ศูนย์วิจัยฯ ธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุปัญหาโครงการมาบตาพุดจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นและเศรษฐกิจในระยะยาว แม้ว่าผลกระทบระยะสั้นอาจมีไม่มากนัก
รายงานการวิเคราะห์จาก ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ( SCB EIC) กรณีศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้หน่วยงานของรัฐระงับโครงการในนิคมอุตสาหกรรม มาบตาพุดจำนวน 76 โครงการตามที่เป็นข่าวความขัดแย้งต่อเนื่องมานานนับเดือนนั้น ถือเป็นประเด็นสำคัญที่หลายฝ่ายจับตามอง เนื่องจากเกรงกันว่าจะก่อให้เกิดผลกระทบตามมาอีกมากมาย โดยเฉพาะต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทยที่มีความเปราะบางนั้น
SCB EIC ได้จำแนกผลกระทบในกรณีนี้ออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ผลกระทบจากโครงการที่เกี่ยวข้องโดยตรง , ผลกระทบจากอุตสาหกรรมที่คล้ายคลึงกับโครงการที่ถูกระงับ และ สุดท้ายเป็นผลกระทบจากความเสียหายของบรรยากาศการลงทุนโดยรวม ซึ่งเป็นผลกระทบที่เกี่ยวเนื่องกันเป็นระลอก (ripple effect) ในระยะยาวที่ยากแก่การประเมินและอาจส่งผลรุนแรง
โดยมีตัวอย่างของกรณีที่มีความอ่อนไหวในอดีตที่มีผลในระยะยาวต่างกัน เช่น
เมื่อปี 2550 กรณีการแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 นั้น ทำให้เกิดความกังวลอย่างมากและส่งผลต่อดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ในช่วงสั้น ๆ แต่ในที่สุดก็กลับมิได้มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศมากนัก
ต่างกับอีกกรณีหนึ่งคือการปิดสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อปลายปี 2551 ที่ในวันเดียวกันนั้นดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้แสดงสัญญาณถึงการได้รับผล กระทบ ทว่าผลกระทบจากการปิดสนามบินยังมีอยู่ต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน คือทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวทรุดตัวลงอย่างรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ทั้งนี้ ในกรณีของมาบตาพุดนั้น แม้ว่าจะยังไม่อาจคาดเดาผลสืบเนื่องที่จะเกิดขึ้นได้ว่าจะเป็นไปในรูปแบบใด และการที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่หวั่นไหวต่อคำสั่งที่ปรากฏออกมาในวันที่มีคำสั่งระงับ ก็ไม่อาจชี้ได้ว่าผลสืบเนื่องในอนาคตของกรณีนี้จะมีน้อย (ดังเช่นกรณี พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว) หรือมาก (ดังเช่นกรณีการปิดสนามบิน)
อย่างไรก็ตามความไม่แน่นอนนี้ได้ส่งผลเสียต่อบรรยากาศการลงทุนโดยรวมแล้ว ซึ่งคงทำให้เกิดผลกระทบต่อเนื่องในระยะยาวอย่างมาก
ในแง่ของผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยนั้น เนื่องจากทั้ง 76 โครงการ ยังมิได้มีการดำเนินงานเต็มรูปแบบ ดังนั้นผลผลิตของโครงการจึงยังไม่ถูกนับรวมในสถิติผลิตภัณฑ์มวลรวมของอุตสาหกรรมนั้นๆ
แต่จากการประเมินของ SCB EIC เห็นว่าในจำนวน 76 โครงการนี้ มีเพียง 11 โครงการ (คิดเป็น 20% ของการลงทุนรวม) ที่น่าจะได้รับอนุญาตให้ดำเนินการต่อ เนื่องจากมีผล EIA ก่อนวันที่รัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2550 มีผลบังคับใช้ ส่วนอีก 65 โครงการมีโอกาสถูกสั่งระงับต่อ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวม 2.3 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้บางโครงการยังไม่มีผลการศึกษา EIA เลย ส่วนบางโครงการมีผลการศึกษา EIA แล้ว แต่เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2550 มีผลบังคับใช้ แต่เป็นช่วงที่ยังไม่มีกฎหมายลูกมารองรับ
อีกประเด็นหนึ่งที่น่าเป็นกังวลคือ ในอนาคตอาจมีการฟ้องร้องในลักษณะเดียวกันกับโครงการในนิคมอุตสาหกรรมแห่ง อื่น ๆ ด้วย ซึ่ง SCB EIC ประเมินว่าผลกระทบโดยตรงต่อ GDP ในระยะสั้นจะมีไม่มาก เนื่องจากอุตสาหกรรมที่คล้ายคลึงกับ 65 โครงการนั้นอยู่ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ น้ำมัน ก๊าซ การกลั่น และโลหะ ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้แม้จะมีมูลค่าเกือบ 7% ของ GDP แต่มีการจ้างงานเพียง 0.5% ของการจ้างงานรวม อีกทั้งยังมีสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบที่สูง ผลสุทธิที่จะเกิดกับเศรษฐกิจและบัญชีเดินสะพัดจึงมีกรอบที่จำกัด
SCB EIC เห็นว่า ผลกระทบจากกรณีมาบตาพุดในระยะยาวเกี่ยวกับความเชื่อมั่น การลงทุน และผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมเป็นประเด็นที่น่าจับตามองมากกว่าผลกระทบในระยะสั้น เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยต้องอาศัยการลงทุนที่ต่อเนื่อง
ในขณะที่ปัจจุบันนี้ก็นับว่าไทยมีปัญหาในเรื่องของการลงทุนอยู่แล้ว เพราะนอกจากจะเติบโตช้าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคแล้ว ยังมีระดับการลงทุนที่ต่ำเมื่อเทียบกับในอดีตด้วย ซึ่งมูลค่าการลงทุนที่แท้จริงในขณะนี้ยังคงต่ำกว่าระดับที่ถือว่าต่ำอยู่ แล้วในปี 2536 ทั้งนี้ การดำเนินการในระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับภาครัฐและกระบวนการทางกฎหมายว่าจะ ชัดเจน และอำนวยให้โครงการต่าง ๆ สามารถดำเนินไปได้มากน้อยเพียงใด
ทั้งนี้ SCB EIC ได้ระบุถึงบทวิจัยชิ้นนี้ว่าเป็นการหยิบยกแต่เพียงประเด็นทางเศรษฐศาสตร์มาวิเคราะห์เพื่อหาผล กระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศเท่านั้น แต่ SCB EIC ยังเชื่อว่าประเทศไทยจะเติบโตอย่างยั่งยืนได้ต้องมีความสมดุลระหว่างการขยายตัว ทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในสังคมควบคู่กันไป
Tags : มาบตาพุด • ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์