กรุงเทพธุรกิจ

ธุรกิจ

วันที่ 28 มิถุนายน 2552 01:30

เกษตรยั่งยืน ปลดล็อคจำนำข้าว

รัชนีนันท์ ตรังคานุกูลกิจ, จำนำข้าว, เกษตรยั่งยืน, นูริซ, โรงสี, คอรัปชั่น
TOOLS
คอลัมน์อื่นๆ

โครงการจำนำข้าวกระบวนการ “คอรัปชั่นเชิงนโยบาย” ที่มีการแย่งชิงผลประโยชน์รายทางตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

จากการศึกษาของทีดีอาร์ไอ พบว่า ไม่ถึง 50% ของวงเงินรับจำนำตกถึงมือชาวนา แต่ที่มากกว่า 50% ตกเป็นผลประโยชน์ของผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย

 

การประกันราคาข้าวรูปแบบใหม่ถูกเสนอ เพื่อเป็นคำตอบ และแก้ปัญหาการคอรัปชั่น ซึ่งโรงสีหลายแห่งไม่เห็นด้วย เพราะเป็นการ “ตัดตอน” ผลประโยชน์ที่ควรจะได้ออกไป ขณะที่คนรุ่นใหม่ รัชนีนันท์ ตรังคานุกูลกิจ ทายาทโรงสี 5 ทศวรรษ ศรีไทยใหม่ มองว่า การประกันราคาข้าวน่าจะเป็นวิธีการที่ดีกว่าการจำนำในรูปแบบเดิมๆ ที่ชาวนาไม่เคยลืมตาอ้าปากได้เลย

 

แม้ “รัชนีนันท์” จะมาจากโรงสี แต่เธอเห็นว่าการคอรัปชั่นตั้งแต่ต้นน้ำปลายน้ำเกินกว่าจะรับได้ และยังทำให้ราคาตลาดเบี่ยงเบนจากความเป็นจริง ทั้งที่ตามหลักการรับจำนำรัฐบาลควรรับซื้อจากเกษตรกรต่ำกว่า หรือเท่ากับราคาตลาด แต่เมื่อรัฐจำนำสูงกว่าราคาตลาด ทำให้รัฐต้องรับภาระกลายเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ ขณะที่ราคาตลาดต้องถีบตัวสูงขึ้น เพื่อแข่งขันกับรัฐบาล

ภาพที่ราคาข้าวสูงน่าจะดี เพราะผลประโยชน์ตกกับชาวนา แต่เรื่องจริงกลับไม่ใช่เช่นนั้น

 

เธอ แจงสี่เบี้ยให้ฟังว่า ชาวนา ที่ได้รับโควตาจำนำข้าวถูก “สวมสิทธิ” จากนายทุน เพื่อขายข้าวแพงให้รัฐบาล

 

โรงสีที่เป็นเครื่องมือของรัฐบาลในตรวจรับข้าวจากนั้นจึงค่อยสี และส่งเข้าสู่คลังกลาง ทุจริตด้วยการกดคุณภาพข้าวจากชาวนาให้ต่ำ ยิ่งกดได้มากราคาข้าวที่ให้ชาวนายิ่งน้อย เป็นการ “กินส่วนต่าง” คุณภาพข้าว

 

เมื่อสีแปร เซอร์เวเยอร์ ซึ่งเป็นลูกจ้างของรัฐบาลจะตรวจข้าว ซึ่งมีการเรียกเก็บเงินค่าตรวจในอัตรา 7-10 บาทต่อตัน ยิ่งข้าวคุณภาพต่ำยิ่งต้องจ่ายแพง

 

และเมื่อรัฐรับซื้อข้าวจากชาวนาไปแล้วจำต้องขายออกด้วยการประมูล ก็กลายเป็นประโยชน์มหาศาลของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะการประมูลข้าวรอบที่ผ่านมากลายเป็นเรื่องฉาวๆ ที่นายกรัฐมนตรีต้องลงมาว่าการด้วยตัวเอง

“ประมูลข้าวเหนียวรอบที่ผ่านมาคนเสนอราคา 1,060 บาทต่อตันไม่ได้ แต่กลับเป็นคนที่ให้ราคาแค่ 845 บาทต่อตัน ซึ่งราคาตลาดอยู่ถึง 1,200 บาทต่อตัน ส่วนต่างขนาดนี้รัฐบาลเสียหายแค่ไหน

ที่สำคัญเค้ายังเอาข้าวที่ประมูลได้ออกมาขายหน้าโกดังทันที ดั๊มพ์ราคาในตลาด ทั้งที่เงื่อนไขของรัฐบอกว่าต้องเป็นผู้ส่งออกเท่านั้น แต่ไม่มีการติดตามเงื่อนไข ทำให้ข้าวเปลือกของชาวนาตกฮวบ”

 

เธอ ตั้งข้อสังเกตว่า ข้าวเหนียวที่ประมูลรอบล่าสุดปริมาณกว่าแสนตันถูกนำออกมาระบายทันที อาจจะมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินมาหมุน และไม่ต้องเสียค่าเช่าโกดัง เนื่องจากเม็ดเงินวางประกันเพื่อประมูลค่อนข้างสูง

 

“เราไม่รู้วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของเค้า เพราะถ้าระบายช่วงเดือนส.ค.- ก.ย. ราคาข้าวจะได้ราคาดีกว่าช่วงนี้ที่ชาวนายังมีข้าว แต่เป็นไปได้ว่าเป็นการหมุนเงิน เพราะได้เงินสดๆ เข้ามาทันที”

 

ปัญหาคอรัปชั่นซ้ำซากที่ขาดการเยียวยาอย่างจริงจัง และนับวันมีมากขึ้น รัชนีนันท์ มองว่า น่าจะถึงเวลาที่รัฐจะต้องเอาจริงเอาจัง หากเป้าหมายของรัฐ คือ การช่วยเหลือชาวนา “ตัวจริง” การรับประกันราคาข้าว แม้จะเป็นไอเดียดี แต่ที่สุดเชื่อว่า ต้องมีคนเจ้าไอเดียมองเห็นช่องทางสร้างผลประโยชน์ให้กับตัวเอง

 

“ถ้าเป้าหมายของรัฐคือช่วยเหลือเกษตรกรน่าจะให้เงินอุดหนุนเกษตรกรโดยตรงไปเลย ผ่านทางธกส. เพราะชาวนาทั้งหมดเป็นลูกหนี้ธกส. ก็รู้ได้เลยว่ามีจำนวนกี่ราย รายละกี่ไร่ ผลผลิตเท่าไร รัฐก็ไม่ต้องสูญเสีย เพราะหากต้องขึ้นทะเบียนมีเจ้าหน้าที่ หรือโรงสีเข้ามาเกี่ยวข้องก็เกิดการทุจริตอีก ก็ไม่พ้นวงจรเดิม”

 

แม้จะมีปัญหาด้านข้อตกลงด้านการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งมีข้อห้ามการอุดหนุนเกษตรกร แต่เธอ ยืนยันว่า น่าจะมีวิธีที่ทำได้ เพราะปัจจุบันแม้แต่สหรัฐอเมริกายังให้เงินอุดหนุนเกษตรกรโดยตรง

 

ขณะเดียวกันรัฐบาลควรให้การสนับสนุนด้านการเกษตร “ยั่งยืน”

 

แทนการละเลงเม็ดเงินหลายหมื่นล้านบาท เพื่ออุดหนุนเกษตรปีต่อปี ควรจะนำมาสร้างระบบชลประทาน ป้องกันปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม และการลงทุนวิจัยเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้นจะทำให้ชาวนาไทยหลุดพ้นวังวนความจนซ้ำซาก

 

นอกจากนี้การเดินตามกระแสโลกด้วยการผลิตข้าวออแกนิกส์น่าจะเป็นคำตอบให้กับชาวนาไทย และโรงสีรุ่นใหม่ ในฐานะที่เป็นทายาทรุ่นที่ 5 ของศรีไทยใหม่ เธอจึงมองว่า ธุรกิจโรงสีรุ่นเก่าโอกาสเติบโตยากขึ้น เพราะไม่ถนัดเล่นเกมเก่ากับเจ้าพ่อมือเก๋าที่อาศัย “คอนเนคชั่น” และเรื่อง “ใต้โต๊ะ” ทำให้เธอมองหาช่องทางใหม่ๆ ในการเติบโต

 

ข้าวออกานิกส์ เพื่อคนรักสุขภาพ อิงกระแสโลกแบรนด์ “นูริซ” เป็นทางออกของทายาทโรงสีศรีไทยเลือก เกมนี้เธอมองว่า นอกจากจะทำให้โรงสีศรีไทยยืนหยัดอยู่ได้แล้ว ยังทำให้ชาวนาเติบโตได้อย่างยั่งยืน เธอ มองว่า ข้าวอินทรีย์นอกจากทำให้คนปลูกสุขภาพดี สิ่งแวดล้อมดี ยังทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรต่ำกว่าการปลูกข้าวทั่วไป แต่ขายได้ในราคาสูงกว่า และไม่ต้องเข้าไปอยู่ในวังวนรับจำนำข้าว ที่ชาวนาได้เพียงส่วนเสี้ยวประโยชน์ที่เหลือจากการ “คอรัปชั่น”

 

รัชนีนันท์ เริ่มต้นทำข้าวแบรนด์ “นูริซ” จากการรับซื้อข้าวอินทรีย์จากชาวนาโดยให้ราคาสูง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ชาวนาครอบครัวอื่นๆ เห็นประโยชน์ และหันมาปลูกเลียนแบบกัน โดยต้นปีที่ผ่านมาเป็นปีแรกที่เธอรับซื้อหลังจากคิดทำตลาดจริงจัง

 

โดยข้าวหอมมะลิให้ในราคาตลาด แต่สำหรับข้าวพันธุ์หายากอย่างหอมนิลมีราคารับซื้อสูงถึง 3 หมื่นบาทต่อตัน ส่วนมะลิแดง 2 หมื่นบาทต่อตัน

 

เธอยืนยันว่า การปลูกข้าวอินทรีย์จริงๆ มีต้นทุนที่ต่ำกว่า จากการศึกษาจาก “พ่ออ่อนสา” ปราชญ์ชาวบ้านที่ทำนาอินทรีย์ตัวจริง ข้าวที่ได้มีคุณภาพ ประกวดได้รับรางวัลทุกปี ผลผลิตต่อไรสูงกว่านาทั่วไป รวมทั้งต้นทุนที่ต่ำกว่า

“ต้นทุนทำนาอินทรีย์อยู่ประมาณ 1,500-2,000 บาทต่อไร่ ได้ผลผลิต 400-800 กก.ต่อไร่ ส่วนนาเคมีประมาณ 3-4 พันบาทต่อไร่ ผลผลิต 400-600 กก.ต่อไร่ ที่เห็นได้ชัดคือชาวนาไม่ต้องซื้อปุ๋ยเคมี ต้นทุนต่ำกว่า กุ้งหอยในนาก็กินได้ แต่ตอนนี้ที่เห็นชาวนาไม่กล้ากินกุ้งในนา เพราะกลัวยาที่ใส่ในข้าว”

 

ปีแรกที่รับซื้อเธอ บอกว่า ยังไม่ได้มากอย่างที่อยากได้ เนื่องจากชาวนาส่วนใหญ่ยังไม่นิยมทำนาอินทรีย์ แต่จากนี้ไปเธอ จะทำมากขึ้น ซึ่งเริ่มรับสมัครชาวนามาเข้าโครงการ โดยให้พันธุ์ข้าวหายากให้ฟรี เช่น หอมนิล มะลิแดง ซึ่งได้ราคาดีกว่า โดยมีเงื่อนไขให้ชาวนาขายข้าวให้กับศรีไทยใหม่

 

เริ่มต้นโครงการไปแล้วประมาณ 50 ไร่ แต่ผลผลิตยังไม่จุใจ เธอ มองว่า ควรจะได้ 50-100 ตัน แต่ปัจจุบันได้เพียง 20 ตันเท่านั้น

 

นอกจากการสนับสนุนการทำเกษตรอินทรีย์แล้ว ปีนี้ทายาทลูกอีสานตั้งใจหันมาสนับสนุนเกษตรพอเพียง คืนวิถีชีวิตคนไทยให้ชาวนาไทย

 

เธอ เล่าว่า แนวคิดนี้จะเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรพึ่งพิงตัวเอง ปลูกพืชผัก เลี้ยงสัตว์ ภายในบ้าน ลดการพึ่งพาจากภายนอก

 

“ตอนนี้เกษตรกรบ้านเราซื้อแม้กระทั่งน้ำดื่ม เค้าไม่รองน้ำไว้ใช้ อยากได้ผักก็ไปซื้อ นั่งรอให้รัฐบาลมาช่วย ซึ่งผิดจากเมื่อก่อน ชาวนาไทยจนยังไงก็จนอย่างนั้น แต่เมื่อก่อนดีกว่าเมื่อก่อนจนแต่ไม่อด ไม่เครียด เพราะไม่มีหนี้ แต่ตอนนี้ชาวนาจนติดลบ เพราะมีหนี้มาก”

 

เธอ เชื่อว่าแนวคิดนี้ปลดหนี้ให้ชาวนา ปลดล็อคโครงการจำนำข้าวได้ ขณะเดียวกันสร้างเกษตรที่ยั่งยืน แต่ต้องอดทน และขยัน ซึ่งกำลังของเธอเป็นแค่เศษเสี้ยวที่จะช่วยเหลือชาวนาไทยได้

 

แต่หากเป็นการออกแรงจากภาครัฐ หรือธุรกิจการเกษตรที่มีผลกำไร และแบ่งปันส่วนเกินช่วยเหลือกลไกการผลิตข้าวให้แข็งแรง ภาคการเกษตรไทยก็สามารถยั่งยืน และเป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ประเทศได้เช่นกัน

“เพราะถ้าชาวนาอยู่ไม่ได้ เราก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน” รัชนีนันท์ กล่าวทิ้งท้ายไว้เช่นนั้น

Tags : รัชนีนันท์ ตรังคานุกูลกิจ จำนำข้าว เกษตรยั่งยืน นูริซ โรงสี คอรัปชั่น

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2

วิธีแก้ปัญหา แบบถาวร ด้วยการ สร้างกลไก ให้ชาวนา สามารถแปรรูป ผลผลิต จากข้าวเปลือก กลายเป้นข้าวสารถุง จำหน่ายได้เองโดยไม่ต้องผ่าน กรรมวิธี การโกงของโรงสี ข้าราชการ และนักการเมือง โดยให้รัฐช่วยเหลือ ด่านแรก โดยผ่านโรงสีสหกรณ์ การเกษตรที่มีอยู่ ทั่วประเทศ รับสีข้าว+บรรจุภํณฑ์ให้ ฟรี หรือ เท่าทุนก็ได้ เมื่อแปรรรูปเสร็จ ก็ให้ชาวบ้าน รวมกลุ่มขายข้าวสารเอง ตามชุมชนหรือสหกรณ์ ตลาดสดทั่วประเทศ สร้างชุมชนขายข้าวแกง ราคาถูก แต่ต้องมีกำไร รับรอง โรงสี ต้องไปกราบเท้า ชาวนา และรับซื้อ ข้าวเปลือก ราคาสูงขึ้น และให้ร้านขายข้าวสารชุมชนของชาวนาเอง ขายริมถนนทั่วประเทศ ไม่ต้องง้อ พ่อค้าคนกลาง นี่แหละคือการแก้ปัญหาแบบถาวร รัฐคอยช่วยชาวนา เพียงแค่คอยประคองไม่ให้เขาขาดทุนก็พอครับ เพราะข้าวทุกเมล็ดของชาวนาให้ชาวนาดูเอง รับรองไม่หายครับ ของใคร ใครก็รักครับ.

ความคิดเห็นที่ 1

อยากเห็นพรรคการเมืองใหม่ชูโรง สภาวิชาชีพต่าง ๆ แต่ต้องบอกว่า ณ วันนี้ พรรคการเมืองใหม่ นับวัน จะเป็นพรรคการเมือง หรือ คณะตลกกันแน่ ดูแล้ว บุคคลในพรรคการเมืองใหม่ ณ วันนี้ ต้องยอมรับไม่มีใครแม้แต่คนเดียว ที่จะเดินไปแนวทางการเมืองใหม่ได้ แม้พยายามฟังว่า คุณสุริยะใส จะนำเสนอแนวคิดว่าเป็นอย่างไร แต่เมื่อคุณสุริยะใส เอ่ยถึงการเมืองใหม่ทีไร ก็จะเห็นว่า ไม่ใช่การเมืองใหม่ การเมืองใหม่หลักที่สำคัญที่สุด สมาชิกพรรคคือสิ่งสำคัญสูงสุด ขอย้ำว่าสูงสุด มิใช่ กรรมการบริหารพรรค มิใช่หัวหน้าพรรค มิใช่แกนนำ พธม มิใช่คนใดคนหนึ่ง มิใช่คณะใดคณะหนึ่งทั้งสิ้น ซึ่งสิ่งนี้ คุณสุริยะใส ไม่มี คุณสุริยะใส ยังไม่ไว้วางใจสมาชิก อันนี้ต้องถือว่า เป็นความคิดที่ผิดต่อการเมืองใหม่อย่างยิ่ง ส่วนเรื่องว่า พรรคการเมืองใหม่ จะมีระบบตรวจสอบบุคคลในพรรคอย่างไร จะมีระบบประเมินผลบุคคลในพรรคอย่างไร จะมีระบบความโปร่งใสอย่างไร ไม่ต้องพูดถึงอันใด และยังไม่ต้องคาดหวังว่า สส พรรคการเมืองใหม่ ห้ามเป็น รมต อันนี้ไม่มีแน่นอน ตราบใดที่ คุณสุริยะใส ยังมีบทบาทต่อพรรคการเมืองใหม่ ถ้า แนวคิดการทำงานของคุณสุริยะใส ยังคงเดิม

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement