กรุงเทพธุรกิจ

ธุรกิจ

วันที่ 20 สิงหาคม 2552 10:12

กสิกรไทยชี้ส่งออกไทยพ้นจุดต่ำสุดแล้ว

TOOLS
คอลัมน์อื่นๆ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินตัวเลขส่งออกครึ่งปีหลังจะปรับตัวดีขึ้น หลังผ่านพ้นจุดต่ำสุดแล้ว คาดว่าทั้งปีจะติดลบ14.5-17.5% หดตัวน้อยกว่าที่คาด

 จากการรายงานข้อมูลการค้าระหว่างประเทศของไทยล่าสุดโดยกระทรวงพาณิชย์ในวันที่ 19 สิงหาคม 2552 แม้ว่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า การส่งออกโดยรวมในเดือนกรกฎาคม 2552 ยังหดตัวในอัตราที่สูงใกล้ๆ กับเดือนมิถุนายน แต่มูลค่าการส่งออกที่ปรับฤดูกาลขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีทิศทางปรับตัวดีขึ้นก็น่าจะเป็นปัจจัยหนุนให้การส่งออกของไทยดีขึ้นได้อย่างต่อเนื่องในช่วงเดือนต่อๆ ไป

จึงน่าจะสามารถกล่าวได้ว่า การส่งออกในเดือนกรกฎาคมนี้ได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดแล้ว โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีมุมมองต่อสถานการณ์และแนวโน้มการส่งออกของไทยในช่วงระยะเวลาที่เหลือของปี 2552 ว่าประมาณการตัวเลขส่งออกของไทยในปี 2552 เพิ่มขึ้น เป็นหดตัวร้อยละ 14.5-17.5 จากเดิมคาดการณ์ไว้ที่หดตัวร้อยละ 14.5-19.0

โดยการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังมีโอกาสหดตัวชะลอลงมาเป็นตัวเลขหลักเดียว จากที่หดตัวสูงร้อยละ 23.5 ในช่วงครึ่งปีแรก

แม้ว่าตัวเลขการส่งออกในเดือนกรกฎาคมยังคงมีอัตราติดลบสูงร้อยละ 25.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่มูลค่าการส่งออกที่ปรับฤดูกาลเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ขณะที่แนวโน้มในเดือนต่อๆ ไป คาดว่าจะยังคงปรับตัวดีขึ้น จากการที่ประเทศส่วนใหญ่น่าจะหลุดพ้นจากภาวะถดถอยได้อย่างทั่วถึงมากขึ้นในไตรมาสที่ 3/2552 และโดยส่วนใหญ่แล้วน่าจะกลับมาขยายตัวในแดนบวกในไตรมาสสุดท้ายของปี

ทิศทางดังกล่าวทำให้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เชื่อว่าการส่งออกของไทยผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดมาแล้ว และมูลค่าการส่งออกน่าจะเพิ่มขึ้นในช่วงระยะต่อไป มีมูลค่าเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าเดือนละ 13,000 ล้านดอลลาร์ฯ ส่งผลให้การส่งออกหดตัวชะลอลงมาที่ประมาณร้อยละ 15 ในเดือนสิงหาคม และเริ่มขยายตัวได้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ส่งผลให้การส่งออกในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉลี่ยแล้ว มีโอกาสติดลบน้อยลงมาเหลือเพียงตัวเลขหลักเดียว จากที่หดตัวสูงร้อยละ 23.5 ในช่วงครึ่งปีแรก

และทำให้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าการส่งออกทั้งปี 2552 อาจจะหดตัวอยู่ระหว่างร้อยละ 14.5-17.5 โดยกรอบล่างดีขึ้นกว่าเดิมที่คาดว่าจะหดตัวร้อยละ 14.5-19.0 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังคงมองว่า แรงขับเคลื่อนการส่งออกของไทยที่สำคัญ น่าจะมาจากตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียที่มีจีนและอินเดียเป็นศูนย์กลางของพลังที่จะผลักดันการเติบโตของภูมิภาค อีกทั้งจะมีปัจจัยหนุนจากการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่จะยิ่งชัดเจนขึ้นในปีข้างหน้าที่ความตกลงการค้าเสรีหลายกรอบจะมีผลบังคับใช้ เช่น ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย การเปิดเสรีภาคการบริการในกลุ่มประเทศอาเซียนในสาขานำร่อง รวมทั้งกรอบความตกลงด้านการลงทุนระหว่างอาเซียน-จีน ทั้งหมดนี้น่าจะสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการค้าระหว่างกันภายในภูมิภาคยิ่งขึ้น สำหรับประเทศ G-3 ที่เป็นตลาดหลักของไทยนั้นก็ยังมีความสำคัญ แต่การฟื้นตัวของประเทศในกลุ่มนี้ยังมีความไม่แน่นอน โดยสิ่งที่หลายฝ่ายยังกังวลคือเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเหล่านี้อาจจะกลับมาชะลอตัวเมื่อผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจค่อยๆ หมดไป

ทั้งนี้ ธุรกิจที่คาดว่าจะสามารถฟื้นตัวได้ก่อน โดยพื้นฐานแล้วน่าจะเป็นกลุ่มสินค้าสำหรับผู้บริโภค เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหาร เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย ขณะเดียวกัน สินค้าวัตถุดิบหรือปัจจัยการผลิต เช่น ยางพารา มันสำปะหลัง เหล็ก เคมีภัณฑ์และพลาสติก ก็น่าจะมีการเติบโตตามไปพร้อมกับตลาดสินค้าขั้นสุดท้าย และความต้องการใช้ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจในด้านต่างๆ

ประเด็นความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการส่งออกในการแสวงหาโอกาสในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวนี้ สิ่งสำคัญคือการติดตามอย่างเข้าใจต่อกระแสที่นำการฟื้นตัว เช่น ในระยะสั้นในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า ปัจจัยที่จะผลักดันการขยายตัวของเศรษฐกิจในหลายประเทศอาจยังคงเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในแต่ละประเทศ ขณะที่ในระยะเวลาที่ไกลออกไปในปีข้างหน้า การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอาจจะทำให้โครงสร้างการผลิตและการแข่งขันของบางอุตสาหกรรมเปลี่ยนโฉมหน้าไป อย่างเช่นการพัฒนาเทคโนโยลีรถยนต์สำหรับอนาคต ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีกระแสหลักอาจมีผลทำให้ธุรกิจบางประเภทก้าวขึ้นมามีความสำคัญมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ธุรกิจบางประเภทอาจล้าสมัยลงไป การก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจึงถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จและการอยู่รอดของผู้ประกอบการในการส่งออกของไทยในอนาคต

Tags : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย การส่งออกไทย

ความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement