ผู้บริหาร กฟผ.จี้"เรคกูเลเตอร์"ออกหนังสือ การันตีคืนเงินค่าเอฟที สร้างความมั่นใจสถาบันการเงิน วอนรัฐปล่อยค่าเอฟทีตามกลไกต้นทุนแท้จริง
นายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยหลังเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการ กฟผ. ถึงการแบกรับภาระจากการตรึงค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (เอฟที )ว่าจนถึงสิ้นเดือนธ.ค. 2552 กฟผ.มีภาระอยู่ประมาณ 15,900 ล้านบาท ภาระดอกเบี้ยอีก 2,000 ล้านบาท โดยประมาณการว่าจนถึงสิ้นเดือนส.ค. นี้ เป็นช่วงสิ้นสุดมาตรการลดค่าครองชีพให้ประชาชน ภาระดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับ 14,000 ล้านบาท ซึ่ง กฟผ.ก็ทยอยรับการชดเชยบางส่วน ไม่รวมภาระดอกเบี้ย หวังว่าคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรคกูเลเตอร์) จะตัดสินใจในเรื่องนี้ เพราะปีนี้มีโอกาสที่ต้นทุนค่าไฟฟ้าจะสูงขึ้น เนื่องจากราคาก๊าซธรรมชาติจะปรับขึ้นตามราคาน้ำมัน
"การตรึงค่าเอฟทีที่ผ่านมา เพื่อช่วยลดภาระให้ประชาชนจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แต่หากเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ต้องพิจารณา ค่าเอฟทีให้เป็นต้นทุนที่แท้จริง" “นายสุทัศน์ กล่าว และว่าหากรัฐบาลเห็นว่าควรต้องดูแลค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนในระยะยาว ก็ควรตั้งกองทุนเอฟทีขึ้นมา เพื่อเป็นกลไกใช้ดูแลค่าไฟฟ้าอย่างเป็นระบบ
ด้าน นางสินีนาถ สิทธิรัตนะรังษี รองผู้ว่าการบัญชีและการเงิน กฟผ. กล่าวว่า ขณะนี้กฟผ.ได้ขอให้เรคกูเลเตอร์ ออกหนังสือรับรองว่า ค่าเอฟทีที่รับภาระอยู่จะมีการชำระคืน เพื่อยืนยันความมั่นคงทางการเงินให้กับสถาบันการเงินต่างๆ ในอดีตที่ผ่านมา กฟผ. ถูกตัดหนี้สูญในการแบกรับค่าเอฟที่มา 2 ครั้งแล้ว
โดยก้อนแรกเมื่อปี 2548 เป็นเงิน 13,000 ล้านบาท ก้อนที่สองเป็นเงิน 30,000 ล้านบาท ส่งผลให้ฐานะการเงินของ กฟผ.ซึ่งองค์กรจัดอันดับความเชื่อถืออย่างเอสแอนด์พี มองว่ากฟผ. มีความเสี่ยง แต่ พ.ร.บ. กฟผ. มาตรา 45 ให้หลักประกันว่า "ถ้ารายได้มีไม่เพียงพอสำหรับรายจ่าย นอกจากเงินสำรอง กฟผ.ไม่สามารถหาเงินจากทางอื่นได้ รัฐพึงจ่ายเงินให้แก่ กฟผ.เท่าจำนวนที่ขาด ทำให้เครดิตเรทติ้งของ กฟผ.ปัจจุบันยังอยู่ในระดับเท่ากับประเทศ คือ BBB - " นางสินีนาถ กล่าว
อย่างไรก็ตาม เครดิตของ กฟผ. มีความสำคัญต่อต้นทุนการเงิน ที่ผ่านมาถือว่า กฟผ. มีความเสี่ยงจากการแบกรับค่าเอฟทีมาสองครั้ง ถูกตัดเป็นหนี้สูญ การแบกรับค่าเอฟทีครั้งใหม่ กฟผ. ต้องขอให้เรคกูเลเตอร์ออกหนังสือยืนยันว่า กฟผ.จะได้รับเงินคืนทั้งหมด เพื่อไม่ให้กระทบกับความเชื่อมั่นความไม่แน่นอนว่าจะได้คืนหรือไม่ถือเป็นความเสี่ยงอย่างสูงสำหรับ กฟผ.
ส่วนแผนการลงทุนในปี 2553 กฟผ. ได้ตั้งงบลงทุนไว้ 3 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนระบบสายส่ง และโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ส่วนแผนระดมทุนปีนี้จะไม่ออกเป็นพันธบัตร แต่จะดำเนินการในรูปของ Infrastructure Fund ประมาณ 5,000 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงการคลัง
นางสินีนาถ กล่าวว่าการที่ กฟผ. กู้เงินในสัดส่วนไม่มากในปีนี้ เนื่องจากปีที่ผ่านมา กฟผ.ขอกรอบวงเงินกู้ไว้ถึง 5 หมื่นล้านบาท เป็นเงินลงทุน 3 หมื่นล้านบาท และเสริมสภาพคล่องอีก 2 หมื่นล้านบาท แต่บางส่วนยังมีวงเงินเหลืออยู่ ส่วนสภาพคล่องของ กฟผ. ดีขึ้นกว่าปลายปีที่ผ่านมา โดยปีนี้ กฟผ.มีรายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าของปี 2552 ประมาณ 4 แสนล้านบาท ขณะนี้ที่มีหนี้สินอยู่ที่ 1 แสนล้านบาท โดยปีนี้มีหนี้สินครบกำหนดชำระหนึ่งหมื่นล้านบาท
นายสุทัศน์ กล่าวถึงแนวทางการบริหาร กฟผ. ว่า ได้วางนโยบายการบริหารจัดการไว้ 5 ด้านคือ 1.มุ่งพัฒนาให้ กฟผ. เป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพสูงเทียบเคียงองค์กรชั้นนำระดับสากล 2.พัฒนาธุรกิจหลักและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องสู่ระดับเวทีนานาชาติ 3.พัฒนา กฟผ.ให้เป็นผู้นำด้านการอนุรักษ์พลังงานและการรักษาสิ่งแวดล้อม 4.ให้เป็นที่เชื่อมั่นและได้รับการยอมรับจากคนไทย และ 5.พัฒนาให้ กฟผ.เป็นองค์กรที่มีคุณภาพมากขึ้นตามหลักธรรมาภิบาล
โดย กฟผ.จะปรับแนวทางการทำมวลชนสัมพันธ์ใหม่ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้นในการบริหารจัดการโรงไฟฟ้า ทั้งโรงไฟฟ้าที่ดำเนินการอยู่แล้ว และโรงไฟฟ้าที่จะเกิดใหม่ ในเวทีการระดมความเห็นต่างๆ สร้างระบบตรวจสอบการปล่อยมลภาวะโรงไฟฟ้าแบบออนไลน์