นิคมฯ เกตเวย์ยิ้มร่าหลังขายที่ดินออก 20 ไร่ ถือว่ายังดีเพราะรายอื่นแทบขายไม่ออก ด้านผลประกอบการพลาดเป้าหนัก เหลือที่ดินขายไม่ออกอีก600ไร่
นายปรีชา เศขรฤทธิ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท เอ็ม ดี เอ็กซ์ จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า ผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัวไปทั่วโลก เป็นผลให้บริษัทไม่สามารถขายที่ดินในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ได้ โดยทั้งปีบริษัทสามารถขายที่ดินได้เพียง 20 ไร่ จากพื้นที่ที่พัฒนาแล้ว 500-600 ไร่ และยังมีที่ดินที่รอการพัฒนาอีกกว่า 1,000 ไร่ ส่งผลให้ยอดขายในครึ่งแรกของปี 2552 ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย และขาดทุนไปแล้ว 47 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขาดทุนต่อเนื่องตั้งแต่ปีก่อนที่มีผลการขาดทุนรวม 120 ล้านบาท
คาดว่า ในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะมีผลประกอบการที่ดีขึ้น เนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐบาลในโครงการต่างๆ จะเริ่มส่งผลและมีสัญญาณว่าแนวโน้มของเศรษฐกิจโลกจะกลับมาดีขึ้น ทั้งนี้หากประเมินภาพรวมของรายได้ทั้งปีบริษัทน่าจะมีรายได้รวมใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 650 ล้านบาท
ด้วยสภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัว ทำให้บริษัทต้องปรับกลยุทธ์ในการทำธุรกิจ โดยจะเน้นด้านการร่วมทุนในกลุ่มธุรกิจโรงไฟฟ้ามากขึ้น เนื่องจากประเมินแล้วว่าเป็นธุรกิจที่มีรายได้สม่ำเสมอ แม้ว่าเศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะเช่นใดก็ตาม เพราะความจำเป็นต้องใช้พลังงานไฟฟ้า
โดยปัจจุบัน บริษัทมีธุรกิจด้านโรงไฟฟ้าอยู่แล้ว ได้แก่ โรงไฟฟ้าบางบ่อ ขนาด 350 เมกะวัตต์ ซึ่งเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้แล้วตั้งแต่ปี 2546 โรงไฟฟ้าน้ำเทิน-หินบูน ขนาด 210 เมกะวัตต์ ซึ่งเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์มาแล้วตั้งแต่ปี 2541 และขณะนี้อยู่ระหว่างขยายกำลังการผลิตเป็น 500 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ยังมีโรงไฟฟ้าน้ำงึม 3 ที่อยู่ระหว่างการเจรจาค่าไฟฟ้าใหม่กับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)
"ทั้งปีเราขายที่ดินได้แค่ 20 ไร่ ซึ่งทำได้แค่นี้ถือว่าเก่งแล้ว เพราะรายอื่นๆ ก็ยังแทบจะขายไม่ได้ ซึ่งแน่นอนว่ารายได้ก็จะไม่เป็นไปตามเป้าหมาย แต่เราก็พยายามทำเต็มที่และปรับตัวทุกอย่าง ล่าสุดถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่มีบริษัทด้านปิโตรเคมีมาซื้อที่ดินของเราเพื่อสร้างโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิล"
สำหรับแผนการลงทุนใหม่ๆ บริษัทยังไม่มีแผน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจขณะนี้ไม่เอื้อต่อการลงทุน แม้ว่าเศรษฐกิจโลกอาจจะมีทิศทางปรับตัวดีขึ้น แต่สำหรับประเทศไทยเองแล้วยังมีปัจจัยอื่นๆ ให้น่าจับตาคือ การเมืองที่ยังไม่นิ่งทำให้ต้องใช้เวลาศึกษาแผนการลงทุนอย่างรอบคอบ
ด้าน นายอภิชัย ฟูตระกูล กรรมการบริษัท พี.อี.ที.พลัส จำกัด ซึ่งเป็นผู้ตัดสินใจซื้อที่ 20 ไร่ของเกตเวย์ครั้งนี้ เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนจะก่อสร้างโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิล หรือ PET ประเภทมาตรฐานผลิตภัณฑ์อาหาร ในนิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ ซิตี้ จ.ฉะเชิงเทรา ขนาดกำลังการผลิต 10,000 ตันต่อปี มูลค่าลงทุนรวม 1,000 ล้านบาท คาดว่าจะเดินหน้าผลิตเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2554
ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกระบวนการผลิตจะถูกนำไปใช้เป็นบรรจุภัณฑ์ด้านอาหาร และเครื่องดื่ม โดย PET ประเภทนี้จะผลิตจากพลาสติกที่ใช้แล้วภายใต้มาตรฐานขององค์การอาหารและยา ของสหรัฐอเมริกา US FDA และมาตรฐานกลุ่มประเทศยุโรป ด้วยเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงแบบต่อเนื่องในกระบวนการผลิต เป็นโรงงานแห่งแรกในอาเซียน และแห่งที่ 2 ในเอเชีย และเป็นโรงงานแห่งที่ 6 ของโลก
สำหรับลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าต่างประเทศราวๆ 80% อีก 20% เป็นลูกค้าภายในประเทศ ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมด้านบรรจุภัณฑ์
"ราคา PET ที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลนี้ จะมีราคาถูกกว่าราคา PET ที่เป็นวัตถุดิบใหม่ราวๆ 10% หรือหากคิดเป็นกิโลกรัมจะอยู่ที่ประมาณ 50 บาทต่อกิโลกรัม โดยเราประเมินว่าในประเทศไทยขณะนี้มีพลาสติกเหลือใช้ที่เป็น PET ประมาณ 1 แสนตันต่อปี และคาดว่าโรงงานแห่งนี้จะใช้พลาสติกประมาณ 5-7% หรือราว 500 ตันต่อปี จึงจะสามารถผลิตได้ครบตามกำลังการผลิต 10,000 ตันต่อปี"
เขาบอกเหตุผลของการเลือกลงทุนในช่วงนี้ว่า เนื่องจากในชาติตะวันตกและอเมริกามีความตื่นตัวในเรื่องรีไซเคิลกันมาก หลายๆ ประเทศมีกฎหมายระบุให้บรรดาโรงงานอุตสาหกรรมต้องมีผลิตภัณฑ์รีไซเคิล ดังนั้น PET รีไซเคิล จึงเป็นทางเลือกใหม่และตลาดมีความต้องการเพิ่มขึ้น ทุกๆ ปี
Tags : นิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์