"วิฑูรย์" เตรียมสรุปข้อมูลเสนอ "ชัยวุฒิ" สัปดาห์หน้า ก่อนประกาศกิจการรุนแรง คาดว่าจะมีกิจการเข้าข่าย 200 โครงการ
นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพลังงานได้สรุปข้อมูลโครงการลงทุนทั่วประเทศที่อาจอยู่ในประเภทกิจการรุนแรงของคณะกรรมการแก้ปัญหาการปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรคสอง (คณะกรรมการ 4 ฝ่าย) มีจำนวน 2,000 โครงการ ซึ่งเมื่อพิจารณาเฉพาะโครงการที่ผ่านการอนุมัติรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) หลังจากรัฐธรรมนูญบังคับใช้ เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2550 และจากการตรวจสอบขนาดโครงการ พบว่ามีโครงการที่เข้าข่ายกิจการรุนแรงประมาณ 200 โครงการ กระจายอยู่ในหลายๆ อุตสาหกรรม เช่น ปิโตรเคมี โรงไฟฟ้า
การตรวจสอบดังกล่าว ได้มอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาให้ข้อมูล ทั้งกรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และกระทรวงพลังงาน รวมทั้งขอข้อมูลจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พบว่า มีจำนวนโรงงานที่อาจเข้าข่ายกิจการรุนแรงใกล้เคียงกับที่ภาครัฐประเมิน และภาคเอกชนที่อยู่ในข่ายกิจการรุนแรง ยืนยันว่า พร้อมจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังพิจารณารายละเอียดว่าโครงการลงทุนทั้ง 200 โครงการ มีมูลค่าการลงทุนเท่าใด
โละทิ้ง8กิจการสมัย"ชาญชัย"
การพิจารณาว่าจะออกประกาศกิจการรุนแรงหรือไม่ จะพิจารณาผลกระทบเชิงมูลค่าลงทุนประกอบด้วย โดยวันที่ 2 ส.ค.นี้กระทรวงอุตสาหกรรมจะหารือกับกระทรวงพลังงานอีกครั้ง และจะเสนอข้อมูลให้ นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สัปดาห์หน้า เพื่อพิจารณาเชิงนโยบายว่ากระทรวงอุตสาหกรรมควรออกประกาศกิจการรุนแรงเองหรือไม่
"หากนายชัยวุฒิ เห็นว่าควรจะออกประกาศกิจการรุนแรงเอง อาจต้องยกเลิกประกาศกระทรวงเรื่องโครงการ หรือกิจกรรมด้านอุตสาหกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ 8 กิจการ ที่เคยประกาศไปเมื่อเดือนก.ย. 2552 สมัยนายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ประกาศดังกล่าวไม่ค่อยได้รับการยอมรับ ส่วนการออกประกาศฉบับใหม่จะยึดแนวทางที่คณะกรรมการ 4 ฝ่าย ศึกษาไว้ เชื่อจะได้รับการยอมรับมากขึ้น" นายวิฑูรย์ กล่าว
นายวิฑูรย์ กล่าวอีกว่า หากกระทรวงอุตสาหกรรมออกประกาศกิจการรุนแรงออกมา เชื่อว่าจะสร้างความเชื่อมั่นแก่นักธุรกิจได้ ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาการลงทุนในมาบตาพุด ยังไม่ชัดเจน ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของนักธุรกิจลดลง หากมีประกาศประเภทกิจการรุนแรงออกมาจะทำให้ผู้ประกอบการมีแนวทางว่า จะต้องดำเนินการอย่างไร เพื่อให้โครงการที่ถูกชะลอ สามารถเดินหน้าต่อได้
ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มดีขึ้นและการส่งออกขยายตัวได้ดี ทำให้บรรยากาศการลงทุนดีเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน และหากความชัดเจนการแก้ปัญหามาบตาพุดออกมาจะยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นการลงทุนดีขึ้น
ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องโครงการหรือกิจกรรมเกี่ยวกับการอุตสาหกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพกำหนดกิจการรุนแรงลงวันที่ 8 ก.ย. 2552 กำหนด 8 กิจการ คือ 1.เหมืองใต้ดินทุกขนาด 2.เหมืองแร่ตะกั่วและแร่สังกะสีทุกขนาด
3.การถลุงแร่ด้วยสารละลายเคมีในชั้นดินทุกขนาด การผลิตเหล็กขั้นต้นกรณีตั้งโรงงานที่มีกำลังการผลิตวันละ 20,000 ตันขึ้นไป ส่วนกรณีการขยายโรงงานเป็นการเพิ่มกำลังการผลิตมากกว่า 35% ของโรงงานที่มีกำลังการผลิตตั้งแต่วันละ 20,000 ตันขึ้นไป หรือโรงงานเดิมเพิ่มกำลังการผลิตแล้วทำให้มีกำลังการผลิตรวมเกินวันละ 20,000 ตันขึ้นไป
4.อุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้นหรือขั้นกลางที่มีกำลังการผลิตวันละ 1,000 ตันขึ้นไป หรือกรณีขยายกำลังการผลิตเกินกว่า 35% ของโรงงานเดิมที่มีกำลังการผลิตวันละ 1,000 ตันขึ้นไป หรือโรงงานเดิมขยายกำลังการผลิตแล้วทำให้มีกำลังการผลิตรวมเกินวันละ 1,000 ตันขึ้นไป 5.นิคมอุตสาหกรรมทุกขนาดเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเหล็กขั้นต้นที่มีกำลังการผลิตตามข้อ 3 และรองรับปิโตรเคมีขั้นต้นหรือขั้นกลางที่มีกำลังการผลิตตามข้อ 4
6.โรงงานฝังกลบของเสียอันตรายจากกากอุตสาหกรรมหรือเตาเผาที่สร้างเพื่อกำจัดของเสียอันตรายจากอุตสาหกรรมทุกขนาด 7.โรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีกำลังการผลิต 100 เมกะวัตต์ขึ้นไป ยกเว้นใช้ก๊าซธรรมชาติหรือก๊าซธรรมชาติสังเคราะห์ 8.โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทุกขนาด
ทุ่ม100ล้านฟื้นบีโอไอแฟร์กระตุ้นลงทุน
กระทรวงอุตสาหกรรม พยายามแก้ไขปัญหาทุกอย่าง เพื่อให้ความเชื่อมั่นการลงทุนดีขึ้น รวมทั้งจัดกิจกรรมเพื่อสร้างบรรยากาศการลงทุน โดยวันที่ 9 ส.ค. 2553 จะมีการประชุมคณะกรรมการเตรียมการจัดงานบีโอไอแฟร์ เพื่อแสดงเทคโนโลยีการผลิตและนวัตกรรมอุตสาหกรรมไทย ซึ่งจะเชิญ ส.อ.ท.และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยร่วมประชุมได้เพื่อรับฟังความคิดเห็น
เบื้องต้นบีโอไอได้เตรียมงบประมาณไว้ 40 ล้านบาท แต่อาจต้องหางบเพิ่มเติมเพราะอาจใช้งบประมาณ 100 ล้านบาท โดยอาจจะจัดในช่วงเดือนส.ค.-ก.ย. 2554 เพราะต้องให้เวลาผู้ประกอบการเตรียมตัว และบริษัทต่างชาติต้องทำเรื่องขออนุญาตนำเทคโนโลยีจากบริษัทแม่มาแสดง
Tags : มาบตาพุด

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น