กรุงเทพธุรกิจ

ธุรกิจ

วันที่ 13 มีนาคม 2553 12:56

นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่กังวลสถานการณ์ชุมนุม

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ไม่กังวลสถานการณ์ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง เจ้าหน้าที่ตร.-ทหารยังคงให้การดูแลรักษาความปลอดภัยตามแหล่งท่องเทียวเต็มที่

สำนักข่าวแห่งชาติ รายงานว่า บรรยากาศโดยทั่วไปบริเวณย่านถนนข้าวสาร วันนี้(13 มี.ค.) ยังคงเป็นไปอย่างเรียบร้อยมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติออกมาท่องเที่ยวตามปกติ ขณะที่การจราจรบริเวณดังกล่าวก็ยังคงคล่องตัว

โดยที่นาย โจเซฟ เดวิด นักท่องเที่ยวชาว อิตาลี ให้ความเห็นเกี่ยวกับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ว่า สิ่งที่ตนเองรู้ก็คือจะมีคนไปชุมนุมกันจำนวนมาก แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นตามมา ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วไม่รู้สึกกลัวหรือวิตกกังวลต่อเหตุการณ์แต่อย่างใด และจะมาท่องเที่ยวที่เมืองไทยต่อไป

นางสาวโจเซฟิน นักท่องเที่ยวชาวสวีเดน กล่าวว่า หากมีการชุมนุมก็จะเลี่ยงไม่ไปในที่ที่มีการชุมนุม แต่ก็ไม่รู้สึกกังวลหรือกลัวกับเหตุการณ์ดังกล่าว และจะมาท่องเที่ยวที่ประเทศไทยต่อไปแน่นอน

สำหรับ บรรยากาศที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว ยังคงมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติออกมาท่องเที่ยวกันอย่างปกติ ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวไทยดูบางตา อาจเนื่องจากกังวลถึงสถานการณ์ชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง อย่างไรก็ตาม รอบๆบริเวณดังกล่าวก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร คอยดูแลรักษาความสงบอย่างเต็มที่

Tags : นักท่องเที่ยว

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2

วิเคราะห์การเมือง [ 64 ]

ฤๅ องค์กรอิสระมองข้ามการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ที่ส่อไปในทางไม่ชอบ
อย่าลืมเป็นอันขาดว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สยามินทราธิราช บรมนาถ บพิตร ตราไว้ในวันที่ 24 สิงหาคม พุทธศักราช 2550 เป็นปีที่ 62 ในรัชกาลปัจจุบัน กำหนดไว้ในส่วนที่ 10 ว่าด้วยสิทธิในข้อมูลข่าวสารและการร้องเรียน มาตรา 60 ว่า
“ บุคคลย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคล ให้รับผิดเนื่องจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างในหน่วยงานนั้น”
อย่าลืมเป็นอันขาดว่า ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เขียนเอาไว้ชัดเจนในข้อ 10 (1) ว่า
“ถ้าการกระทำ มีเจตนาทุจริต หรือ เป็นเหตุให้ทางราชการเสียหายอย่างร้ายแรง ให้ดำเนินการลงโทษอย่างต่ำปลดออกจากราชการ”
ยิ่งต้องไม่ลืมอีกว่า ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 17(2) เขียนชัดเจนว่า
“สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินมีหน้าที่สอดส่องมิให้มีการหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามข้อ 16 หากพบการหลีกเลี่ยงให้รายงานผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไป เพื่อดำเนินการทางวินัยแก่ผู้หลีกเลี่ยง และแจ้งให้ผู้รักษาการตามระเบียบทราบ”
ยิ่งไปกว่านั้นระเบียบข้อ 22 กำหนดชัดเจนอีกว่า
“ การซื้อหรือการจ้างตามข้อ 19 และข้อ 20 ถ้าผู้สั่งซื้อหรือผู้จ้างจะสั่งให้กระทำโดยวิธีที่กำหนดไว้สำหรับวงเงินที่สูงกว่าได้
การแบ่งซื้อหรือแบ่งจ้างโดยลดวงเงินที่จะซื้อหรือจ้างในครั้งเดียวกัน เพื่อให้วงเงินต่ำกว่าที่กำหนดโดยวิธีหนึ่งวิธีใด หรือเพื่อให้อำนาจสั่งซื้อสั่งจ้างเปลี่ยนไป จะกระทำมิได้”
แถมข้อ 42 กำหนดกรอบอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการเปิดซองสอบราคาอย่างชัดเจนว่า
“ (2) ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้เสนอราคา ใบเสนอราคา แคต ตาล็อก หรือแบบรูปและรายการละเอียด แล้วคัดเลือกผู้เสนอราคาที่ถูกต้องตามเงื่อนไขในเอกสารสอบราคา
(3) พิจารณาคัดเลือกพัสดุหรืองานจ้างของผู้เสนอราคาที่ถูกต้องตาม (2) ที่มีคุณภาพ และ
คุณสมบัติเป็นประโยชน์ต่อทางราชการ และเสนอให้ซื้อหรือจ้างจากรายที่คัดเลือกไว้แล้ว ซึ่งเสนอราคาต่ำสุด
ในกรณีที่ผู้เสนอราคาต่ำสุดดังกล่าว ไม่ยอมเข้าทำสัญญา หรือ ข้อตกลงกับส่วนราชการในเวลาที่กำหนดตามเอกสารสอบราคา ให้คณะกรรมการพิจารณาจากผู้เสนอราคาต่ำรายถัดไปตามลำดับ”
อย่าลืมเป็นอันขาดว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 กำหนดเอาไว้ชัดเจนว่า
“ มาตรา11 เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐผู้ใด หรือ ผู้ได้รับมอบหมายจากหน่วยงานของรัฐผู้ใด โดยทุจริตทำการออกแบบ กำหนด ราคา กำหนดเงื่อนไข หรือ กำหนดผลประโยชน์ตอบแทนอันเป็นมาตรฐานในการเสนอราคา โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันในการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม หรือ เพื่อช่วยเหลือให้ผู้เสนอราคารายใด ได้ มีสิทธิเข้าทำสัญญากับหน่วยของรัฐโดยไม่เป็นธรรม หรือ เพื่อกีดกันผู้เสนอราคารายใดมิให้มีโอกาสเข้ามาแข่งขันในการเสนอราคาอย่าง เป็นธรรม ต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือ จำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท
มาตรา 12 เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐผู้ใด กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือ กระทำการใดๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใด ให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ มีความผิด ฐานกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึง ยี่สิบปี หรือ จำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท”
อย่าลืมเป็นอันขาดว่า พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 กำหนดเอาไว้ชัดเจนในหลายมาตราว่า
“มาตรา 82 ข้าราชการพลเรือนสามัญจะต้องกระทำการอันเป็นข้อปฏิบัติ ดังต่อไปนี้
(2) ต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ มติของคณะรัฐมนตรี นโยบายของรัฐบาล และปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ
(4) ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการ โดยไม่ขัดขืน หรือ หลีกเลี่ยง แต่ถ้าเห็นว่า การปฏิบัติตามคำสั่งนั้น จะทำให้เสียหายแก่ราชการ หรือ จะเป็นการไม่รักษาประโยชน์ของทางราชการ จะต้อง เสนอความเห็นเป็นหนังสือทันที เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคำสั่งนั้น และเมื่อได้เสนอความเห็นแล้ว ถ้าผู้บังคับบัญชายืนยันให้ปฏิบัติตาม คำสั่งเดิม ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติตาม”
ยิ่งไปกว่านั้น มาตรา 83 กำหนดเอาไว้ชัดเจนอีกว่า
“ข้าราชการพลเรือนสามัญ ต้องไม่กระทำการใดอันเป็นข้อห้าม ดังต่อไปนี้
(1) ต้องไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา การรายงานโดยปกปิดข้อความซึ่งควรต้องแจ้ง
ถือว่า เป็นการรายงานเท็จด้วย
(3) ต้องไม่อาศัย หรือ ยอมให้คนอื่นอาศัยตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนหาประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น
(4) ต้องไม่ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ
(5) ต้อง ไม่กระทำการ หรือ ยอมให้ผู้อื่นกระทำการหาประโยชน์อันอาจทำให้เสียความเที่ยงธรรม หรือ เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตน”
ยิ่งไปกว่านั้น มาตรา 84 กำหนดตอกฝาโลงเอาไว้ว่า
“ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใด ไม่ปฏิบัติตามข้อปฏิบัติตามมาตรา 81 และมาตรา 82 หรือ ฝ่าฝืนข้อห้ามตามมาตรา 83 ผู้นั้น เป็นผู้กระทำผิดวินัย”
อย่าลืมเป็นอันขาดว่า ปีงบประมาณ 2552 วันที่ 3 ธันวาคม 2551 ได้มีหนังสือด่วนมากที่ กก 0403.01/1214 ขออนุมัติหลักการจัดซื้อวัสดุสำหรับพิมพ์บัตรประจำตัวมัคคุเทศก์ จำนวน 2 รายการ โดยการสอบราคา เป็นการซื้อชุดริบบอน วายเอ็มซีเค. 500 อิมเมจส์ จำนวน 40 ม้วน วงเงิน 671,960 บาท และชุดฟิล์มเคลียร์ 1500 อิมเมจส์ จำนวน 10 ม้วน วงเงิน 75,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 346,960 บาท
ต้องไม่ลืมเป็นอันขาดว่า สำนักงบประมาณ และสภาผู้แทนราษฎรอนุมัติปีงบประมาณ 2552 ให้สามารถจัดซื้อบัตรประจำตัวมัคคุเทศก์ จำนวน 19,000 ใบ วงเงิน 3,395,110 บาท ชุดริบบอน จำนวน 58 ชุด และฟิล์ม จำนวน 10 ชุด วงเงิน 1,044,259.50 บาท ถ้าพิจารณาจากระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 22 วรรคสองที่กำหนดว่า การแบ่งซื้อ หรือ แบ่งจ้าง โดยลดวงเงินที่จะซื้อจะจ้างในครั้งเดียวกันเพื่อให้วงเงินต่ำกว่าที่กำหนดโดยวิธีหนึ่งวิธีใด หรือ เพื่อให้อำนาจสั่งซื้อสั่งจ้างเปลี่ยนไป
จะกระทำมิได้
การสั่งซื้อชุดริบบอนจำนวน 40 ม้วนจากที่ได้รับอนุมัติ 58 ม้วนถือว่าแบ่งซื้อแบ่งจ้างหรือไม่
อย่าลืมเป็นอันขาดว่า ก่อนหน้านั้น เพิ่งจะมีหนังสือขอซื้อชุดริบบอนและชุดฟิล์มเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2551 ตามหนังสือด่วนที่สุดที่ กก 0401.03/2349 และส่งมอบเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2551 ก่อนตั้งเรื่องขอซื้อใหม่แค่ 19 วัน
ห้ามลืมเป็นอันขาดว่า วันที่ 19 ธันวาคม 2551 สำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยวมีประกาศสอบราคาซื้อวัสดุสำหรับการพิมพ์บัตรประจำตัวมัคคุเทศก์ จำนวน 2 รายการ โดยระบุชัดเจนเอาไว้ว่า
“ ผู้เสนอราคาจะต้องยืนยันว่า ฟิล์มที่เสนอเป็นของแท้มิใช่ของลอกเลียน โดยผู้เสนอราคา จะต้องมีหนังสือยืนยันการเป็นตัวแทนจำหน่ายจากเจ้าของผลิตภัณฑ์ หรือตัวแทนแต่งตั้งจำหน่ายในประเทศไทย แนบเอกสารพร้อมรับรองสำเนาถูกต้องมาพร้อมใบเสนอราคา”
ห้ามลืมเป็นอันขาดว่า วันที่ 12 มกราคม 2522 บริษัทพีโอพี โฮม ทรีทเม้นท์จำกัด เสนอราคาชุดริบบอน จำนวน 40 หน่วยๆละ 9,500 บาทรวมเป็นเงิน 406,600 บาท และชุดฟิล์ม ราคาหน่วยละ 6,300 บาท เป็นเงินทั้งสิ้น 67,410 บาท รวมเป็นค่าสินค้าที่เสนอ ทั้งสิ้น 474,010 บาท โดยยื่นหนังสือรับรองการแต่งตั้งเป็นผู้แทนจำหน่ายจากนายปราโมทย์ เชียรวิชัย กรรมการผู้มีอำนาจบริษัทเอเชียดอท จำกัด
ห้ามลืมเป็นอันขาดว่า วันที่ 12 มกราคม2522 ห้าง หุ้นส่วนจำกัดนามสมุทรวิศวกรรม เสนอราคาชุดริบบอน หน่วยละ12,500 บาท จำนวน 40 ม้วน วงเงิน 500,000 บาท ชุดฟิล์ม หน่วยละ 5,500 บาท วงเงิน 55,000 บาท รวมเป็นเงิน 555,000 บาท
ห้ามลืมเป็นอันขาดว่า ก่อนหน้านั้นวันที่ 7 มกราคม 2552 บริษัท ดีแซดการ์ด (ไทยแลนด์) จำกัด เสนอราคาชุดริบบอน หน่วยละ 4,860 บาท วงเงิน 208,008 บาท และชุดฟิล์ม หน่วยละ 3,240 บาท วงเงิน 34,668 บาท รวมเป็นเงิน 242,676บาท
นั่นเท่ากับว่า
บริษัทดีแซดการ์ด (ไทยแลนด์) จำกัด เสนอราคาต่ำสุด
ทำให้วันที่ 27 มกราคม 2552 นายกวิ แย้มนิยม ผู้จัดการฝ่ายขายในประเทศไทยบริษัทดีแซดการ์ด(ไทยแลนด์)จำกัด มีหนังสือคัดค้านการเปิดซองสอบราคาซื้อวัสดุสำหรับพิมพ์บัตรประจำตัว มัคคุเทศก์ สำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยวถึงประธานคณะกรรมการเปิดซองสอบราคา ความว่า
“ ซึ่งบริษัทที่ชนะการประมูลมิได้ใช้เอกสารหนังสือยืนยันการเป็นตัวแทนจำหน่าย จากเจ้าของผลิตภัณฑ์ หรือตัวแทนแต่งตั้งจำหน่ายในประเทศไทยอย่างถูกต้องเพราะตัวแทนจำหน่ายจากเจ้าของผลิตภัณฑ์ในประเทศไทยมีเพียงสองบริษัท คือ บริษัทดีแซดการ์ด(ไทยแลนด์)จำกัด และบริษัทในเครือ ซีดีจี.จำกัดเท่านั้น ทั้งนี้หนังสือยืนยันจะต้องเป็นหนังสือจากตัวแทนจำหน่ายจากเจ้าของผลิตภัณฑ์อย่างถูกต้อง
อีกทั้งการเสนอราคาจากตัวแทนจำหน่ายหลายทอด ทำให้ราคาสูงเกินความจำเป็นทำให้ผู้ซื้อเสียผลประโยชน์ และใช้งบประมาณของรัฐสิ้นเปลืองเกินความจำเป็น”
ทำให้วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2552 นายนาม น้อยสัน หุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดนามสมุทรวิศวกรรม มีหนังสือ ขอให้ตรวจสอบการทุจริตไม่โปร่งใสในการเปิดซองสอบราคาซื้อวัสดุสำหรับพิมพ์ บัตรประจำตัวมัคคุเทศก์ว่า
“บริษัท พีโอพี คอนสตรัคชั่น เทรดดิ้งจำกัด ยื่นเอกสารมาโดยไม่มีเอกสารการเป็นตัวแทนจำหน่ายจากเจ้าของผลิตภัณฑ์หรือตัว แทนจำหน่ายแต่งตั้งการจำหน่ายในประเทศไทยตามประกาศรายละเอียดคุณสมบัติ ข้อ1.4 และข้อ 2.3 แต่กับใช้ เอกสารการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายจากบริษัทเอเชีย ดอท จำกัด ซึ่งมิใช่เป็นบริษัทตัวแทนจำหน่ายแต่งตั้งในประเทศไทย จึงเทียบได้ว่าใช้เอกสารอันเป็นเท็จต่อทางราชการ”
ทำให้นางธนิฏฐา เศวตศิลา มณีโชติ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว ลงนามในหนังสือเพื่อขอหนังสือแต่งตั้งการเป็นตัวแทนจำหน่ายจากเจ้าของ ผลิตภัณฑ์ถึงผู้จัดการเอเชียดอทจำกัด ขณะที่วันที่ 13 มีนาคม 2552 นายอโณทัย อุดมศิลป ผู้อำนวยการกองกลาง มีหนังสือที่ กก 0401.13/757 สรุปยืนยันว่า บริษัทเอเชีย ดอทจำกัด มิได้เป็นตัวแทนจำหน่ายจากเจ้าของผลิตภัณฑ์หรือตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย เป็นผู้ค้าอิสระเท่านั้น ทำให้บริษัทพีโอพี โฮม ทรีทเม้นท์จำกัด ซึ่งได้รับเลือกครั้งนี้ ผิดเงื่อนไข ในราย ละเอียด และคุณสมบัติของสำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยวข้อ 1.4 ผู้เสนอราคาจะต้องยืนยันว่าฟิล์มที่เสนอเป็นของแท้มิใช่เป็นของ ลอกเลียนแบบโดยผู้เสนอราคาจะต้องมีหนังสือยืนยันการเป็นตัวแทนจำหน่ายจากเจ้าของ ผลิตภัณฑ์หรือตัวแทนแต่งตั้งจำหน่ายในประเทศไทย ข้อ 2.3 ผู้ เสนอราคาจะต้องยืนยันว่า ริบบอนที่เสนอเป็นของแท้มิใช่เป็นของลอกเลียนแบบ โดยผู้เสนอราคาจะต้องมีหนังสือยืนยันการเป็นตัวแทนจำหน่ายจากเจ้าของ ผลิตภัณฑ์หรือตัวแทนแต่งตั้งจำหน่ายในประเทศไทย
ยิ่งไปกว่านั้นวันที่ 30 มีนาคม 2552 นายปราโมทย์ เชียรวิชัย กรรมการผู้จัดการบริษัทเอเชียดอทจำกัด มีหนังสือยืนยันว่า บริษัทเป็นผู้นำเข้าอิสระ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเจ้าของผลิตภัณฑ์โดยตรง ไม่สามารถส่งหนังสือแต่งตั้งได้
ยิ่งไปกว่านั้นตามระเบียบของทางราชการกำหนดให้ผู้ผ่านการคัดเลือกจะต้องวางเงิน หลักประกันร้อยละ 5แต่บริษัท พีโอพี.โฮม ทรีท เม้นท์จำกัด กลับปฏิเสธการวางเงินมัดจำร้อยละ 5โดยอ้างว่าจะส่งมอบภายในสามวันตามหนังสือลงวันที่ 29 มกราคม 2552
น่าแปลกตรงที่เมื่อมีหนังสือร้องเรียนและมีการตอบโต้เอกสารระหว่างคณะกรรมการ เปิดซองสอบราคากับรองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว ตามหนังสือที่ กก 0403.01/167 ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2552 ที่คณะกรรมการเปิดซองสอบราคามีหนังสือสรุปว่า
“คณะกรรมการฯ ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า เอกสารดังกล่าว ไม่ถูกต้อง เนื่องจากนอกเหนืออำนาจของคณะกรรมการดำเนินการสอบราคาซื้อวัสดุสำหรับพิมพ์ บัตรประจำตัวมัคคุเทศก์”
ส่งผลให้นายสมประสงค์ โขมพัตรในฐานะรองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยวในฐานะนักกฎหมาย เขียนบันทึกย้อนกลับไปว่า
“ กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างผ่านพ้นถึงขั้นสั่งซื้อ และส่งมอบแล้ว ยากต่อการยกเลิก หากภายหลังทราบว่า ผู้เสนอราคารายใดมีพฤติกรรมฉ้อฉลในขั้นตอนการเสนอราคาจริง อาจต้องมีการดำเนินคดีตามกฎหมาย การที่คณะกรรมการเปิดซองสอบราคาชี้แจงว่า ไม่มีอำนาจตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารนั้น น่าจะเป็นประเด็นที่ควรจะพิจารณาว่า หากคณะกรรมการเปิดซองไม่มีอำนาจแล้ว ใครจะมีอำนาจ เรื่องนี้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพัสดุ กำหนดไว้ค่อนข้างชัดเจนแล้ว”
ประเด็นที่สังคมจะต้องตรวจสอบว่า
ไฉนจึงไม่สั่งซื้อจากบริษัทที่เสนอราคาต่ำสุดตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 42(3) ????
กรณีเยี่ยงนี้เข้าข่ายฐานความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 11 และมาตรา 12 หรือไม่ ?
กรณีเยี่ยงนี้ฐานความผิดเข้าข่ายกฎหมายใดบ้าง ?
น่าแปลกตรงที่นางธนิฏฐา เศวต ศิลามณีโชติ สั่งการก่อนที่จะย้ายออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยวไป เป็นที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้มีการตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง
ไฉนวันนี้ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยวคนปัจจุบันจึงไม่เร่งดำเนินการใด
ฤๅ ท้าทายอำนาจรัฐ
ฤๅ เห็นว่ามาตรการการปราบปรามทุจริตและคอรัปชั่นไม่ขลัง
ฤๅ เห็นว่า คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวแห่งวุฒิสภา คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและกีฬา สภาผู้แทนราษฎร สำนักงานคณะกรรมการ ปปช. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน กรมสอบสวนคดีพิเศษ ไร้น้ำยา
และไม่กล้าดำเนินการใด ?
นอกจากยืนเกาตูดไปวันๆ



วันที่ : 8 ก.พ. 2553
อ่านข่างทั้งหมด









หนังสือพิมพ์เสียงใต้รายวัน

ความคิดเห็นที่ 1

โถ ไ_อ้ ควา_ย เรียนก็ไม่จบทำเป็นมาเขียนอวดภูมิโง่ๆ เรื่องที่ มึ_ง เขียนนี่มีทฤษฏีอะไรบ้าง ไ_อ้ควา_ย โง่แล้วยัง
ไม่เจียมตัว มาเขียนให้คนเรียนจบ ป.ตรี ป.โท ป.เอก อ่าน ขอบอกกรูไม่เคยอ่านบทความของ มึ_ง กรูตั้งใจมาด่ามึ_ง
โดยเฉพาะ ที่ เสือ_ก โง่แล้วยังไม่เจียมตัว หน้าด้าน เขียนเรื่องโง่ๆ ที่ไร้ทฤษฏี แต่ใช้จินตนาการของแก
ให้คนเรียนจบอ่าน ให้เค้าโง่ตามแก ถามจริงๆ ไม่ละอายใจบ้างหรอ ที่
เอา มะพร้าวห้าวมาขายสวน สอนหนังสือสังฆราช

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

Video

advertisement

advertisement

advertisement