"พรทิวา" บุกรัสเซีย หวังเปิดตลาดการค้า-การลงทุน ชี้เป็นตลาดที่มีศักยภาพในหลายสินค้า ตลาดใหม่และตลาดดาวรุ่งที่น่าสนใจของไทย
ตราสัญลักษณ์ประเทศรัสเซีย คือ นกอินทรี สองหัว หมายความว่า หัวหนึ่งมองไปสหภาพยุโรป และอีกหัวมองไปเอเชีย สะท้อนว่า รัสเซียมีการผสมผสานสองวัฒนธรรมเข้าด้วยกันยึดโยงกับทั้งสองภูมิภาค ซึ่งไทยสามารถใช้จุดนี้เป็นสะพานเชื่อมเข้าไปทำการค้ากับรัสเซีย ที่มีความสัมพันธ์กับไทยมาอย่างยาวนาน
นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะผู้แทนการค้าของไทยเยือนรัสเซียช่วงปลายสัปดาห์ก่อน หวังเปิดตลาดการค้า-การลงทุน ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพในหลายสินค้า เป็นตลาดใหม่และตลาดดาวรุ่งที่น่าสนใจของไทย
หลายปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจรัสเซียขยายตัว ทำให้พฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนไปจากเดิม ปัจจุบันเน้นสินค้าที่มีคุณภาพดี มากกว่าความสนใจเรื่องราคา ซึ่งตรงกับระดับของสินค้าไทย
อย่างไรก็ตาม ความห่างเหินไปช่วงใหญ่ๆ จากปัญหาการเมืองในรัสเซีย ทำให้ตลาดนี้ถูกแทนที่โดยคู่แข่ง ทั้งจากจีน เวียดนาม บราซิลและสหรัฐ และด้วยความเป็นตลาดเกิดใหม่ทำให้ระเบียบการค้าค่อนข้างยุ่งเหยิง
"เราต้องรีบเข้ามาบอกว่าให้ตลาดรู้ว่าเรามีอะไรดี และพร้อมจะค้ากับรัสเซีย เรื่องกฎระเบียบที่ยังมีปัญหาต้องรีบเจรจา ก่อนที่รัสเซียจะเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก ตลาดนี้ ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากเมื่อคำนวณกับโอกาสแล้วคุ้มค่าที่จะมา”
ทั้งนี้แม้รูปแบบการค้ายังไม่เป็นสากล แต่เอกชนไทยต้องอดทนและพยายามเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อให้การเข้าถึงตลาดมีความมั่นคง และยั่งยืน เพราะนอกจากรัสเซีย แล้วยังมีประเทศซีไอเอสที่แยกตัวออกมา เช่น อุซเบกิสถาน ยูเครน ที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดีและเป็นโอกาสทางการค้าของไทย ซึ่งประเทศเหล่าใช้รัสเซียเป็นศูนย์นำเข้าและส่งออกสินค้า
นางพรทิวาใช้โอกาสเยือนรัสเซีย หารือกับ รมว.กระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจและการค้าของรัสเซีย ในการขยายความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน
รัสเซียเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบที่สำคัญ เช่น น้ำมันดิบ สินแร่ ปุ๋ย ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยจำเป็นต้องนำเข้า ขณะที่ไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร เช่น ข้าว มันสำปะหลังและอาหารแปรรูปต่างๆ ซึ่งเป็นสินค้าที่รัสเซียต้องการซื้อ ภาครัฐของทั้งสองประเทศจะร่วมกันผลักดันแก้ไขปัญหาอุปสรรคและสนับสนุนการพบปะและติดต่อกันของภาคเอกชนทั้งสองฝ่ายให้มากขึ้น
การเดินทางเยือนครั้งนี้นางพรทิวา ยังได้เจรจาหนี้ค่าข้าวที่รัสเซียค้างชำระไทยมานานในวงเงิน 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐกับกระทรวงการคลังรัสเซียด้วย โดยมีแนวโน้มที่ดี เมื่อรัสเซียได้ยินยอมเปิดให้มีการประชุมเจรจา ระหว่างคณะเจ้าหน้าที่ด้านเทคนิคของทั้งสองประเทศในวันที่ 9-11 ส.ค.นี้ ณ กรุงมอสโก เพื่อหาข้อยุติในเรื่องดังกล่าวโดยเร็ว ซึ่งมีความเป็นไปได้ในการเสนอสินค้ารัสเซียชำระหนี้ค่าข้าวแทน แต่ต้องเจรจาในรายละเอียด
ขณะที่ภาคเอกชนที่ร่วมเดินทางไปด้วยมองเห็นโอกาสการค้าในรัสเซีย โดยนางมนูญศรี โชติเทวัญ ประธานคณะบริหาร บริษัท สหฟาร์ม จำกัด กล่าวว่า บริษัทมีแผนจะบุกตลาดสินค้าไก่เนื้อในรัสเซีย เพราะประเทศนี้มีการบริโภคไก่สูง แม้รัสเซียจะมีแผนเพิ่มผลผลิตในประเทศ ลดการนำเข้า แต่การบริโภคสูงมาก โดยเป็นผู้นำเข้าไก่รายใหญ่ที่สุดของโลก ปี 2553 ประเมินว่ามีการบริโภค 2.79 ล้านตัน
ปีนี้มีการประกาศห้ามนำเข้าเนื้อไก่จากสหรัฐ ทำให้มีการเพิ่มโควตานำเข้าเนื้อไก่สดประเทศอื่น รวมทั้งไทยเพิ่มขึ้น 1.5 แสนตัน จากเดิมที่ได้รับการจัดสรรไว้เพียง 3.57 หมื่นตัน รวมเป็น 1.857 แสนตัน และรัสเซียยังเป็นตลาดนำเข้าไก่แปรรูป โดยไม่มีการกำหนดโควตา
ภายหลังที่ไทยปลอดจากไข้หวัดนก ตามหลักขององค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE) ทางการรัสเซียโดยหน่วยงาน Federal Service for Veterinary and Phytosanitary Surveillance (FSVPS) ได้แจ้งประกาศเปิดตลาดสินค้าสัตว์ปีกให้ไทย ตั้งแต่เดือน พ.ย. 2552 ที่ผ่านมา ซึ่งมีโรงงาน 21 แห่งของไทยได้รับอนุญาตส่งออกได้
อย่างไรก็ตาม ไทยยังไม่ได้ส่งออกเนื้อไก่ไปรัสเซีย เนื่องจากราคาเสนอซื้อต่ำเกินไป ซึ่งหากสามารถตกลงซื้อขายกันได้ ไทยสามารถใช้โควตาเพื่อส่งออกและสิทธิภาษีในโควตา 18.7% นอกโควตา 60% ขณะที่ประเทศอื่นๆ ต้องเสียภาษีในโควตา 25% นอกโควตา 80%
ขณะที่นายภาษิต พุ่มชูศรี ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมอสโก กล่าวว่า นอกจากสินค้าไก่แล้ว รัสเซียมีความต้องการบริโภคข้าวปีละ 7.2 แสนตัน แต่ผลิตได้ปีละ 3 แสนตัน จึงต้องการนำเข้าปีละ 4 แสนตัน ส่วนใหญ่นำเข้าจากจีนประมาณ 1.2-2.6 แสนตัน เวียดนาม 8 แสน-1.2 ล้านตัน ขณะที่ไทยนำเข้าปีละ 5 แสนตัน ที่เหลือเป็นอินเดีย ปากีสถาน และอียิปต์ ปีละ 2 แสนตัน สหรัฐ ปีละ 5 แสนตัน ทั้งนี้การนำเข้าจากไทย ส่วนใหญ่เป็นข้าวนึ่ง ประมาณ 84% ที่เหลือเป็นข้าวคุณภาพดี ส่วนข้าวคุณภาพต่ำนำเข้าจากจีนและอินเดีย
ข้าวไทยเป็นที่รู้จักของผู้นำเข้าและผู้บริโภคข้าวคุณภาพดี ที่นิยมบริโภคตามภัตตาคาร ร้านอาหาร โรงแรม ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวขึ้นตามทิศทางเศรษฐกิจของรัสเซีย
สำนักงานฯ กรุยทางไว้ให้เอกชนแล้ว เหลือเพียงเอกชนบุกเข้ามาทำตลาดด้วยตัวเอง ที่ผ่านมาหลายคนมองรัสเซีย อย่างไม่เข้าใจ และกลัวว่าทำธุรกิจยาก แต่ในความเป็นจริง พื้นฐานการทำธุรกิจกับรัสเซีย เน้นความไว้เนื้อเชื่อใจ มีความเป็นเอเชีย ซึ่งไทยน่าจะเข้าถึงได้ไม่ยาก
Tags : พรทิวา นาคาศัย

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น