กรุงเทพธุรกิจ

ธุรกิจ

วันที่ 4 สิงหาคม 2553 17:45

'วรรณรัตน์'ชี้ยังไม่พิจารณาลดภาษีน้ำมันช่วงนี้

นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

รมว.พลังงาน ระบุยังไม่ต้องออกมาตรการภาษีลดผลกระทบราคาน้ำมันที่สูงขึ้นในช่วงนี้ เว้นแต่ราคาน้ำมันจะเพิ่มสูงขึ้นและส่งผลกระทบต่อประชาชน

นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการเปิดศูนย์สร้างศูนย์สุขภาพและการเรียนรู้ให้ชุมชน ไทยออยล์ เนื่องในโอกาสเข้าสู่ปีที่ 50 ว่า การที่โรงงานรวมทั้งโรงกลั่นน้ำมันและธุรกิจต่าง ๆ จะอยู่ร่วมกับสังคมและชุมชน จะต้องคำนึงถึงการผลิตที่ได้มาตรฐานและการให้ความสำคัญต่อชุมชน ซึ่งการที่ไทยออยล์เปิดศูนย์เรียนรู้ในวันนี้ ถือเป็นตัวอย่างของโครงการอื่น ๆ ที่จะสามารถนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

รมว.พลังงาน กล่าวถึงราคาน้ำมันดิบสหรัฐที่ล่าสุดขยับตัวขึ้นมากกว่า 82.10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ว่า ราคาน้ำมันเฉลี่ยของปีนี้จะยังทรงตัวในระดับ 80 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปยังไม่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน ซึ่งจะไม่กระทบต่อราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศมากนัก จึงไม่จำเป็นต้องออกมาตรการด้านราคาในช่วงนี้เพิ่มเติม ยกเว้นว่าราคาน้ำมันจะเพิ่มขึ้นสูงมากจนสร้างผลกระทบต่อประชาชน กระทรวงพลังงานก็จะเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงมา

แต่สำหรับข้อเสนอของนายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ที่ต้องการให้ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลลง 2 บาท ด้วยการให้กลุ่ม ปตท.เป็นผู้จัดซื้อน้ำมันดิบมาจำหน่ายแก่โรงกลั่นต่าง ๆ โดยเฉพาะการซื้อระบบรัฐต่อรัฐ เรื่องนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานไม่ต้องการแสดงความคิดเห็น แต่สำหรับแนวคิดการจัดซื้อน้ำมันแบบจีทูจี มองว่าเป็นเรื่องที่ดำเนินการอยู่แล้วเพื่อสร้างความมั่นใจด้านพลังงานและบริหารความเสี่ยง

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กระทรวงพลังงานได้พยายามสร้างทางเลือกให้ประชาชนโดยมันการใช้พลังงานทดแทน เช่น แก๊สโซฮอล์ E85 ที่รถยนต์และมอเตอร์ไซค์เก่า สามารถติดตั้งอุปกรณ์คอนเวอร์ชั่น คิท เพื่อให้เครื่องยนต์สามารถใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ได้ โดยไม่ต้องซื้อรถใหม่

ทั้งนี้ พบว่ามีผู้ติดตั้งระบบดังกล่าวแล้วไม่พบปัญหาทางเครื่องยนต์ แต่ทางกระทรวงก็จะศึกษาทางวิชาการเพื่อให้เกิดความมั่นใจสูงสุด โดยจะประกาศใช้ได้ในเร็ว ๆ นี้ นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานยืนยันจะเดินหน้าปรับเปลี่ยนน้ำมันดีเซล บี3 ให้เป็นดีเซลบี 5 ทั้งหมดในวันที่ 1 มกราคมปีหน้า

ด้านนายสุรงค์ บูลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยออยล์ กล่าวถึงข้อเสนอของ รมช.คลัง ที่จะให้กลุ่ม ปตท.เป็นผู้จัดซื้อน้ำมันดิบมาจำหน่ายแก่โรงกลั่นต่าง ๆ โดยเฉพาะการซื้อระบบรัฐต่อรัฐ เพื่อทำให้ราคาน้ำมันถูกลง 1-2 บาทต่อลิตร ว่า เรื่องนี้คงเป็นไปได้ยาก เพราะระบบการค้าน้ำมันเป็นระบบเสรีราคาปรับขึ้นลงตามตลาดโลก และข้อเท็จจริงในขณะนี้ กลุ่ม ปตท.ได้มีการจัดซื้อน้ำมันระบบจีทูจี ประมาณร้อยละ 40 ของความต้องการใช้ของประเทศอยู่แล้ว และการบริหารจัดการจะต้องดูระบบตลาดว่าจะซื้อราคาทั้งตลาดจร ตลาดจีทูจี และตลาดสัญญาระยะยาวว่าจะทำอย่างไรให้ราคามาถึงมือประชาชนต่ำที่สุด เพราะหากไปทำสัญญาจีทูจี ในช่วงราคาน้ำมันแพง และเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลง ก็จะกลับมาเป็นภาระให้ประชาชน

นอกจากนี้ ยังมองถึงราคาน้ำมันในตลาดโลกช่วงครึ่งปีหลังว่ามีโอกาสปรับขึ้น เพราะจะเป็นช่วงใกล้ฤดูหนาวที่จะมีความต้องการใช้น้ำมันเพื่อความอบอุ่นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้องดูถึงประเด็นภาวะเศรษฐกิจโลกว่าจะยังมีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด แต่ในส่วนของค่าการกลั่นของไทยออยล์นั้น คาดว่าจะไม่เกิดปัญหาการขาดทุนสตอกเหมือนไตรมาส 2 อีก

โดยไทยออยล์จะพยายามดูแลค่าการกลั่นรวมให้อยู่ที่ระดับประมาณ 5.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยจะใช้วิธีการลดต้นทุนและปรับกระบวนการผลิตให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีราคาสูง

นอกจากนี้ ยังมองถึงการหาโอกาสทางธุรกิจโดยกลุ่ม ปตท. อยู่ระหว่างการศึกษาจะร่วมกันจัดตั้งเรือบรรทุกน้ำมันขนาด 2 ล้านบาร์เรล มูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์ญสหรัฐ เพื่อช่วยลดต้นทุน ในขณะที่ไทยออยล์กำลังศึกษาโครงการขยายกำลังการผลิตพาราไซลีนอีก 1 ตันต่อปี จากกำลังการผลิตปัจจุบันที่ 3.9 แสนตันต่อปี คาดจะใช้เงินลงทุนประมาณ 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

Tags : นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล พลังงาน

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

  • ความเห็นที่ 1

    Cancer Foods

    อาหาร Fast Food จากต่างประเทศอันตราย บริโภคแล้วเป็นมะเร็ง

    (1.) แฮมเบอร์เกอร์ จัดเป็นอาหารประเภทที่ "มีความเสี่ยงสูง" เพราะเวลาที่สูญเสียไปในระหว่างรอกระบวนการนำ "เนื้อ" มาใช้ปรุงทำให้มี "แบคทีเรีย" เกิดขึ้นได้สูง ทำให้จำเป็นต้องมีการใช้ "สารเคมีสีแดง" มาช่วยกำจัดเนื้อที่กำลังจะเน่าเสีย ทำให้เนื้อแดงเปลี่ยนเป็นเขียว นอกจากนี้แฮมเบอร์เกอร์ทั้งหมดจะใส่ "สารปรุงรส"(MSG=Monosodium Glutamate) ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ โดย "MSG" เป็นสารเคมีที่ห้องปฏิบัติการทดลองใช้ช่วยทำให้สัตว์อ้วนขึ้น และท้ายที่สุดก็ทำให้ผู้บริโภคอ้วนขึ้นด้วย
    มีสารอะคริลิไมด์ (Acrylimides) ซึ่งเป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาท

    (2.) ฮอทด็อก

    เป็นอีก "เมนูอันตราย" เพราะมีกระบวนการผลิตคล้ายแฮมเบอร์เกอร์ และ "ฮอทด็อก" ทั้ง หมดยังใส่ "สารไนไตรท์" เพื่อช่วยทำให้เนื้อยึดตัวและช่วยเติมไส้กรอกให้เต็ม โดย "สารไนไตรท์" เป็นสารที่ทำให้เกิด "โรคมะเร็ง" ในกระเพาะอาหาร มะเร็งในเม็ดเลือด เนื้องอกในสมองและมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ "ถุงหลอด" ที่ใช้บรรจุฮอทด็อก ก็ทำจาก "คอลลาเจนสังเคราะห์" ที่เป็นสารก่อให้เกิด "โรคมะเร็ง" ได้สูง มีไขมันที่เป็นสารประกอบไม่เปิดเผยอยู่ประมาณ 40% เมื่อนำ ไปปิ้งย่าง มันจะทำให้มี "สารพิษร้ายแรง" ที่เรียกว่า "อะคริลิไมด์" (Acrylimides) ออกมา ซึ่งรู้จักกันดีว่าเป็นสารก่อมะเร็ง และ "ทำลายประสาท" นอกจากนี้
    ไส้กรอก และ หมูแฮม ยังทำให้คนที่บริโภค เข้าไป เกิดโรคอ้วน อีกด้วย

    (3.) เฟร้นช์ฟราย- มันฝรั่งทอด เป็นอาหารที่มี "ความเป็นพิษสูง" โดยการทอด "เฟร้นช์ฟราย" ใช้อุณหภูมิสูงทำให้มี "สารอะคริลิไมด์" ซึ่งเป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาท
    ออกมา นอกจากนี้ "น้ำมัน" ที่ใช้ในการทอดมันฝรั่งแต่ละครั้งจะเกิดการ "ออกซิไดซ์" ในมันฝรั่งยังมี "ดรรชนีกลีซิมิค"(Glycemic) อยู่สูงมาก.....นั่นหมายถึงมันเปลี่ยนให้กลายเป็นน้ำตาลภายในร่างกายได้เร็ว มาก

    (4.) พิซซ่า
    "พิซซ่า" ประกอบด้วยอาหารที่มาจากการ "ตัดแต่งพันธุกรรม" 5 ชนิด คือ.....1."เนยแท้"(cheese) เพียง 10% เท่านั้น ซึ่งไม่ควรเรียกว่าเนยแท้ได้เลย.....2."แป้ง" ที่ผ่านการปรุงแต่งให้ขาวที่ได้ทำการฟอกสี ทำให้วิตามินและเกลือแร่ออกไปแล้ว แต่ได้ทำการเติมเกลือแร่สังเคราะห์ตามจำนวนโม เลกุลที่เคยมีอยู่เข้าไปใหม่.....3."ซอสมะเขือเทศ" ทำด้วยสารคล้ายมะเขือเทศที่สร้าง "ยาฆ่าแมลง" ของมันขึ้นมาได้เองในร่างกายของท่าน.....4."แป้งสาลี" ชนิดที่มีการตัดแต่งทางพันธุกรรม.....5. มี "น้ำมันฝ้าย" ประกอบอยู่ โดยฝ้ายไม่ได้จัดเป็นพืชพวกอาหาร มันผ่านการสเปรย์ด้วยยาฆ่าแมลงที่ชาวไร่ใช้ในฝ้ายเมล็ดจะเป็นตัวดูดเอาสาร พิษต่างๆเอาไว้ได้มากที่สุด ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงสาธารณะสุข ต่างไม่ให้ความร่วมมือซึ่งกันและกันที่จะรับรองว่ามันปลอดภัยต่อการบริโภค ได้หรือไม่ มันไม่ได้ช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น แต่มันเป็น "น้ำมันไฮโดรจีเนต" และมีอันตรายต่อสุขภาพอย่างยิ่ง

    นอกจากนี้ "ผิวหน้าแป้งพิซซ่า" ที่อบปิ้งในอุณหภูมิสูง อาจมี "สารอะคริลิไมด์" เกิดขึ้นด้วย ขณะที่การเพิ่มหน้าพิซซ่า "เพ็พเปอโรนิ" หรือเพิ่มหน้าไส้กรอกทำให้มีความเสี่ยงสูงจาก "ไนไตรท์" สารกันบูดและสารเคมีอื่นๆ รวมทั้งไขมันอิ่มตัวที่มีการเติมเข้าไปจากโรงงาน


    (5.) ชิ้นไก่ทอด-เนื้อนุ่มไร้กระดูก
    เป็นเมนู ที่ทำมาจากชิ้นส่วนของไก่ที่ไม่ใช้แล้ว การรับประทานต่อครั้งโดยทั่วไปจะให้พลัง งาน 340 แคลอรี่ 50% เป็นไขมัน มีแป้งขนมปังผสมอยู่มาก จึงมีคาร์โบไฮเดรตอยู่สูง มีการเติมสารปรุงรส "MSG" ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ นอกจากนี้ "นัคเก็ตชิคเก้น" บางอันจะมี "สารอะลูมิเนียม" ซึ่งเป็นอันตรายต่อสมองและเป็นอันตรายต่อการเมตะโบลิสซึมของร่างกายด้วย


    (6.) โดนัท
    โดยเฉลี่ยแล้วจะให้พลังงานประมาณ 300 แคลอรี่ ในโดนัท 1 ชิ้นมีแป้งคาร์โบไฮเดรตอยู่มากกว่า 50% ของที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีเกลือโซเดียมอยู่สูงมาก ทำให้ร่างกายขาดน้ำได้ นอกจากนี้โดนัทยังทอดในน้ำมันที่มีอุณหภูมิสูง ซึ่งน้ำมันประเภทนี้จะทำให้มีกลิ่นหืนและมีสารอนุ มูลอิสระเกิดขึ้น ทำให้เกิดสารพิษและทำให้ร่างกายเมตะโบลิสซึมช้าลง เป็นการคุกคามต่อสุขภาพที่ดี และยังเป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น


    (7.) ไอศกรีม
    มีไขมันอยู่สูงมากเกินกว่า 50% ของไขมันที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีคาร์โบไฮเดรตอยู่มากเกือบ 40% ของคาร์โบไฮเดรตที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีน้ำตาลอยู่มากทำให้มีความกระหายน้ำตาลมากยิ่งขึ้น เป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น เต็มไปด้วยไขมันไฮโดรจีเน็ตและไขมันที่แปรเปลี่ยน(Transfat) ไปจากธรรมชาติและยังช่วยเพิ่มพูนโคเลสเตอรอล ทำให้เส้นเลือดแดงใหญ่อุดตัน ทำให้มีสารอนุมูลอิสระในร่างกายเพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคมะเร็ง


    (8.) น้ำอัดลม
    สารตัวสำคัญที่มีอยู่ใน "น้ำอัดลม" คือ "กรดกำมะถัน"(Phosphoric acid) ซึ่งมีความเป็นกรดสูงมากพอที่จะละลายตะปูได้ภายใน 4 วัน กรดที่สะสมอยู่ในร่างกายทำให้ยากที่จะทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้ และ "น้ำโซดา" ที่เป็นส่วนประกอบอีกตัวของน้ำอัดลมจะเป็นตัวชะล้างแคลเซียมออกจากกระดูก จนทำให้เกิด "โรคกระดูกพรุน"
    นอกจากนี้ในน้ำอัดลม 1 กระป๋อง จะมี "น้ำตาลที่ไม่ให้พลังงาน" อยู่ 12 ช้อนชา ในน้ำอัดลมที่ช่วยลดน้ำหนักตัว หรือ Diet soda ที่ใช้ "น้ำตาลเทียมสังเคราะห์" (Artificial sweetener) เพิ่มความหวาน จะทำให้ร่างกายกระหายน้ำตาลมากยิ่งขึ้น เพราะน้ำตาลสังเคราะห์เหล่านี้มีความหวานมากกว่าน้ำตาลธรรมดามาก ขณะที่ "สี" ที่ใช้เติมในน้ำอัดลม ยังเป็น "สารก่อมะเร็ง" ด้วย

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

advertisement