พรทิวา ดันกฎหมายค้าปลีกเข้า ครม.วันนี้ (17 พ.ย.) เผยสาระสำคัญคุมค้าปลีก 4 ประเภท พร้อมกำหนดระยะเวลาเปิด-ปิด หนุนตั้งกองทุนช่วยโชห่วย
นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เตรียมเสนอร่างปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง พ.ศ. ... ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา ในวันนี้ (17 พ.ย.) ตามนโยบายเร่งด่วนของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ เร่งแก้ไข้ร่างกฎหมายให้เสร็จภายในกลางเดือนพ.ย. และผลักดันให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุด เพื่อดูแลการแข่งขันให้เกิดความเป็นธรรม
รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า เนื้อหาที่มีการปรับปรุงในร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง จะมีการกำหนดการขออนุญาตตั้ง หรือขยายสาขาโดยแบ่งขนาดเป็น 4 ประเภท ได้แก่ ร้านค้าขนาดใหญ่มาก พื้นที่ 3,000 ตร.ม.ขึ้นไป ต้องมีระยะห่างจากเขตเทศบาลไม่ต่ำกว่า 10 กม. เวลาเปิด-ปิด 12-16 ชั่วโมง ร้านค้าขนาดใหญ่ พื้นที่ 1,000-2,999 ตร.ม. ต้องห่างเขตเทศบาลไม่ต่ำกว่า 5 กม. เวลาเปิด-ปิด 12-16 ชั่วโมง ร้านค้าขนาดกลางพื้นที่ 300-999 ตร.ม. ต้องห่างจากเขตเทศบาลไม่ต่ำกว่า 3 กม. เวลาเปิด-ปิด 12-16 ชั่วโมง และร้านค้าขนาดเล็ก พื้นที่ 120-299 ตร.ม. ต้องห่างจากเขตเทศบาลไม่ต่ำกว่า 1 กม.ไม่กำหนดระยะเวลาเปิด-ปิด
อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาระยะเวลาเปิด-ปิด ได้ให้สิทธิคณะกรรมการระดับจังหวัดของแต่ละพื้นที่ พิจารณาเปิด-ปิดได้ตามความเหมาะสมอีกครั้ง ส่วนตลาดสดและร้านค้าสหกรณ์ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องขออนุญาตการจัดตั้งหรือขยายสาขาจาก พ.ร.บ.ฉบับนี้
นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2 ชุด เพื่อทำหน้าที่ดูแลกฎหมายค้าปลีก ได้แก่ คณะกรรมการกลางกำกับดูแลภาพรวมของนโยบาย และคณะกรรมการระดับจังหวัด กำกับดูแลเรื่องการขยายสาขา รวมถึงจะมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาค้าปลีกรายย่อย
สำหรับธุรกิจค้าปลีกในปัจจุบันมีมูลค่าสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท ตลาดส่วนใหญ่อยู่กับผู้ประกอบการขนาดใหญ่เพียง 5-6 ราย และมีการขยายสาขาแข่งขันกับร้านค้าปลีกรายย่อย หรือโชห่วย จนต้องปิดกิจการจำนวนมาก
รายงานข่าวแจ้งว่า ต้องจับตาดูว่าการประชุม ครม.วันนี้ (17 พ.ย.) จะอนุมัติการออกกฎหมายค้าปลีก ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอหรือไม่ เพราะเริ่มมีกระบวนการคัดค้านการออกกฎหมายจากภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบ
นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าปลีกค้าส่งไทย กล่าวว่า กฎหมายคงแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาไม่ได้ หวังว่ากฎหมายฉบับนี้จะช่วยบรรเทาผลกระทบได้ระดับหนึ่ง และต้องการให้รัฐแก้ไขหลักเกณฑ์ด้านยอดขายจากเดิม ที่กำหนดให้มียอดขายมากกว่า 1,000 ล้านบาท จึงจะเข้าเกณฑ์ เพิ่มเป็น 5,000 ล้านบาท และให้เพิ่มเกณฑ์ขนาดพื้นที่มากกว่าเดิม เพื่อให้ผู้ประกอบการไทย รายใหม่มีโอกาสแข่งขันมากขึ้น
"กฎหมายออกมาช้า ทำให้แก้ปัญหาที่ผ่านมาไม่ได้ แต่ก็ดีกว่าไม่มีเลย ซึ่งขณะนี้ร้านค้ารายย่อย ก็ล้มหาย ปิดกิจการไปมาก ส่วนที่มีอยู่ก็แข่งขันได้ยาก ทำให้ต้องมีกฎหมายมาช่วยดูแลการแข่งขันให้เป็นธรรม" นายสมชาย กล่าว
Tags : โชห่วย • พรบ.ค้าปลีก