ไอเอ็มเอฟ ประเมินเศรษฐกิจไทย คาดจีดีพีที่แท้จริงปีนี้ ติดลบเป็นครั้งแรกรอบ 12 ปี นับตั้งแต่วิกฤติปี 2540 คาดติดลบ 3% ก่อนขยายตัว 1% ปี2553
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เผยแพร่ผลการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปีนี้ และปี 2553 ผ่านเว็บไซต์ของไอเอ็มเอฟ วานนี้ (27 ส.ค.) ว่า ความไม่มีเสถียรภาพการเมืองและการชะลอตัวเศรษฐกิจโลกยังคงส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งหลังจากเกิดความวุ่นวายทางการเมือง ได้ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภคลดลง การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลงในปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าอุปสงค์ในประเทศไม่เพียงพอ และภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก และในปีนี้ คาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติที่แท้จริง (real GDP) จะติดลบเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่วิกฤติปี 2540
ไอเอ็มเอฟ ระบุว่า หลังจากมีความวุ่นวายทางการเมืองมาหลายปี บรรยากาศทางการเมืองของไทยได้ส่งผลให้ความเชื่อมั่นภาคเอกชนลดลง ความวุ่นวายทางการเมืองเกิดขึ้น นับตั้งแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกรัฐประหารเมื่อปี 2549 จากนั้นพรรคเพื่อไทยกลับมามีอำนาจอีกครั้งในการเลือกตั้งปี 2550 แต่ก็ไม่สามารถบริหารบ้านเมืองได้ จนความเชื่อมั่นทางธุรกิจลดต่ำสุดในรอบ 10 ปี
จากนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ภายใต้รัฐบาลผสม แต่การต่อต้านรัฐบาลก็เกิดขึ้นจนนำไปสู่เหตุการณ์เมื่อเดือน เม.ย. ซึ่งส่งผลให้ความเชื่อมั่นจากภายนอกลดลง จนทำให้สถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือลดอันดับไทยเมื่อกลางเดือน เม.ย.
อย่างไรก็ตาม ไอเอ็มเอฟ ประเมินว่าการหดตัวของเศรษฐกิจไทยจะจำกัดอยู่ที่ติดลบไม่เกิน 3% ในช่วงที่รัฐบาลต้องเพิ่มการใช้จ่าย เพื่อแก้ปัญหาภาคส่งออกย่ำแย่ ทำให้คาดการณ์ขาดดุลงบประมาณของรัฐเพิ่มขึ้นเป็น 4.5% ของจีดีพี ส่วนปีหน้าคาดเศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวเพียง 1%
ทั้งนี้ ไอเอ็มเอฟเตือนว่า อุปสงค์ในประเทศย่ำแย่ ความต้องการซื้อในต่างประเทศซบเซา บวกการใช้จ่ายภาครัฐ ล้วนมีความสำคัญช่วยให้แนวโน้มการขยายตัวลดลงมีจำกัด พร้อมเสนอแนะให้ไทยเดินหน้าโครงการลงทุนระยะ 3 ปี ของภาครัฐ ซึ่งอยู่ช่วงเริ่มต้นของโครงการ เพราะช่วยสนับสนุนอุปสงค์ในประเทศให้ฟื้นตัวได้ช่วงที่เหลือของปีนี้
ไอเอ็มเอฟ ยังระบุด้วยว่า ความถดถอยของไทยผ่อนคลายลงแล้วไตรมาส 2 เพราะได้การใช้จ่ายภาครัฐช่วย และคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ เพื่อการส่งออกปรับตัวดีขึ้น โดยแผนรัฐบาลชุดปัจจุบันจะใช้เงินอีก 1.06 ล้านล้านบาท จนถึงปี 2555 เพื่อกระตุ้นการบริโภค และสนับสนุนให้เกิดการเติบโต หลังจากครึ่งแรกปีนี้ได้ดำเนินการตามแผนกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 1.17 แสนล้านบาทไปแล้ว
ชม ธปท.คุมเงินบาทได้ดี
เมื่อวันที่ 26 ส.ค.ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ เป็นการตรึงดอกเบี้ยครั้งที่ 3 ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ตลอด 3 ครั้งที่ผ่านมา รวมทั้งครั้งล่าสุดนี้ และหลังจากที่การประชุมของ กนง. 4 ครั้ง ระหว่างเดือน เม.ย.-ธ.ค. 2551 ได้หั่นดอกเบี้ยลงรวม 2.5% แล้ว
ไอเอ็มเอฟมองว่า ธปท.ได้จำกัดขอบเขตการลดดอกเบี้ยนโยบายลงต่อเนื่อง ขณะที่ผลกระทบเกิดกับนโยบายการเงินอาจมีจำกัด เพราะภาวะเศรษฐกิจอ่อนแอ และสภาพคล่องมากเกินไปในระบบการเงิน
ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนของไทยที่เทรดกันอยู่ในช่วงกว้างๆ ถือว่าอยู่ในระดับเหมาะสม และ ธปท.ได้แจ้งแล้วว่าจะยึดมั่นใช้อัตราแลกเปลี่ยนมีความยืดหยุ่น และจะเข้าแทรกแซงเฉพาะเวลาที่ค่าเงินบาทผันผวนมากเกินไป เพื่อให้เงินบาทกลับมาอยู่ในภาวะปกติ
ไอเอ็มเอฟย้ำด้วยว่า รู้สึกยินดีที่ ธปท.ยังคงยึดมั่น ใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนมีความยืดหยุ่น สำหรับค่าเงินบาทของไทย หลังจาก ธปท.เข้าแทรกแซงเพื่อไม่ให้ค่าเงินแข็ง และยังได้ประกาศผ่อนคลายกฎระเบียบการลงทุนในต่างประเทศไปเมื่อต้นเดือน มิ.ย.ปีนี้นั้น ช่วยให้เงินบาทซื้อขายอยู่ระหว่าง 33.8-34.41 บาทต่อดอลลาร์ และวานนี้เงินบาทเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย อยู่ที่ 34.02 บาทต่อดอลลาร์
นายกฯ เชื่อ พ.ร.บ.ความมั่นคงไม่กระทบธุรกิจ
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในงานครอบรอบศูนย์บริการธุรกิจกรุงเทพเอ็กซอนโมบิล 6 ปี ว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มดีขึ้น โดยไตรมาส 4 เศรษฐกิจจะเป็นบวก รัฐบาลมีแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งที่มีงบลงทุน 45,000 ล้านดอลลาร์ ในช่วง 3 ปี เพื่อลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและส่งเสริมอุตสาหกรรมบริการ รวมทั้งเตรียมความพร้อมให้คนไทยอยู่ในช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจได้ การลงทุนดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ทั้งคนไทยและนักลงทุนต่างชาติ
ทั้งนี้ ไทยมีปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง แต่ยังเป็นมิตรกับนักลงทุนต่างชาติตลอด หลังจากโรดโชว์ที่ญี่ปุ่นและจีนพบว่ายังสนใจลงทุนในไทย การที่ ครม. ประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรมาใช้ วันที่ 29 ส.ค.-1 ก.ย.นี้ เพื่อป้องกันความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งจะต่างจากการใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะเป็นการใช้เมื่อเกิดเหตุการณ์แล้ว
"รัฐบาลเรียนรู้จากเหตุการณ์ในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา เมื่อนำ พ.ร.บ.ดังกล่าวมาใช้แล้วจะดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ รวมทั้งประชาชนและนักธุรกิจยังดำเนินการได้ตามปกติ เพราะจำกัดเฉพาะเขตดุสิต ซึ่งรัฐบาลดีใจที่ภาคธุรกิจเห็นด้วยกับการป้องกัน และมั่นใจว่าทุกคนในประเทศไม่ต้องการความรุนแรง"
สศค.ชี้ศก.ไทยยังเปราะบาง
ด้าน ดร.สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลังแถลงว่า ข้อมูลเศรษฐกิจไทยเดือน ก.ค. 2552 ที่ผ่านมา สะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะที่เปราะบาง แม้จะมีสัญญาณบวกจากการบริโภค การลงทุนที่หดตัวน้อยลง การเบิกจ่ายรัฐบาลที่ดีขึ้น โดยเฉพาะงบลงทุน และมูลค่าการส่งออกที่มีระดับน่าพอใจ แต่สัญญาณลบจากการนำเข้าที่หดตัวแรง
เขากล่าวด้วยว่า ถือเป็นจุดที่เปราะบางสำหรับเศรษฐกิจไทย หากนำเข้าได้ดีกว่านี้ จะเป็นจุดที่ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวแบบ V Shape แบบ 100% และจะไม่ฟื้นตัวแบบ W Shape
ทั้งนี้ ตัวเลขนำเข้าสินค้าของไทยเดือน ก.ค.หดตัวมากเกินไป หรือหดตัวถึง 32.5% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมาจากปริมาณนำเข้าที่หดตัว 26.8% ต่อปี และราคาสินค้านำเข้าหดตัว 7.8% ต่อปี
เมื่อพิจารณารายการสินค้าพบว่า หดตัวลงทุกรายการสินค้า ยกเว้นการนำเข้าสินค้าทุนที่เริ่มปรับตัวลดลง ทั้งนี้ มูลค่าการนำเข้าที่หดตัวมากกว่าการส่งออก ทำให้ดุลการค้าเดือน ก.ค.เกินดุลต่อเนื่องที่ 700 ล้านดอลลาร์
"การนำเข้าหดตัวมากเกินไป ส่งสัญญาณว่า การเติบโตของเศรษฐกิจจะโตได้ไม่ยั่งยืน ถือเป็นจุดเปราะบางของเศรษฐกิจ เพราะจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตแบบ V Shape แบบ 100% หรือ W Shape" เขากล่าว
ส่วนการส่งออกเมื่อคิดเป็นมูลค่าเริ่มดีขึ้นในระดับที่น่าพอใจ และเป็นจุดที่มีสัญญาณบวกที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ กล่าวคือ มียอดส่งออก 1.2-1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ เป็นผลจากการกระจายตลาดส่งออก โดยตลาดส่งออกในอินเดีย มาเลเซีย และไต้หวันดีขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจในญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา มีสัญญาณดีขึ้นเช่นกัน
อีกจุดหนึ่งของตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีขึ้น คือ ภาคการท่องเที่ยว โดยเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ตัวเลขนักท่องเที่ยวเข้ามา 1.1 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากเดือน มิ.ย.ที่มีนักท่องเที่ยว 1.0 ล้านคน แต่ลดลง 12.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่การลดลงดีกว่าคาดการณ์ไว้ที่ลบ 20-25% ซึ่งนักท่องเที่ยวที่เข้ามามาก คือ กลุ่มนักท่องเที่ยวจากยุโรป และเอเชียใต้
มั่นใจไตรมาส4ขยายตัวบวก
ด้าน ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวมั่นใจว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโตแบบ V Shape แน่นอน โดยไตรมาส 4 เศรษฐกิจจะกลับมาเป็นบวก ส่วนหนึ่งเพราะฐานของปีก่อนต่ำ แต่ความเสี่ยง คือ จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง เพราะภาคการผลิตยังเปราะบาง
"สิ่งที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการ คือ การเร่งรัดการเบิกจ่าย โดยเฉพาะช่วงรอยต่อของมาตรการลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่สองกับระยะแรก"
เขากล่าวด้วยว่า โอกาสที่เศรษฐกิจระยะต่อไปจะฟื้นตัวแบบ W Shape ก็มีเช่นกัน กล่าวคือ หากเศรษฐกิจในประเทศเอเชียฟื้นตัวแบบ W Shape ไทยก็จะฟื้นตัวในลักษณะเดียวกัน และการใช้จ่ายภาครัฐจะไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
ทั้งนี้ สศค.กำลังจับตาและวิเคราะห์ใกล้ชิด เกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าที่ลดลงของจีนช่วงเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ว่า จะเป็นการนำเข้าที่ลดลงชั่วคราวหรือต่อเนื่อง โดยยอดการส่งออกเดือน ก.ค. ลดลง 21.6%
หอการค้าระบุเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงผลสำรวจสถานภาพของธุรกิจไทยไตรมาสที่ 2 ไตรมาสที่ 3 ไตรมาสที่ 4 ปี 2552 และคาดการณ์ปี 2553 โดยสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 810 ตัวอย่างทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 17-24 ส.ค. 2552 ว่า ผลประกอบการของธุรกิจไทยไตรมาสที่ 3 ปี 2552 ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 3 ปีก่อน เป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งยอดขายและกำไรในส่วนของธุรกิจที่ขนาดใหญ่ ส่วนธุรกิจขนาดกลางและธุรกิจขนาดย่อมผลประกอบการยังไม่ดีขึ้น
"จากการสำรวจธุรกิจขนาดใหญ่ผลประกอบการเพิ่มขึ้น 34.88% ไม่เปลี่ยนแปลง 53.49% ลดลง 11.63% โดยเฉพาะธุรกิจที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมผลิตเพื่อการส่งออกผลประการเพิ่มขึ้น 52.38% ธุรกิจขนาดกลางผลประกอบการเพิ่มขึ้น 25.53% ไม่เปลี่ยนแปลง 51.06% และลดลง 23.40% ส่วนธุรกิจขนาดย่อมผลประกอบการเพิ่มขึ้น 6.94% ไม่เปลี่ยนแปลง 38.89% ผลประกอบการลดลง 54.17% ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าธุรกิจขนาดใหญ่ผลประกอบการดีขึ้น ซึ่งได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ธุรกิจขนาดกลางและธุรกิจขนาดย่อมยังไม่ได้รับอานิสงส์เท่าที่ควร" นายธนวรรธน์ระบุ
ระบุมีสัญญาณหยุดทรุดตัว
นายธนวรรธน์ ระบุว่า ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์ราคาพืชผลการเกษตรที่ติดลบครั้งแรกรอบ 4 ปี เนื่องจากราคาน้ำมันลดลงที่ทำให้ราคาพืชผลการเกษตรลดลง แต่ต้นทุนการผลิตกลับเพิ่มขึ้น แต่สถานประกอบการจ้างงานไม่เปลี่ยนแปลง 70.69% ปรับลดลง 24.14% เพิ่มขึ้น 5.17% ส่วนอัตราการจ้างงานไม่เปลี่ยน 77.01% ปรับตัวลดลง 17.24% และเพิ่มขึ้น 5.75% ส่งผลต่อกำลังซื้อภายในประเทศ
"มีสัญญาณที่ยืนยันชัดเจนว่าเศรษฐกิจไทยหยุดทรุดตัวแล้ว เห็นได้จากสถานการณ์อัตราค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น ผมคาดว่าการจ้างงานจะฟื้นตัวเต็มที่ปลายไตรมาสที่ 1 ปีหน้า แต่ผู้ประกอบการยังมีความกังวลเกี่ยวกับกำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัว ผมเห็นว่ารัฐบาลต้องเร่งรัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง การเร่งรัดนโยบายประกันราคาสินค้าเกษตร และการดูแลราคาน้ำมันไม่ให้เพิ่มสูงขึ้นจะกระตุ้นและเพิ่มกำลังซื้อในประเทศ ส่งผลดีต่อผลประกอบการของธุรกิจขนาดกลางและธุรกิจขนาดย่อม" นายธนวรรธน์กล่าว
Tags : ไอเอ็มเอฟ