กกร. ระบุการลงทุนในทุกโครงการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม วอนอย่าสรุปทุกโครงการปล่อยมลพิษ
นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่า ภาคเอกชนยืนยันหลักการว่าโครงการลงทุนทุก ๆ โครงการจะเน้นให้ความสำคัญดูแลสิ่งแวดล้อมภายใต้หลักการ 80 ต่อ 20 ซึ่งหมายความว่าโครงการลงทุนใหม่จะลงทุนได้ จะต้องลดการปล่อยมลพิษลงก่อน โดยหากลดได้ 100 หน่วย ลงทุนใหม่จะปล่อยมลพิษออกมาได้เพียง 80 หน่วยเท่านั้น อีก 20 หน่วย คืนให้กับสังคมชุมชน
ทั้งนี้ เพราะนักลงทุนไม่ต้องการให้โครงการลงทุนสร้างความเดือดร้อนให้กับชุมชนใกล้เคียง ดังนั้น ในส่วน 76 โครงการที่ศาลปกครองระยองมีคำสั่งระงับไว้ก่อนนั้น ทาง กกร.ไม่ต้องการให้ทำแบบเหมารวมทั้งหมด ควรแยกเป็นรายโครงการที่ไม่ได้ทำตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสองเท่านั้น และให้โรงงานกลุ่มนี้ไปดำเนินการให้ครบถ้วน ส่วนโครงการที่ทำดีอยู่แล้วต้องปล่อยให้เดินหน้าต่อไป
นายดุสิต กล่าวว่า กรณีที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนเตรียมที่จะยื่นฟ้องร้องอีก 181โครงการทั่วประเทศ ให้ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสองอีกนั้น กกร.ไม่วิตก เพราะเชื่อว่าความบริสุทธิ์ใจในการทำธุรกิจอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ ความสมดุลของโครงการลงทุนภาคอุตสาหกรรมและชุมชนจะต้องควบคู่กันไป นอกจากนี้ หุ้นส่วนต่างชาติที่ลงทุนร่วมกันก็มีความคิดแบบนี้ ดังนั้น จึงห้ามไม่ได้ที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนจะฟ้อง แต่ตราบใดที่มีเจตนาบริสุทธิ์ ก็เชื่อมั่นผลการกระทำจะบ่งบอกถึงสิ่งที่ภาคเอกชนทำในที่สุด
อย่างไรก็ตาม กกร.ต้องการให้สถานการณ์การชะงักของการลงทุนในขณะนี้ให้จบสิ้นโดยเร็วที่สุด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ นอกจากนี้ กกร.ยังสนับสนุนการตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่ายขึ้นมาพิจารณา 76 โครงการในมาบตาพุดว่า โครงการใดบ้างที่จำเป็นต้องดำเนินการเพิ่มเติมตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสอง หากจะให้ดำเนินการใดก็พร้อมจะปฏิบัติตาม
นอกจากนี้ ทาง กกร.จะเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 8/2552 ให้ทบทวนคณะรัฐมนตรีในวันที่ 25 พ.ย.นี้ ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2552 ที่ห้ามหน่วยงานของรัฐเขียนสัญญากับเอกชนผูกมัดให้ใช้อนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาท เพราะเรื่องดังกล่าว ไม่มีความเป็นสากลที่นานาประเทศใช้อยู่ ขณะเดียวกันมีหลายสิบโครงการที่ต้องชะลอการลงนามสัญญา เพราะติดขัดมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า สถาบันการเงินยังคงไม่มีมาตรการเพิ่มเติมใด ๆ เพราะลูกค้าโครงการลงทุนทั้ง 76 โครงการ ยังคงเดินหน้าโครงการตามปกติ และมีการจ่ายดอกเบี้ยตามปกติ ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าขนาดใหญ่ ก่อนหน้านี้ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งได้ส่งหนังสือส่งถึงลูกค้าให้โครงการลงทุนทั้งหมดต้องดูแลสิ่งแวดล้อมและทุกโครงการที่ธนาคารได้ให้สินเชื่อไปก็ดำเนินการโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว แต่การปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการยังไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ขณะนี้จะต้องขี้ให้ชัดว่าการที่จะต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสอง ต้องการให้เห็นในอุตสาหกรรมใด เพราะเอกชนพร้อมดำเนินการอยู่แล้ว
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนยังไม่รู้สาเหตุและวัตถุประสงค์ของการเตรียมยื่นฟ้องเพิ่มอีก 181 โครงการ ว่าดำเนินการเพื่อเหตุใด เนื่องจากที่ผ่านมาภาคเอกชนก็ได้มีการทำผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอยู่แล้ว เพียงแต่ในกฎหมายยังไม่มีข้อปฏิบัติด้านผลกระทบด้านสุขภาพ หรือ เอชไอเอ ที่ชัดเจน ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลเร่งออกระเบียบและข้อปฏิบัติให้ชัดเจนโดยเร็ว ส่วนด้านการพัฒนาการขนส่งทางระบบรางของประเทศนั้น กกร.เห็นว่าในอนาคตการขนส่งระบบรางจะถูกใช้มากขึ้น การลดภาระค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์จึงจำเป็น ฉะนั้นการพัฒนารถไฟฟ้าและการขนส่งระบบรางในประเทศไทยจึงมีความจำเป็นและน่าจะมีความเหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจ ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยหลายสิบรายผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลผลักดันโครงการรถไฟฟ้าให้ภาคเอกชนไทยมีส่วนในการผลิตชิ้นส่วนป้อนโครงการรถไฟฟ้า ซึ่งในอนาคตประเทศไทยลงทุนสร้างรถไฟฟ้าก็จะสั่งนำเข้าจากประเทศไทยต่อไป ดังนั้น กกร.จึงจะเสนอต่อเวที กรอ.ให้ตั้งสถาบันพัฒนาขนส่งทางรางและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องของไทย