กรุงเทพธุรกิจ

ธุรกิจ

วันที่ 13 ตุลาคม 2552 06:00

ใครคือ...ผู้ร้ายที่มาบตาพุด

มาบตาพุด, สิ่งแวดล้อม
TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

เอกชนแนะตั้งหน่วยงานกลางตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล กรณีมาบตาพุด หลังเอ็นจีโอ ระบุมีคนตายจากสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ

นายชายน้อย เผื่อนโกสุม  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น  จำกัด(มหาชน)หรือ  PTTAR  เปิดเผยในงานสัมมนาเรื่อง” วิกฤติมาบตาพุด ทางเลือก ทางรอด หรือทางตันของอุตสาหกรรมไทย?” ว่า เมื่อเร็วๆนี้  PTTAR  ได้รายงานถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อคณะกรรมการบริษัท(บอร์ด)ถึงกรณีที่ศาลปกครองมีคำสั่งระงับการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด  ซึ่ง ปตท.มีโครงการที่ต้องลงทุนประมาณ 25 โครงการ มูลค่าการลงทุนเกือบ 2  แสนล้านบาท  โดยคณะกรรมการฯได้รับทราบและเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมระบุว่า ต้องรอดูความชัดเจนอีกครั้งภายหลังการยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาล

โดยเขาเห็นว่า ในการแก้ไขปัญหาระยะสั้น  ในฐานะที่เป็นนักลงทุนอยากจะเสนอแนะให้มีการตั้งหน่วยงานทางด้านวิชาการที่มีความเป็นกลางขึ้นมา 1 ชุด  เพื่อตรวจสอบในกรณีต่างๆ เช่น กรณีที่มีการร้องเรียนว่าโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดปล่อยสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง จนทำให้มีประชาชนในพื้นที่ป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวและเสียชีวิต  เป็นต้น

รวมทั้งอยากจะให้รัฐบาลเร่งหามาตรการเพื่อให้เอกชนสามารถเดินหน้าในโครงการต่างๆ ที่อยู่ระหว่างการลงทุนและการก่อสร้างต่อไปได้ แม้ขณะนี้ศาลจะมีคำสั่งระงับการลงทุน เพราะหากชะลอการลงทุนออกไป จะทำให้เกิดความเสียหายอย่างหนัก ไม่เฉพาะแค่โครงการของบริษัทเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก  เพราะโครงการในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำ  นอกจากนี้ หากต้องการให้ภาคเอกชนทำการศึกษาเรื่องผลกระทบทางด้านสุขภาพ (HIA) ก็พร้อมที่จะดำเนินการให้ทันทีหากโครงการลงทุนดังกล่าวสามารถเดินหน้าได้

“เราอยากจะให้มีทางออกร่วมกันทุกฝ่าย ซึ่งควรจะมีการพูดคุยกันก่อนที่ศาลปกครองสูงสุดจะมีคำสั่งออกมา แต่ในระยะสั้นอยากจะให้มีการตั้งหน่วยงานกลางขึ้นมา เพื่อตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ว่าของใครถูกหรือผิดอย่างไร ไม่อยากให้เกิดความสับสนในสังคม และที่สำคัญอยากให้รัฐบาลเร่งสร้างความเข้าใจและชี้แจงความชัดเจน ให้กับนักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดอยู่แล้ว ก่อนที่นักลงทุนเหล่านี้จะย้ายไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม”

ด้าน นายชลณัฐ  ญาณารณพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเคมีภัณฑ์ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย  จำกัด(มหาชน)หรือ SCG เชื่อว่า ปัญหาทุกอย่างน่าจะมีทางออก   หากทุกๆ ฝ่ายสามารถคุยและมีข้อสรุปที่ตรงกัน โดยมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนี้เป็นอุบัติเหตุ   ที่เกิดจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่นิ่ง  โดยปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนรัฐบาลไปแล้วถึง 3 รัฐบาล ทำให้นโยบายและการดำเนินงานสะดุดไม่ต่อเนื่อง 

วิกฤติที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ถือว่าเป็นวิกฤติที่รุนแรงมากหากไม่เร่งแก้ไข ซึ่งกลุ่ม SCG  เองกังวลว่านักลงทุนต่างชาติที่เคยให้น้ำหนักการลงทุนในประเทศไทยมากเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านจะหันไปลงทุนในประเทศอื่นๆ แทน   เพราะขณะนี้นักลงทุนที่เป็นพันธมิตรกับทางกลุ่มบริษัทก็ตั้งคำถามมากมายเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น   ซึ่งตนไม่ทราบว่าจะตอบคำถามอย่างไรเช่นกัน  เพราะทางนักลงทุนต่างชาติเองก็ทำทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมายที่กำหนดขึ้นมา หากรอบนี้ไม่สามารถดึงนักลงให้อยู่ได้    ในอนาคตก็ยากที่จะดึงนักลงทุนกลับมาลงทุนอีกครั้ง

“ทางกลุ่ม พร้อมที่จะดำเนินการทุกอย่างหากทุกฝ่ายมีข้อสรุปที่ตรงกันและเห็นด้วยหากจะมีการตั้งคณะกรรมการกลางที่เป็นอิสระขึ้นมา เพื่อตรวจสอบข้อมูลต่างๆ  เพราะเราเองก็ลงทุนสูงมากราว 1.07 แสนล้านบาทในนั้น ผู้ร่วมทุนที่เป็นฝรั่งอย่างบริษัท ดาว เคมิคอล จำกัด จากสหรัฐอเมริกา ก็ไม่รู้จะเดินหน้าหรือถอยหลัง เพราะเขาเองก็ยกเลิกและชะลอการลงทุนในประเทศต่างๆ ทั่วโลกไปหมดแล้ว แต่ยังให้น้ำหนักการลงทุนในไทยเพียงประเทศเดียวหากคราวนี้เขาไปแล้วยากที่จะดึงนักลงทุนคนอื่นๆ เข้ามาใหม่  ซึ่งในเร็วนี้จะเดินทางไปชี้แจงให้กับทางผู้ร่วมทุนทราบถึงความคืบหน้า ”

ขณะที่ นายโกศล ใจรังษี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม  ระบุว่า ในฐานะที่เป็นผู้ปฏิบัติก็อยากจะเห็นความชัดเจน ถูกต้องของระเบียบข้อปฏิบัติต่างๆ  และความเข้าใจ ความไว้วางใจระหว่างผู้ประกอบการอุตสาหกรรมและชุมชน โดยกระทรวงจะมีการหารือถึงทางออกในระยะสั้นเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถเดินหน้าได้  คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 1-3 สัปดาห์นี้ 

นอกจากนี้ ยังเห็นว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นควรจะแปลงวิกฤติเป็นโอกาส ในการทบทวนทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ โดยควรเลือกสาขาที่พัฒนาแล้วเกิดมูลค่าเพิ่มสูง เช่น  เกษตร โดยอุตสาหกรรมไหนที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมรุนแรง ก็อาจจะเลือกที่จะนำเข้าสินค้าเหล่านั้นมาแทน ซึ่งจะต้องเลือกว่าที่สุดแล้ว อุตสาหกรรมใดที่ลงทุนแล้วเป็นประโยชน์ต่อประเทศมากที่สุด 

เขายังเห็นว่า หากมีการเจรจาร่วมกันของแต่ละฝ่ายเพื่อแก้ไขปัญหามาบตาพุด จะต้องแยกการเจรจาออกเป็น 2 ประเด็น ได้แก่ กรณีที่เป็นโครงการเก่า และโครงการใหม่ ทั้ง 76 โครงการที่จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้เร็วที่สุด และให้สอดคล้องกับมาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญ 2550

 

Tags : มาบตาพุด สิ่งแวดล้อม

Adsense

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6

อยู่ระยองมาตั้งแต่เกิด ไม่เห็นมันจะเลวร้ายอย่างที่เขาว่ากันเลยน้ำเสียน้ำดำก็ไม่มี ไม่เหมือนในกรุงเทพ การนิคมมาบตาพุดดูแลดีน่ะ ทุกบริษัทลงทุนมหาศาลเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ตอนที่บริษัทไหนเขาได้รางวัลเรื่องการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมไม่เห็นเป็นข่าว รัฐธรรมนูญ2550 มีแต่ปัญหา

ความคิดเห็นที่ 5

ลองย้ายไปลงที่อิศานบ้างซิ

ความคิดเห็นที่ 4

ใช่ครับ มีแต่มาเอาผลประโยชน์ของชาติเราไปหมด * พวกหัวแดง

ความคิดเห็นที่ 3

ถ้ามาลงทุนแล้วทิ้งมลพิษเอาไว้ให้ลูกหลานเราแล้วตัวเองหอบเอาเงินกำไรกลับประเทศ ทิ้งเศษเงินเอาไว้กับความทุกข์ที่ผู้คนจะต้องอยู่กับมันอีกไม่รู้กี่สิบปี ก็ไปลงทุนที่อื่นก็ได้ ชอบเอานักลงทุนต่างชาติมาขู่ ไม่มีนักลงทุนต่างชาติมา คนไทยก็ไม่อดตายหรอก มีแต่พวกนักลงทุนนั่นแหละจ้องที่จะเข้ามากอบโกยเอาประโยชน์จากทรัพยากรณ์ของเรา

ความคิดเห็นที่ 2

คำคำเดียว "พอเพียง"

ความคิดเห็นที่ 1

"ก่อนที่นักลงทุนเหล่านี้จะย้ายไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม"
อย่าดีแต่พูดแน่จริงก็ไปเลยซิ ถ้าทำที่เวียดนามดีกว่าก็คงไปแล้วอย่าเอามาขู่ชาวบ้านเลย

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement