สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ห่วงปัญหาการเมืองอุปสรรคการลงทุนใหม่เกิดลำบาก ชี้บรรยากาศไม่เอื้อเหตุผู้ประกอบการกังวล
นายสมบูรณ์ หอตระกูล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายบริหาร สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (สฟอ.) เปิดเผยว่า ปี 2552 ผู้ประกอบการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนกิจการเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สูงถึง 219 โครงการ มูลค่าลงทุน 1.01 แสนล้านบาท สูงกว่าปี 2551 ที่มี 205 โครงการ มูลค่า 6.16 หมื่นล้านบาท โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมติดตามว่ามีการลงทุนจริงมากน้อยเพียงใด โดยนักธุรกิจที่ลงทุนแล้ว ก็ต้องการเห็นบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุน และไม่ต้องการเห็นปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง และปัญหามาบตาพุด โดยเฉพาะนักธุรกิจญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เห็นว่าอุตสาหกรรมนี้ไม่กระทบสิ่งแวดล้อม และไม่ต้องการเป็นจำเลยของสังคมเหมือนอุตสาหกรรมอื่น
โดยปัจจัยดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการทางตรง แต่ส่งผลด้านบรรยากาศการลงทุน และอุตสาหกรรมเครื่องไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไม่ใช่อุตสาหกรรมหนัก แต่ผู้ประกอบการก็เกิดความสงสัยว่าผู้ประกอบการในมาบตาพุดดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายแล้วทำไมถึงถูกระงับโครงการ
"ปัญหาขาดแคลนแรงงานก็ส่งผลต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรม โดยปัญหาเริ่มตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2552 ซึ่งขณะนี้ คาดว่ามีความต้องแรงงานสูง 3-4 หมื่นคน ขณะที่ผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟต้องการแรงงานมากสุด 1 หมื่นคน ซึ่งที่ผ่านมา ผู้ประกอบการใช้วิธีทำงานล่วงเวลา (โอที) ขณะนี้ ผู้ประกอบการบางรายลดคุณสมบัติของแรงงาน ทำให้เสียเวลาฝึกอบรมแรงงาน โดยสถาบันได้เข้าไปช่วยเหลือฝึกอบรมเพื่อเพิ่มทักษะแรงงานให้กับผู้ประกอบการมากขึ้น"
ทั้งนี้ แนวโน้มการขยายการลงทุนใหม่ คงมีไม่มาก แต่จะเป็นการลงทุนปรับสายการผลิต เพื่อผลิตสินค้าใหม่หรือสินค้าที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้น เพื่อเพิ่มมูลค่า ขณะที่ผู้ประกอบการบางส่วนยังรอดูสถานการณ์การเมืองและการแก้ปัญหามาบตาพุด ซึ่งปัจจัยดังกล่าวส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุน
สำหรับการส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มีแนวโน้มดีขึ้น โดยปี 2553 คาดจะมีมูลค่า 1.5 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 12% และเป็นมูลค่าส่งออกใกล้เคียงกับปี 2551 โดยฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ เป็นสินค้าขยายตัวดีสุดในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องปรับอากาศ เป็นสินค้าขยายตัวดีที่สุดในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งการส่งออกที่ดีขึ้นมีปัจจัยจากการฟื้นตัวของตลาดหลัก อาทิเช่น อาเซียน จีน สหรัฐ โดยการฟื้นตัวดังกล่าวไม่ได้อยู่ในอัตราเร่ง เพราะเศรษฐกิจค่อยๆ ฟื้นแต่ก็เป็นที่พอใจของผู้ประกอบการ อาเซียนที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ดี เพราะข้อตกลงอาฟตา ทำให้การขายชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มีมากขึ้น โดยสินค้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์บางรายการ ไทยนำเข้าจากมาเลเซียและเวียดนาม และสินค้าบางรายการไทยส่งออกไป ตลาดมาเลเซีย และสิงคโปร์
"เมื่อพิจารณาใช้กำลังผลิต ปี 2552 มีการใช้กำลังผลิตเฉลี่ย 60% คาดว่าปี 2553 การใช้กำลังผลิตจะเพิ่มขึ้นเป็น 65% เพราะมีคำสั่งซื้อเข้ามามาก แต่ยังไม่ทำให้การใช้กำลังผลิตเพิ่มไม่มาก เพราะผู้ประกอบการยังต้องรอยืนยันคำสั่งซื้อจากลูกค้า ที่ต้องการประเมินตลาดในแต่ละช่วงว่ามีสินค้าเหลือในสต็อกมากน้อยเพียงใด ทำให้การใช้กำลังผลิตไม่สูงมากเมื่อเทียบกับที่เคยใช้กำลังผลิตถึง 70%"
Tags : สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์