ผู้ผลิตสินค้าตั้งรับกฎหมายลดโลกร้อนของสหรัฐ เข้าคิวติดฉลากคาร์บอนและคาร์บอนฟรุตพริ้นซ์ ชี้ส่วนใหญ่เป็นสินค้าในครัวเรือนและใช้ในชีวิตประจำวัน
นายศิริธัญญ์ ไพโรจน์บริบูรณ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์ การมหาชน) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า หลังจากประเทศสหรัฐอเมริกาในยุคของนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐคนปัจจุบัน ได้แสดงท่าทีและเจตนารมย์ที่จะลดปัญหาโลกร้อน ภายใต้พิธีสารเกียวโต ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในระยะแรกที่จะสิ้น สุดลงในปี 2555
หลังจากที่ก่อนหน้านี้สหรัฐอเมริกา ในฐานะผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับที่ 1 ของโลกยังไม่ยอมให้สัตยาบันในพิธีสารเกียวโต แต่ล่าสุดปรากฎว่าทางสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐได้ผ่านร่างกฎหมาย American Clean Energy and Security Act of 2009 ( ACES 2009 ) ซึ่งแม้ขณะนี้จะยังไม่ผ่านการพิจารณาของวุฒิสภาก็ตาม
เนื้อหาหลักของกฎหมายดังกล่าว ตั้งเป้าหมายที่จะลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 17% จากระดับการปลดปล่อยในปี 2548 และ 80% ในปี 2593 พร้อมกับกลไกต่างๆ โดยเฉพาะการสนับสนุนให้ใช้พลังงานหมุนเวียน การประหยัดพลังงานไฟฟ้า การพัฒนาเทคโนโลยีสะอาด การพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า การส่งเสริมกองทุนปลูกป่าดูดซับคาร์บอน
นายศิริธัญญ์ กล่าวว่า โดยเฉพาะหนึ่งในกลไกที่จะคาดว่าจะสหรัฐฯ จะผลักดันออกมาเป็นกฎหมายลูกของ ACES 2009 และจะเกี่ยวข้องกับการส่งออกนำเข้าสินค้าของไทยโดยตรงก็คือ Cap-and-Trade Program เนื่อง จากจะมีการกำหนดปริมาณอนุญาติการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยให้ค้าขายปริมาณอนุญาตได้ รวมทั้งการเก็บภาษีคาร์บอนสำหรับสินค้านำเข้า ที่ต้องผ่านการรับรองก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยหรือลดจากการผลิตสินค้า หรือเรียกว่าฉลากคาร์บอน และคาร์บอนฟุตพริ้นซ์นั่นเอง
อย่างไรก็ตาม แต่ขณะนี้ไทย เป็นชาติแรกในเอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้ ที่นำร่องกำหนดให้ผู้ประกอบการที่สนใจลดก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต 10% - 30% ให้ติดฉลากคาร์บอน ปัจจุบันมีการอนุมัติฉลากคาร์บอนรวม 9 ราย จำนวน 33 ผลิตภัณฑ์แล้ว ส่วนโครงการคาร์บอนฟุตพริ้นซ์ ถือเป็นการตั้งรับการส่งออกสินค้าโดยตรง ปัจจุบันได้ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ ทำการประเมินวงจรชีวิตว่าปล่อยก๊าซเรือนกระจก นำร่องสินค้า 25 รายการ จะศึกษาแล้วเสร็จปลายปีนี้
“แม้ว่ากฎหมายลูกของสหรัฐที่เตรียมจะออกมาบังคับให้ต้องควบคุมสินค้า ที่ต้องแสดงฉลากคาร์บอน และคาร์บอนฟรุตพริ้นก็ตาม แต่ถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดีว่า หลังพิธีสารเกียวโต ระยะแรกสิ้นสุดลงในปี 2555 และ อยู่ระหว่างกระบวนการเจรจาระหว่างประเทศอย่างเข้มข้นก่อนการประชุมอนุสัญญาฯ ที่กรุงโคเปญเฮเกน ประ เทศเดนมาร์กในปลายนี้ จะส่งผลให้ตลาดค้าขายคาร์บอนเครดิตจะยังคงมีอยู่ และคึกคักมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากความชัดเจนของสหรัฐ ที่อาจเข้าร่วมกับข้อตกลงใหม่ และสหรัฐจะกลายเป็นผู้ซื้อรายใหม่และรายใหญ่ที่สุดนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม สำหรับไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นอันดับที่ 25 ของโลก มีอัตราการปล่อยก๊าซ 344 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี คิดเป็น 0.7% แต่ที่ผ่านมาได้ส่งเสริมให้เอกชนเข้าร่วมโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด รวม 82 โครงการและขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานของสหประชาชาติแล้ว สามารถลดก๊าซเรือนกระจก 5 ล้านตันคาร์บอนฯ มูลค่า 3 , 000 ล้านบาท ” นายศิริธัญญ์ กล่าว
ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก กล่าวอีกว่า เป็นที่น่าสังเกตว่าภาคเอกชนผู้ผลิตสินค้า ที่ขยับตัวเข้าร่วมลดโลกร้อนส่วนใหญ่เป็นสินค้าใกล้ตัว และอยู่ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ซึ่งกรณีของสินค้า 25 รายการที่กำลังประเมินวัฎจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ เช่น เนื้อไก่สด ไก่ย่างเทอริยากิ ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ม่าม่า ข้าวหอมมะลิ อาหารบริการลูกค้าสายการบินของ บริษัท การบินไทย มหาชน จำกัด หรือเครื่องดื่มโคคาโคล่ากระป๋อง น้ำผลไม้ รวมทั้ง ผลิตภัณฑ์เสื้อผ้า สินค้ายางรถยนต์ เป็นต้น
นอกจากนี้ ในส่วนของภาคการขนส่ง โดยเฉพาะองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ที่รัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณารถยนต์เอ็นจีวี 4 , 000 คันที่จะนำเข้าใช้ในระบบขนส่ง ก็ให้ความสนใจที่จะปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ดีเซลมาใช้ก๊าซเอ็นจีวี ที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ด้วย
Tags : ฉลากคาร์บอน • คาร์บอนฟรุตพริ้นซ์