาบาล 

เพราะ Goal อยู่ที่ตลาดโลก ม.รังสิต ทุกหลักสูตรจึงมุ่งตรงไปยังเป้าหมาย ทั้งหลักสูตรสองภาษา หลักสูตรสองปริญญาหรือดับเบิลดีกรี และวิทยาลัยนานาชาติ

จุดหมายแรก คือ การเปิด University International College (RIC) เปิดสอนระดับปริญญาตรี  5 หลักสูตร ประกอบด้วย  Philosophy Politics and Economics  International Business  Tourism and Hospitality Management Information and Communication  Technology ซึ่งเป็นหลักสูตร 2 ปริญญา หรือดับเบิลดีกรี ร่วมกับ Murdoch University ประเทศออสเตรเลีย Communication Arts International Relations and Development 

จากนั้นคณะอื่นๆ ของ ม.รังสิต ได้พยายามเปิดหลักสูตรนานาชาติ และมองหาพาร์ทเนอร์มหาวิทยาลัยคุณภาพจากต่างประเทศ จับมือสร้างหลักสูตรดับเบิลดีกรี

เช่น หลักสูตรพยาบาล ซึ่ง ม.รังสิต ได้ร่วมกับ Malardalen University ประเทศสวีเดน เรียนประเทศละ 2 ปี จนมาทำงานได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเปิดเรียนรุ่นแรกในปี 2553 

คณะมนุษยศาสตร์-สังคมศาสตร์ ที่ร่วมกับมหาวิทยาลัย Stenden ประเทศเนเธอร์แลนด์ เปิดสอนดับเบิลดีกรี สาขา International Hospitality Management และเปิด Chinese Business School สอนหลักสูตรภาษาจีน สาขา Business Administration 

หลักสูตรปริญญาโท คณะบริหารธุรกิจ ได้เปิดสอนหลักสูตรนานาชาติ สาขา Innovation and Entrepreneurship 

มหาวิทยาลัยพาร์ทเนอร์ ที่ ม.รังสิต จับมืออยู่นั้นมีทั้งในเอเชีย เช่น Beijing Language and Culture University China  Dong-eui University Korea Toyo College of Food Technology Japan และ Vinayaka Missions University India  

ในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เช่น Murdoch University Australia และ International Pacific College New Zealand 

ในยุโรป เช่น Stenden University the Netherlands Erasmus Hogeschool Brussels Belgium  Essca Ecole Superieure des Sciences Commerciales d’ Angers France  Birmingham College of Food Tourism and Creative Studies UK ,Malardalen University Sweden

และในอเมริกา Lorrain Community College USA Maryland University Maryland USA และ California State University Fullerton USA

ดร.ณกมล จันทร์สม หัวหน้าหลักสูตรการจัดการมหาบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมและการเป็นผู้ประกอบการ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต บอกว่า ขณะนี้ ระบบการบริหารของบัณฑิตวิทยาลัย จะทำหน้าที่เพียงกำกับดูแลในส่วนกลาง  ส่วนหลักสูตรนานาชาติ หลักสูตรสองภาษาและดับเบิลดีกรี จะสังกัดคณะและวิทยาลัยนานาชาติ 

เพราะแต่ละคณะมีความเชี่ยวชาญในการจัดหลักสูตรต่างกัน แต่ในด้านทรัพยากร จะใช้ร่วมกัน เช่น อาจารย์ผู้สอนชาวต่างชาติ

ที่ผ่านมา ทุกคณะพยายามมองหาโอกาสให้ตนเอง ในการพัฒนาหลักสูตรตามแนวทางของอธิการบดี ที่ต้องการผลิตบัณฑิตคุณภาพป้อนตลาดโลก 

"ในส่วนของหลักสูตรปริญญาโทคณะบริหารธุรกิจ หลักสูตรนานาชาติ ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาเราค่อนข้างเงียบ เพราะเราเกิดมาจากการเรียนการสอนด้วยภาษาไทย แต่เชื่อว่าในปีการศึกษา 2554 จะมีจุดขายมากขึ้น เพราะเราได้ทำหลักสูตรนานาชาติ สาขาวิชานวัตกรรมและการเป็นผู้ประกอบการ (Innovation and Entrepreneurship : M.M.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยมาลาร์ดาเล่น ประเทศสวีเดน"

ก่อนหน้านี้ หากนักศึกษาต่างชาติ ต้องการไปเรียนที่ประเทศสวีเดน สหประชาชาติ (อียู) จะสนับสนุนค่าเล่าเรียน ทำให้เด็กต่างชาติได้เรียนฟรี แต่หลังจากเดือนสิงหาคม 2554 อียูจะยกเลิกการสนับสนุน เด็กที่ไปเรียนจึงต้องจ่ายค่าเล่าเรียนเองประมาณ 3.5-4 แสนบาทตลอดหลักสูตร แต่หากเรียนกับ ม.รังสิต จะยังคงได้รับสิทธิเรียนฟรีที่สวีเด่น 

และนี่คือ จุดขายสำคัญของคณะบริหารธุรกิจ ในปี 2554 

ตลอดหลักสูตรจะใช้เวลาเรียน 3 เทอม ค่าใช้จ่ายเทอมละ 9 หมื่นบาท รวมทั้งหมด 2.7 แสนบาท ตลอดหลักสูตร

ด้าน ดร.พงษ์พัฒน์  รักอารมณ์ คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรังสิตก็เชื่อว่าการเปิดหลักสูตรนานาชาติ จะช่วยสร้างจุดขายให้กับมหาวิทยาลัย และในแง่ของการบริการสังคม บัณฑิตมากฝีมือ และเก่งภาษาเหล่านี้จะสร้างชื่อเสียงให้มหาวิทยาลัยและประเทศ 

"เราจะได้เห็นหลักสูตร 2 ภาษาเพิ่มมากขึ้น เรียกว่าอาจเพิ่มขึ้น 80% เลยทีเดียว แต่ต้องทำความเข้าใจว่าหลักสูตรภาษาอังกฤษและหลักสูตรอินเตอร์นั้นต่างกัน หลักสูตรภาษาอังกฤษ คือ การเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ แต่หากเป็นหลักสูตรอินเตอร์ นอกจากสอนเป็นภาษาอังกฤษแล้ว หลักสูตรยังสอนให้มองการบริหารในระดับนานาชาติ ไม่ใช่มองเฉพาะในประเทศเท่านั้น"

ซึ่งในหลักสูตรปริญญาโท สอนด้วยภาษาอังกฤษของ ม.รังสิต ประกอบด้วย หลักสูตรศิลปะศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการทูตและการต่างประเทศ และหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาระบบสองภาษา 

"ในอดีตเมื่อพูดถึงหลักสูตรภาษาอังกฤษหรือนานาชาติ คนทั่วไปอาจนึกถึงมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) แต่ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้เปิดหลักสูตรนานาชาติและวิทยาลัยนานาชาติเพิ่มมากขึ้น โดยนำอาจารย์ต่างชาติมาสอน รวมถึงจับมือกับพาร์ทเนอร์ที่เป็นมหาวิทยาลัยชื่อดังในต่างประเทศ ร่วมสร้างหลักสูตรดับเบิลดีกรี เพื่อสร้างจุดขายให้กับมหาวิทยาลัย ทำให้ผู้เรียนปัจจุบันมีทางเลือกมากขึ้น" 

ขณะที่การแข่งขันรุนแรงขึ้น...ม.รังสิต เชื่อว่าในอนาคตภาพลักษณ์ "อินเตอร์ฯ" จะฝังหัวพ่อแม่และเด็กรุ่นใหม่ ผลักดันให้ ม.รังสิตเป็น Priority แรกๆ หากต้องการเรียนหลักสูตรนานาชาติ

 

 

 

Tags : MBA รังสิต

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

  • ความเห็นที่ 1

    Cancer Foods

    อาหาร Fast Food จากต่างประเทศอันตราย บริโภคแล้วเป็นมะเร็ง
    Fast Food จากต่างประเทศ มีไขมันทรานส์ (Trans Fat) เป็นจำนวนมาก
    ไขมันทรานส์ จะเพิ่มระดับโคเลสเตอรอลชนิดเลว และ ลดระดับของโคเลสเตอรอลชนิดดีให้ลดลง
    ไขมันทรานส์ เป็น ไขมันที่ทำให้ ผนังเส้นเลือดจะสะบักสะบอม เต็มไปด้วยคราบไขอุดตัน
    Big Mac แฮมเบอเกอร์ มีไขมันทรานส์ 1.5 กรัม
    เฟรนช์ฟราย (french fries) ขนาดใหญ่ 170 กรัม มีไขมันทรานส์ 8 กรัม
    ไขมันทรานส์ มีใน "อาหารสำเร็จรูป จากต่างประเทศ" และ "Fast Food จากต่างประเทศ"
    Fast Food จากต่างประเทศ บริโภคแล้วเป็นมะเร็ง

    (1.) แฮมเบอร์เกอร์ จัดเป็นอาหารประเภทที่ “มีความเสี่ยงสูง” เพราะเวลาที่สูญเสียไปในระหว่างรอกระบวนการนำ “เนื้อ” มาใช้ปรุงทำให้มี “แบคทีเรีย” เกิดขึ้นได้สูง ทำให้จำเป็นต้องมีการใช้ “สารเคมีสีแดง” มาช่วยกำจัดเนื้อที่กำลังจะเน่าเสีย ทำให้เนื้อแดงเปลี่ยนเป็นเขียว นอกจากนี้แฮมเบอร์เกอร์ทั้งหมดจะใส่ “สารปรุงรส”(MSG=Monosodium Glutamate) ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ โดย “MSG” เป็นสารเคมีที่ห้องปฏิบัติการทดลองใช้ช่วยทำให้สัตว์อ้วนขึ้น และท้ายที่สุดก็ทำให้ผู้บริโภคอ้วนขึ้นด้วย
    มีสารอะคริลิไมด์ (Acrylimides) ซึ่งเป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาท

    (2.) ฮอทด็อก

    เป็นอีก “เมนูอันตราย” เพราะมีกระบวนการผลิตคล้ายแฮมเบอร์เกอร์ และ “ฮอทด็อก” ทั้ง หมดยังใส่ “สารไนไตรท์” เพื่อช่วยทำให้เนื้อยึดตัวและช่วยเติมไส้กรอกให้เต็ม โดย “สารไนไตรท์” เป็นสารที่ทำให้เกิด “โรคมะเร็ง” ในกระเพาะอาหาร มะเร็งในเม็ดเลือด เนื้องอกในสมองและมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ “ถุงหลอด” ที่ใช้บรรจุฮอทด็อก ก็ทำจาก “คอลลาเจนสังเคราะห์” ที่เป็นสารก่อให้เกิด “โรคมะเร็ง” ได้สูง มีไขมันที่เป็นสารประกอบไม่เปิดเผยอยู่ประมาณ 40% เมื่อนำ ไปปิ้งย่าง มันจะทำให้มี “สารพิษร้ายแรง” ที่เรียกว่า “อะคริลิไมด์” (Acrylimides) ออกมา ซึ่งรู้จักกันดีว่าเป็นสารก่อมะเร็ง และ “ทำลายประสาท” นอกจากนี้
    ไส้กรอก และ หมูแฮม ยังทำให้คนที่บริโภค เข้าไป เกิดโรคอ้วนด้วย

    (3.) เฟร้นช์ฟราย- มันฝรั่งทอด เป็นอาหารที่มี “ความเป็นพิษสูง” โดยการทอด “เฟร้นช์ฟราย” ใช้อุณหภูมิสูงทำให้มี “สารอะคริลิไมด์” ซึ่งเป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาท
    ออกมา นอกจากนี้ “น้ำมัน” ที่ใช้ในการทอดมันฝรั่งแต่ละครั้งจะเกิดการ “ออกซิไดซ์” ในมันฝรั่งยังมี “ดรรชนีกลีซิมิค”(Glycemic) อยู่สูงมาก…..นั่นหมายถึงมันเปลี่ยนให้กลายเป็นน้ำตาลภายในร่างกายได้เร็ว มาก

    (4.) พิซซ่า
    “พิซซ่า” ประกอบด้วยอาหารที่มาจากการ “ตัดแต่งพันธุกรรม” 5 ชนิด คือ…..1.”เนยแท้”(cheese) เพียง 10% เท่านั้น ซึ่งไม่ควรเรียกว่าเนยแท้ได้เลย…..2.”แป้ง” ที่ผ่านการปรุงแต่งให้ขาวที่ได้ทำการฟอกสี ทำให้วิตามินและเกลือแร่ออกไปแล้ว แต่ได้ทำการเติมเกลือแร่สังเคราะห์ตามจำนวนโม เลกุลที่เคยมีอยู่เข้าไปใหม่…..3.”ซอสมะเขือเทศ” ทำด้วยสารคล้ายมะเขือเทศที่สร้าง “ยาฆ่าแมลง” ของมันขึ้นมาได้เองในร่างกายของท่าน…..4.”แป้งสาลี” ชนิดที่มีการตัดแต่งทางพันธุกรรม…..5. มี “น้ำมันฝ้าย” ประกอบอยู่ โดยฝ้ายไม่ได้จัดเป็นพืชพวกอาหาร มันผ่านการสเปรย์ด้วยยาฆ่าแมลงที่ชาวไร่ใช้ในฝ้ายเมล็ดจะเป็นตัวดูดเอาสาร พิษต่างๆเอาไว้ได้มากที่สุด ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงสาธารณะสุข ต่างไม่ให้ความร่วมมือซึ่งกันและกันที่จะรับรองว่ามันปลอดภัยต่อการบริโภค ได้หรือไม่ มันไม่ได้ช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น แต่มันเป็น “น้ำมันไฮโดรจีเนต” และมีอันตรายต่อสุขภาพอย่างยิ่ง

    นอกจากนี้ “ผิวหน้าแป้งพิซซ่า” ที่อบปิ้งในอุณหภูมิสูง อาจมี “สารอะคริลิไมด์” เกิดขึ้นด้วย ขณะที่การเพิ่มหน้าพิซซ่า “เพ็พเปอโรนิ” หรือเพิ่มหน้าไส้กรอกทำให้มีความเสี่ยงสูงจาก “ไนไตรท์” สารกันบูดและสารเคมีอื่นๆ รวมทั้งไขมันอิ่มตัวที่มีการเติมเข้าไปจากโรงงาน

    (5.) ชิ้นไก่ทอด-เนื้อนุ่มไร้กระดูก
    เป็นเมนู ที่ทำมาจากชิ้นส่วนของไก่ที่ไม่ใช้แล้ว การรับประทานต่อครั้งโดยทั่วไปจะให้พลัง งาน 340 แคลอรี่ 50% เป็นไขมัน มีแป้งขนมปังผสมอยู่มาก จึงมีคาร์โบไฮเดรตอยู่สูง มีการเติมสารปรุงรส “MSG” ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ นอกจากนี้ “นัคเก็ตชิคเก้น” บางอันจะมี “สารอะลูมิเนียม” ซึ่งเป็นอันตรายต่อสมองและเป็นอันตรายต่อการเมตะโบลิสซึมของร่างกายด้วย

    (6.) โดนัท
    โดยเฉลี่ยแล้วจะให้พลังงานประมาณ 300 แคลอรี่ ในโดนัท 1 ชิ้นมีแป้งคาร์โบไฮเดรตอยู่มากกว่า 50% ของที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีเกลือโซเดียมอยู่สูงมาก ทำให้ร่างกายขาดน้ำได้ นอกจากนี้โดนัทยังทอดในน้ำมันที่มีอุณหภูมิสูง ซึ่งน้ำมันประเภทนี้จะทำให้มีกลิ่นหืนและมีสารอนุ มูลอิสระเกิดขึ้น ทำให้เกิดสารพิษและทำให้ร่างกายเมตะโบลิสซึมช้าลง เป็นการคุกคามต่อสุขภาพที่ดี และยังเป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น

    (7.) ไอศกรีม
    มีไขมันอยู่สูงมากเกินกว่า 50% ของไขมันที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีคาร์โบไฮเดรตอยู่มากเกือบ 40% ของคาร์โบไฮเดรตที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีน้ำตาลอยู่มากทำให้มีความกระหายน้ำตาลมากยิ่งขึ้น เป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น เต็มไปด้วยไขมันไฮโดรจีเน็ตและไขมันที่แปรเปลี่ยน(Transfat) ไปจากธรรมชาติและยังช่วยเพิ่มพูนโคเลสเตอรอล ทำให้เส้นเลือดแดงใหญ่อุดตัน ทำให้มีสารอนุมูลอิสระในร่างกายเพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคมะเร็ง

    (8.) น้ำอัดลม
    สารตัวสำคัญที่มีอยู่ใน “น้ำอัดลม” คือ “กรดกำมะถัน”(Phosphoric acid) ซึ่งมีความเป็นกรดสูงมากพอที่จะละลายตะปูได้ภายใน 4 วัน กรดที่สะสมอยู่ในร่างกายทำให้ยากที่จะทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้ และ “น้ำโซดา” ที่เป็นส่วนประกอบอีกตัวของน้ำอัดลมจะเป็นตัวชะล้างแคลเซียมออกจากกระดูก จนทำให้เกิด “โรคกระดูกพรุน”
    นอกจากนี้ในน้ำอัดลม 1 กระป๋อง จะมี “น้ำตาลที่ไม่ให้พลังงาน” อยู่ 12 ช้อนชา ในน้ำอัดลมที่ช่วยลดน้ำหนักตัว หรือ Diet soda ที่ใช้ “น้ำตาลเทียมสังเคราะห์”(Artificial sweetener) เพิ่มความหวาน จะทำให้ร่างกายกระหายน้ำตาลมากยิ่งขึ้น เพราะน้ำตาลสังเคราะห์เหล่านี้มีความหวานมากกว่าน้ำตาลธรรมดามาก ขณะที่ “สี” ที่ใช้เติมในน้ำอัดลม ยังเป็น “สารก่อมะเร็ง” ด้วย

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

advertisement