กรุงเทพธุรกิจ

ธุรกิจ

วันที่ 4 มีนาคม 2553 11:24

อสมทชงคลังต่อสัญญาช่อง3 ชี้แก้ไขสัญญาอาจสูญ 2 พันล.

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

อสมทส่งหนังสือรายงานกระทรวงการคลัง ระบุช่อง 3 ดำเนินการ ไม่ผิดสัญญา ชี้สัญญาต่ออัตโนมัติอีก 10 ปี

แหล่งข่าวจาก บมจ. อสมท ระบุว่า หลังจากบริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด คู่สัญญา อสมท ในการดำเนินกิจการสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ได้ดำเนินกิจการส่วนแรกครบ 20 ปี ซึ่งการดำเนินการในส่วนที่สองอีก 10 ปี (2553-2563) ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ 3 ประการ คือ บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด ต้องไม่กระทำผิดสัญญา จะต้องมีการปรับปรุงอุปกรณ์เป็นมูลค่า 50 ล้านบาทตามสัญญา และบางกอกเอ็นเตอร์เทนเมนต์ จะต้องแจ้งความประสงค์เป็นผู้ดำเนินการต่อ

ในวันที่ 25 มี.ค. 2553 จะครบกำหนดสัญญาส่วนแรก 20 ปี หากช่อง 3 ดำเนินการตาม 3 หลักเกณฑ์ดังกล่าวครบแล้ว การดำเนินการตามสัญญาอีก 10 ปี ก็จะมีผลโดยอัตโนมัติ

คณะกรรมการประสานงาน ตามมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงาน หรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 ของ อสมท ซึ่งมีหน้าที่ กำกับดูแลและติดตามผล ให้มีการดำเนินการตามสัญญา และรายงานให้รัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัดทราบ คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ บมจ.อสมท ซึ่งล่าสุดคณะกรรมการประสานงานได้ส่งหนังสือรายงาน การทำตามสัญญาของช่อง 3 ไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแล้ว คาดว่าการดำเนินการตามสัญญาช่อง 3 จะเรียบร้อยในกลางเดือน มี.ค.นี้ ก่อนสัญญาส่วนแรกจะจบในวันที่ 25 มี.ค. 2553 นี้

การแก้ไขสัญญาช่อง 3 กับ อสมท เพิ่มเติมในปี 2532 เปลี่ยนการจัดเก็บค่าสัมปทาน จากอัตราแปรผันตามรายได้สัดส่วน 6.5% เป็นอัตราคงที่รายปี เนื่องจากขณะนั้น อสมท ได้มอบหมายให้ช่อง 3 เป็นผู้ลงทุนก่อสร้างสถานีส่งสัญญาณเพิ่มเติมอีก 9 แห่ง และช่อง 3 เองมีผลประกอบการขาดทุน

"การแก้ไขสัญญา อสมท กับช่อง 3 ในอดีต เป็นเรื่องที่ ครม.มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการได้ เราคงไม่ย้อนกลับไปดูว่ามีความผิดพลาดหรือไม่อย่างไร แต่จะให้ความสำคัญการทำงานในปัจจุบันให้เป็นไปตามสัญญา" แหล่งข่าวกล่าว

การดำเนินการของช่อง 3 ในช่วง 10 ปีต่อจากนี้ ถือเป็นการดำเนินการตามสัญญาเดิมหลังจากช่อง 3 ได้ปฏิบัติตามสัญญาอย่างถูกต้อง โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงและแก้ไขเพิ่มเติมสัญญา เพราะหาก อสมท แก้ไขสัญญากับช่อง 3 ก็จะไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายรัฐธรรมนูญปี 2550 เกี่ยวกับคู่สัญญาสัมปทาน ตามที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ปี 2551

"หาก อสมท แก้ไขหรือเพิ่มเติมสัญญาสัมปทานช่อง 3 ใหม่ ซึ่งไม่เป็นไปตามสัญญาหรือสัมปทานเดิม ก็จะไม่ได้รับการคุ้มครองจาก พ.ร.บ.การประกอบกิจการ และ อสมท ต้องสูญเสียรายได้สัมปทานช่อง 3 กว่า 2 พันล้านบาททันที และต้องคืนคลื่นความถี่ช่อง 3 ไปให้ กทช. ดูแล ขณะที่การจัดประมูลคลื่นถี่ใหม่ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะต้องรอองค์กรอิสระจัดสรรคลื่นความถี่ (กสทช.) มาดำเนินการ" แหล่งข่าวกล่าว

ในวาระครบสัญญาช่อง 3 ช่วง 20 ปีแรก (2532-2552) ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ประธานกรรมการ บมจ. อสมท (บอร์ด อสมท) ได้เจรจากับคู่สัญญา บางกอกเอ็นเตอร์เทนเมนต์ เพื่อจ่ายผลประโยชน์เพิ่มเติมอีก 10 ปีข้างหน้า เป็นมูลค่า 405 ล้านบาท ซึ่งคำนวณมาจากอัตรา 6.5% ของรายได้ โดยคู่สัญญาจ่ายให้ อสมท ในคราวเดียว

สาระสำคัญของสัญญาร่วมดำเนินกิจการส่งโทรทัศน์ แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2532 ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2532 ระหว่างองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย โดยนายราชันย์ ฮูเซ็น ผู้อำนวยการ อสมท. ขณะนั้น กับบริษัทบางกอกเอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด โดยนายวิชัย มาลีนนท์ กรรมการผู้จัดการ คู่สัญญาทั้ง 2 ฝ่าย ได้ตกลงที่จะขยายเครือข่ายการให้บริการโทรทัศน์ให้กว้างขวางออกไป โดยคู่สัญญาตกลงร่วมดำเนินกิจการส่งโทรทัศน์สีในส่วนภูมิภาค โดยให้บางกอกเอ็นเตอร์เทนเมนต์ เป็นผู้สร้างสถานีเครื่องส่งโทรทัศน์สำหรับถ่ายทอดสัญญาณจากส่วนกลาง อีก 9 แห่งในต่างจังหวัด เพิ่มจาก 22 สถานี รวมมูลค่า 895 ล้านบาท โดยบางกอกเอ็นเตอร์เทนเมนต์ เป็นผู้ดำเนินการจัดหาเงินทุนกว่า 81 ล้านบาท

เมื่อบางกอกเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ดำเนินการครบตามกำหนดโดยไม่ผิดสัญญา จึงได้สิทธิทำต่ออีก 10 ปี ตามเงื่อนไข โดยมีค่าตอบแทนรวมเป็นเงินไม่น้อยกว่า 2,002 ล้านบาท โดยแบ่งจ่ายเป็นรายปีตามหลักเกณฑ์

Tags : ช่อง 3 อสมท

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1

ถึง ประชาชน
1.ช่อง 3 เปิดมาเป็นเวลา 40 ปี แล้วและรับผลประโยชน์มาตลอดจนร่ำรวยมหาศาล จากที่หนองแขมก็คือการได้สัมปทานไปดำเนินการ 10 ปีแรกและครบต้องยกให้กับรัฐ ซึ่งก็ทำการต่อให้อีก ด้วยเหตุผลกลัวตระ * ลนี้จะจนกระมั่ง
2.การแก้สัญญา อสมท.มาดำเนินการภายหลังและไม่สนใจการปรับสภาพตามการตลาดที่ก้าวหน้าและยังดันทุรังต่อให้อีก จนร่ำรวยเป็นเศราบีพันล้านแล้ว
3.สงสัยไหม? สมัยอดีตนายกทักษิณ กลุ่มนี้ก็ได้เป้น รัฐมนตรี และก็จองกิจการต่อเนื่องอีก เมื่อไหร่จะเปิดโอกาสให้บุคคลอื่นๆบ้างผูกขาดนานมากแล้วโดยรัฐเป็นผู้สร้างเงื่อนไขเองทั้งสิ้น(เตะหมูเข้าปากหมา ก็ไม่รุ้ได้ผลประโยชน์ส่วนตัวมากน้อยเท่าไหร่
4.นี่ยังจะอ้างเหตุผลสารพัดเพื่อต่อสัญญาให้ได้ และแก้ทางให้ช่อง 3 แบบเสร้จสรรพ ว่าทำถูกตามสัญญษ(ที่รัฐเสียเปรียบตั้งแต่อดีต)ก็ยังจะทำต่อไปอีกหรือ? เคยวิเคราะห์ไหม? เขากำไรไปนั้นมากเท่าไหร่ และรัฐเสียประโยชน์คือรายได้ที่รัฐนำไปพัฒนาประเทศได้มากมายท่เดียว ความรวยสะสม2พันกว่าล้านที่หักค่าใช้จ่ายแล้ว ทั้งการจ้างนายสรยุทธ และการจัดรายการโดยคนอื่นๆ แค่เอาเวลาไปขาย วินาทีละ 1-2 แสน วันๆหนึ่งมีรายได้มหาศาล ขนาดเสียภาษีแล้วยังรวยสะสมตั้ง 2 พันล้าน เฉลี่ยปีละประมาณ 50 ล้าน ทุก 10 ปี ได้ไป 500 บาท(นี่คือกำไรสุทธิจ่ายค่าสัมปทานเวลาแล้วและอื่นยังเหลือขนาดนี้ ทำไม่ อสมท.ไม่คิดบ้าง ถ้าทำได้เอง ก็จะมีรายได้เพิ่มอีก 10 ปี ๆ 500 ล้าน คือรายได้ที่นำไปพัฒนาประเทศได้ แต่กับไปยกให้เอกชน แบบน่าสังเวชใจ คิดได้แค่นั้นเองและอ้างคูๆเอาสีข้างเข้าถู ว่า กสทช.ไม่ทัน ไม่เห็นด้วย
5.การได้รายได้เพิ่มจาก 6.5 % อีก 405 ล้านบาท มันหมดสมัยไปแล้วเพราะช่อง 3 ก็ขึ้นค่าโฆษณาตามไปด้วย เหตุผลเดียวกับคือ อสทม.เอง ก็มากกว่าเหมือนเดิม
6.ถ้า อสมท.ทำเองไม่ได้ ก็แค่จัดให้มีการประมูลผู้จัดการบริหารงานช่อง 3 แทน การให้สัมปทาน โดยเป็นการจ้างเข้ามาบริหาร ยกตัวอย่างเช่น ให้ สรยุทธ วิทวัส และ รายอื่นๆ ระดมหุ้นตั้งเป็นบริษัทเข้ามาแข่งประมูลกันเพื่อบริหาร บริษัทไหนคิดค่าบริหารน้อย ทีมงานผ่านเกณฑ์ อสมท.รับได้ และตั้งเป้าหารายได้สูง กว่า คือ ผู้ที่ชนะเอางานไป ถ้ารายได้น้อยก็ประมูลใหม่ทันทีรายปี เพื่อการยึดหยยุ่นของการตลาดที่ปรับขึ้นมากว่าตามสภาวะเศรษฐกิจและฝีมือผู้บริหารที่รับงาน จะทำให้รัฐมีรายได้มากกว่า
6.การกระทำโดยไม่มีการให้TDRI ศึกษา ผลประกอบการแบบ อสมท.ทำเอง และ ประมูลการบริหาร ไม่ให้ต่อสัมปทาน คือทางออกที่ดีกว่าคิดเองเพียง บอร์ด
7.เมื่อดูจากสภาพปัจจุบัน สัญญาหมดแล้ว ไม่ใช่ ช่วงแรก 20 ช่วงหลัง 10 แต่มันทำมานานเกินตั้งแต่ช่อง 3 อยู่หนองแขม แบบนี้หรือเป็นการกระจายรายได้ตามนโยบายรัฐบาล มันพรรคพวกแท้ๆ
8.ต้องทำให้เป็นรูปแบบการประมูลเพื่อเข้าไปบริหารแทนการต่ออายุสัญญาสัมปทาน รายได้จะมากกว่าและทำให้รัฐที่มีหนี้จากการ * ้ได้เงินไปชดเชยดอกเบี้ยที่มากขึ้น หากรัฐไม่ใส่ใจเรื่องการงดสัมปทานเปลี่ยนมาเป็นประมูลการจ้างบริหาร หรือจัดการเองให้มีประสิทธิภาพได้ ก็ไม่สมควรมี อสมท./ลาออกไปให้หมด
9.การต่ออายุสัญญทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐจึงต้องออกมาปกป้องในฐานะประชาชนผู้มีส่วนได้เสียตามรัฐธรรมนูญและกระทำแทนประชาชนผู้ถูกเอากิจการรัฐไปขายโดยไม่เป็นธรรม และจะดำเนินการต่อไปตามหลัก รธน.50 ตามขั้นตอน มิให้รัฐต้องทำผิดซ้ำซากๆ ซึ่งไม่ต่างกับสมัยอดีตนายกทักฯ และ ปปช.คือ คตส. เราจะขอความเป็นธรรม ต่อไป ในฐานะประชาชนที่พึ่งได้รับสิทธิตามรัฐธรรมนูยในการปกป้องผลประโยชน์แผ่นดินโดยรวม

**จาก นายสัณฑพงศ์ โสไกร ประธานชมรมประชาอาสา ดำเนินการแทน**ปชช.3301800004283

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement