อุตฯ เซรามิค ค้านรัฐปรับขึ้นราคาแอลพีจีปี 53 ระบุเศรษญฐกิจกำลังฟื้น หวั่นทำต้นทุนพุ่ง-สู้คู่แข่งไม่ได้ วอนรัฐอุ้มแอลพีจีต่ออีก 2-3 ปี
นายอธิภูมิ กำธรวรินทร์ กรรมการผู้จัดการบริษัท มีศิลป์เซรามิค จำกัด เปิดเผยกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ถึงมาตรการตรึงราคาแอลพีจีของกระทรวงพลังงานที่จะครบกำหนดในเดือน ส.ค. 2553 และมีความเป็นไปได้ที่อาจมีการพิจารณาปรับราคาก๊าซแอลพีจี ว่า ไม่เห็นด้วยเป็นอย่างมาก เพราะก๊าซแอลพีจีถือเป็นต้นทุนหลักในการผลิตอุตสาหกรรมเซรามิค ซึ่งหลังจากที่มีการปรับราคาเมื่อเดือนส.ค.ปี 2551 หลายโรงงานก็ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก ผู้ประกอบการหลายแห่งจำเป็นต้องหาวิธีการลดต้นทุนการผลิต ปรับปรุงระบบการผลิตให้ใช้ก๊าซแอลพีจีน้อยลง รวมถึงหันไปใช้เตาเผาด้วยเชื้อเพลิงอื่นแทน
ทั้งนี้ ปัจจุบันโรงงานเซรามิคหลายแห่งกำลังปรับตัวได้ ราคาก๊าซแอลพีจีที่ทรงตัวในระดับเดิมตามที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศให้มีการตรึงราคาเดิมอีก 1 ปี ก็ทำให้สถานการณ์อุตสาหกรรมเซรามิคดีขึ้น และขณะนี้ออร์เดอร์ทั้งในและต่างประเทศมีเพิ่มมากขึ้นหลังจากที่ไตรมาส 1 และ 2 ปี 2552 แทบจะไม่มีออร์เดอร์เลย แต่หากมีการปรับราคาขึ้นหลังครบกำหนดตรึงราคาก็จะส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะการแข่งขันกับคู่แข่ง เพราะต้นทุนของเราสูงว่าทำให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น สู้คู่แข่งได้ยากมากขึ้น
สำหรับต้นทุนการผลิตเซรามิคนั้นปกติจะคิดจาก 1 กิโลกรัมเซรามิค (ผลิตภัณฑ์เซรามิคสำเร็จรูป) จะใช้ก๊าซแอลพีจี 0.25 กิโลแก๊ส แต่หากมีการปรับราคาก็จะทำให้มีการใช้ก๊าซแอลพีจีเป็น 0.28-0.30 กิโลแก๊ส ทำให้ราคาต้นทุนแพงขึ้น
อย่างไรก็ตาม อยากให้ตรึงราคาก๊าซแอลพีจีไปอีก 2-3 ปี รอให้ภาวะเศรษฐกิจดีขึ้นกว่านี้ ให้ผู้ประกอบการที่เพิ่งฟื้นตัวแข็งแกร่งกว่านี้ก่อนค่อยมีการปรับขึ้น แต่การปรับราคาก็ไม่ควรเกินกิโลกรัมละ 1 บาท
ด้านนายเชษฐา หิมะอนุกูล ผู้ก่อตั้งชมรมผู้ค้าแก๊สจังหวัดเชียงใหม่ กล่าววาา หากมีการปรับขึ้นราคาจริงก็จะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคทุกกลุ่ม ทั้งการบริโภคในครัวเรือน ร้านอาหาร ร้านขายขนมที่ต้องใช้ก๊าซแอลพีจี ฯลฯ เพราะตอนนี้ราคาแก๊สถังขนาด 15 กิโลกรัม ราคาก็อยู่ที่ถังละ 220 บาท
โดยราคานี้ทรงตัวมานานแล้วซึ่งผู้บริโภคก็บ่นเป็นเสียงเดียวกันว่าราคาแพง ลูกค้าเดิมที่เคยซื้อแก๊สเราตอนนี้เศรษฐกิจไม่ดี ร้านอาหาร ร้านขายกล้วยปิ้ง ร้านขายกล้วยทอดหลายแห่งก็ปิดกิจการไป ซึ่งก็ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่มาถึงร้านขายจำหน่ายแก๊สด้วย
"เค้าปิดกิจการไปเราก็ขายแก๊สไม่ได้ เดิมทีเคยขายได้วันละ 50 ถัง ตอนนี้เหลือวันละ 20 ถังเท่านั้น ลูกจ้างที่เคยมี 3 คนก็ลดเหลือเพียง 1 คนเท่านั้น แย่มากๆ แต่รัฐบาลก็ไม่ยอมแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ตั้งแต่เกิดมาผมยังไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อน ผมเชื่อว่าหากมีการปรับขึ้นราคาก๊าซแอลพีจี หรือปล่อยให้ราคาก๊าซลอยตัวแล้วประชาชนจะลุกฮือขึ้นมาขับไล่รัฐบาลชุดนี้อย่างแน่นอน เพราะแก๊สถือเป็นสิ่งที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน จำเป็นต่อการบริโภค" นายเชษฐา กล่าว
ขณะที่นายวิชาญ ตั้งต้นตระกูล ประธานเครือข่ายชมรมผู้ประกอบการร้านอาหารภาคเหนือ กล่าวว่า หากมีการปรับราคาก๊าซแอลพีจีจริงต้องรอดูว่าจะปรับขึ้นเยอะหรือไม่ ถ้าหากปรับไม่มากไม่เกินกิโลกรัมละ 1 บาทก็ถือว่ายังพอรับได้ แต่หากมีการปรับราคาเกินกว่านั้นก็จะส่งผบกระทบสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการร้านอาหารเป็นอย่างมาก
ทั้งนี้ เมื่อปี 2551 แม้ว่าจะมีการปรับราคาอย่างต่อเนื่องก่อนจะมีการประกาศตรึงราคาแต่ก็เป็นการปรับขึ้นครั้งละไม่กี่สตางค์ จึงทำให้ผู้ประกอบการไม่ค่อยรู้สึกตัวมากนัก
"ตอนนี้สภาพเศรษฐกิจเริ่มเข้าที่เข้าทาง หลังจากที่ช่วงต้นปีย่ำแย่มากๆ ผู้ประกอบการในชมรมก็ขายของลำบาก งานจัดเลี้ยงก็น้อยมาก ผู้ประกอบการต้องทุบราคาแข่งกันเพื่อความอยู่รอด หากมีการปรับขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีอีกก็จะเป็นการซ้ำเติมผู้ประกอบการ" นายวิชาญ กล่าว
Tags : เซรามิค
