แนวโน้มอุตสาหกรรมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศไทย ซึ่งมีมูลค่าตลาดกว่า 1 หมื่นล้านบาท ในปี 2010 ทิศทางการแข่งขันยังแรง มีหลายปัจจัยเสี่ยง
นายปรีชา นภาพฤกษ์ชาติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด ให้ "กรุงเทพธุรกิจ" สัมภาษณ์พิเศษ กล่าวถึง สภาพแวดล้อมตลาดที่เปลี่ยนไป ในฐานะผู้ผลิตและจัดจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตราไวไวและควิก ผู้นำตลาดอันดับ 2 มีส่วนแบ่งตลาด 32% ย้ำว่าเป็นปีที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัวรอบด้าน
ภาพรวมตลาดปี 52 เป็นอย่างไร
อัตราการเติบโตของตลาดบะหมี่ปีนี้อยู่ที่ 6-7% เป็นการโตในเชิงมูลค่าจากการปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้น แต่ในแง่ของปริมาณน่าจะลดลง สำหรับราคาวัตถุดิบปีนี้ไม่ค่อยผันผวนมาก เป็นปีที่ค่อนข้างสบายใจในเรื่องการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบ ต่างจากเมื่อปี 2551 ซึ่งมีความผันผวนมาก แต่สำหรับปี 2553 อาจจะต้องกลับมาเหนื่อยอีกครั้ง
ถ้าเทียบสถานการณ์ใน 3 ปีที่ผ่านมา ผมว่าสถานการณ์ในปี 2551 หนักมากในเรื่องต้นทุน พอเข้าปี 2552 ค่อนข้างทรงตัว ส่วนในปี 2553 โอกาสที่จะกลับมาผันผวนในเรื่องต้นทุนวัตถุดิบ อาจจะกลับมาอีกครั้งหนึ่ง แต่คงไม่กลับมาเหมือนปี 2551 โดยดูจากราคาวัตถุดิบตั้งแต่กลางปี 2552 เริ่มกลับมาผันผวนอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งอาจส่งผลต่อเนื่องถึงปี 2553 โดยตลอดปี 2552 การแข่งขันด้านราคา ยังเป็นกลยุทธ์หลักที่ทุกค่ายนำมาใช้
สำหรับเรื่องดัชนี บะหมี่ ผมว่าบางครั้งก็ไม่ได้สะท้อนภาวะเศรษฐกิจมากนัก คงไม่สามารถครอบคลุมได้ทั้งหมด ขณะที่ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในขณะนี้ ถูกแชร์ตลาดด้วยอาหารประเภทใหม่ๆ อาทิเช่น อาหารแช่แข็ง อาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการเมื่อสิ้นสุดปีนี้ คาดว่าจะปิดที่ 4,250 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2551 ปิดตัวเลขที่ 3,800 ล้านบาท เติบโต 10-11% เป็นการเติบโตมากกว่าตลาดรวมที่โต 7-10%
มองเศรษฐกิจปี 53 อย่างไร
ผมว่าปีหน้าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจน่าจะเริ่มกลับมา ตามที่รัฐบาลได้แถลงไว้ โดยดูจากจีดีพีเริ่มบวกมากขึ้น การสั่งซื้อรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น และการจัดกิจกรรมลด แลก แจกแถม เริ่มมีการจับจ่ายเข้ามา อย่างตัวเลขในโมเดิร์นเทรดก็เริ่มฟื้นตัวขึ้น
ส่วนกลยุทธ์การทำตลาดในปีหน้า คงไม่ทิ้งกลยุทธ์โปรโมชั่น ทั้งคอนซูเมอร์และเทรดโปรโมชั่น ต้องจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และคงต้องดูว่าคู่แข่งทำอะไร ต้องเน้นกลยุทธ์ที่หลากหลาย ทั้งราคา ของแถม โดยจะมีการเพิ่มงบการตลาดในปีหน้าอีก 10% หรือราว 200 ล้านบาท ตามสัดส่วนยอดขายที่เพิ่มขึ้น และการแข่งขันที่จะรุนแรงมากขึ้น อีกปีหนึ่ง
"การแข่งขันรุนแรงทุกปี ซึ่งแต่ละปี นอกจากการแข่งขันที่เกิดขึ้นของตลาดภายในประเทศการบริโภคแล้ว ยังมีปัจจัยการแข่งขันที่มาจากปัจจัยภายนอกด้วย คู่แข่งทั้ง 3 แบรนด์ล้วนแต่แข็งแรง และเต็มไปด้วยความหลากหลายในเชิงกลยุทธ์ โลกการค้าการแข่งขันก็เปลี่ยนไปมาก เราต้องเกาะติด เพราะหากว่าส่วนแบ่งการตลาดเราหายไปแม้เพียงนิดเดียว เป็นการยากมากที่เราจะทวงคืน เพราะคู่แข่งล้วนแต่แข็งแกร่ง"
เตรียมรับมือทิศทางการแข่งขันอย่างไร
เราต้องให้ความระมัดระวัง เรื่องการบริหารสต็อก เราสต็อกวัตถุดิบประมาณ 2-3 เดือน และพยายามระวังเรื่องต้นทุน ซึ่งเราต้องเจรจากับซัพพลายเออร์ สต็อก 2 เดือนค่อนข้างจะลดความเสี่ยง
"ผมว่าในปี 2553 สถานการณ์ของอุตสาหกรรมบะหมี่ในแง่ของต้นทุน จะไม่รุนแรงเท่ากับปี 2551 ซึ่งตอนนั้นราคาน้ำมันพุ่งสูงมาก ผมว่าปีหน้าจะไม่ผันผวนมาก ผมดูจากราคาทอง ซึ่งดูแล้วราคาในหลายๆ ส่วนยังมีขึ้นมีลง ไม่เหมือนปี 2551"
วางแนวทางธุรกิจปี 53 ไว้อย่างไร
เราจะพยายามมุ่งเน้นนวัตกรรมใหม่ๆ ด้านรสชาติ หรืออาหารใหม่ๆ เราจะเป็นผู้นำนวัตกรรม ในด้านบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
บริษัทยังคงตั้งเป้าการขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเป้าหมายการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดของไวไว จากส่วนแบ่งตลาดในปีนี้ 32% เพิ่มเป็น 34-35% หรือเพิ่มอีก 2-3% โดยจะเพิ่มจากทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัท คือ การพัฒนานวัตกรรม เช่นปีนี้เราเปิดตัวตลาดผงปรุงรส แบรนด์ รสเด็ด ซึ่งเป็นการพัฒนาธุรกิจที่มองจากเทรนด์การเติบโตของตลาดเครื่องปรุงรส ซึ่งมีมูลค่าสูงมากกว่า 5 พันล้านบาท และมีการเติบโตสูง
"เทรนด์สินค้าพวกปรุงสำเร็จ หรือกลุ่มสินค้าคอนวีเนียนจะเป็นสินค้า ที่สอดรับกับไลฟ์สไตล์คนไทยที่เปลี่ยนไป เหมือนเทรนด์ของผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น ในขณะนี้ ซึ่งบริโภคสินค้าประเภทซุปผง ก้าวหน้ากว่าไทย 3-5 ปี และใน 3-5 ปีข้างหน้าสินค้ากลุ่มคอนวีเนียนจะเติบโตมากในเมืองไทย โดยในอีก 3 ปีข้างหน้าตลาดปรุงรส น่าจะขยับขึ้นเป็น 7,000 ล้านบาท"
บริษัทได้เตรียมพัฒนาบะหมี่พรีเมียมมากขึ้น โดยปีหน้า ตั้งเป้าการเติบโตของตลาดบะหมี่ 10% เพิ่มกลุ่มบะหมี่พรีเมียม เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาด รวมถึงเพิ่มการลงทุนเครื่องจักร เพื่อรุกตลาดบะหมี่ชนิดถ้วยแบบพรีเมียมมากขึ้น คาดว่าจะเริ่มผลิตได้ในไตรมาส 2 ปี 2553 โดยจะมีลูกเล่นการรุกตลาดบะหมี่ถ้วยมากขึ้นภายใต้แบรนด์ ไวไว ควิก
"ทำธุรกิจนี่ยาก ยิ่งเดี๋ยวนี้คนมีการศึกษามากขึ้น โลกเปลี่ยนสู่สังคมออนไลน์ ข่าวสารเร็วมาก ถ้าเราแพ้ไปก้าวหนึ่ง เท่ากับแพ้ทั้งกระดาน"
"อาฟตา" จะกระทบต่ออุตสาหกรรมบะหมี่แค่ไหน
ไม่กระทบเนื่องจากพฤติกรรมการบริโภคของคนไทย ในเรื่องรสชาติ เชื่อว่าแม้จะมีบะหมี่นำเข้ามาจำหน่ายแต่ก็จะสู้เรื่องรสชาติไม่ได้ โดยเฉพาะด้านราคาที่ต่ำกว่า คนไทยชอบรสเผ็ดร้อน ขณะที่ญี่ปุ่นหรือแบรนด์อื่น ราคา 30 กว่าบาท และปัจจุบันผู้นำตลาดทั้ง 3 แบรนด์ ทั้ง มาม่า ไวไว และยำยำ มีความแข็งแกร่งในตลาด อย่างไวไว ปีหน้าเราครบรอบ 38 ปี ทำตลาดในไทยมานาน รู้จักผู้บริโภคเป็นอย่างดี คนไทยยังนิยมแบรนด์ไท
Tags : ไวไว • บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป • อาฟตา
