หม่อมอุ๋ยชี้ศก.จีนเริ่มฟื้น อานิสงส์ส่งออกไทยเพิ่ม เหตุคนจีนบริโภคเพิ่มขึ้นแม้ส่งออกจีนชะลอตัว ส่วนภาคการผลิตขยายตัว กำลังผลิตเพิ่มเป็น 60%
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปาฐกถาพิเศษเรื่อง "SMEs กับการปรับตัวในยุควิกฤต" จัดโดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) สำนักงานเชียงใหม่ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.นี้ว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนเริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ลุกลาม ประเทศไทยจึงได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวครั้งนี้เพราะส่งออกไปจีนค่อนข้างมาก จากเดิมในอดีตเคยส่งเพียง 1.5% แต่ปัจจุบันส่งออกกว่า 10% ของยอดส่งออกทั้งหมด และคาดว่าจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันหลายประเทศในเอเซีย เช่น ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลี และประเทศในอาเซียนก็ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของจีนด้วย
แม้ว่ายอดการส่งออกของจีนจะชะลอตัวลง แต่การส่งออกของไทยไปจีนที่ขยายตัวเกิดจากกำลังการบริโภคในจีนเป็นหลัก โดยเฉพาะเมืองทางชายฝั่งทะเล และภายในประเทศกำลังการบริโภคภายในประเทศเติบโตอย่างมาก คาดว่าผู้ส่งออกไทยจะไม่เผชิญวิกฤตแย่กว่าที่ผ่านมาแล้ว เพราะตลาดอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ชะลอตัวจนถึงระดับต่ำสุดแล้ว ขณะที่จีนเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า วิกฤตเศรษฐกิจที่ลดลงต่ำสุดเริ่มเริ่มชะลอตัวลง ภาคส่งออกเริ่มมีออร์เดอร์เข้ามา จากตัวเลขของธปท.ชี้ให้เห็นว่ากำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรมที่เคยลดลงเหลือเพียง 52% ขณะนี้เพิ่มขึ้นกว่า 60% แต่เมื่อเทียบวิกฤตที่เกิดขึ้นในปี 2540 กำลังการผลิตเคยลดลงเหลือ 40% และฟื้นตัวขึ้นในถึงระดับ 75% แต่การส่งออกที่มีแนวโน้มดีขึ้นยังไม่กระตุ้นให้เกิดการลงทุนด้านเครื่องจักร - เครื่องยนต์
ทั้งนี้ ในไตรมาสแรกของปี 2552 การบริโภคภาคเอกชนยังอยู่ในระดับใช้ได้ โดยเฉพาะการใช้จ่ายของประชาชนในต่างจังหวัด ส่วนราคาพืชผลอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ไตรมาสที่ 2 ราคาพืชผลมีแนวโน้มลดลง เพราะรัฐบาลกักตุนข้าวไว้ในสต็อกมาก และในช่วงครึ่งปีหลังผลผลิตข้าวของอินเดียจะให้ผลผลิต คาดว่าราคาผลผลิตข้าวในครึ่งปีหลังจะลดลงมีผลให้การบริโภคในประเทศหยุดชะงักไปด้วย
"มีปัจจัยเพียงด้านเดียวเท่านั้นที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้ คือ การใช้จ่ายของภาครัฐ แต่การอัดฉีดงบประมาณในช่วงแรกของรัฐไม่แรงพอกระตุ้นเศรษฐกิจได้ แต่เมื่อดูงบประมาณไทยเข้มแข็งที่รัฐบาลเน้นการลงทุนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการก่อสร้าง เชื่อว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจเกิดการหมุนเวียนได้ เพราะงบประมาณเน้นกระจายในภาคก่อสร้างทั่วประเทศ ผลกำลังลุ้นให้งบดังกล่าวผ่านการพิจารณาโดยเร็ว คิดว่างบกระตุ้นเศษฐกิจจะทำให้ภาคก่อสร้างเริ่มขยับได้ราวเดือน ต.ค.-พ.ย.นี้"ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว
ทั้งนี้ ถ้างบดังกล่าวถูกนำไปใช้งานจริงตามเป้าหมายมีการก่อสร้างกระจายไปทั่วประเทศ ไทยเริ่มมีความหวังแม้รัฐบาลชะทำช้าไปถึง 6 เดือนก็ตาม แต่ก็ทำให้เศรษฐกิจมีการขยับและมีความชัดเจนมากขึ้น ส่วนภาคส่งออกแม้มีความหวังแต่ยังไม่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันใกล้นี้ เช่นเดียวกับภาคการลงทุนที่ยังไม่เร่งตัวที่พึ่งพาได้ขณะนี้คืองบการลงทุนของรัฐบาล ที่จะเริ่มในเดือน ต.ค.นี้ต่อเนื่องไปเป็นเวลา 2 ปีครึ่ง
ส่วนการปรับตัวของ SMEs ควรทำอย่างไร หากเป็นผู้ส่งออกต้องปรับลดต้นทุน - สต็อกสินค้า ขายสินค้าในสต็แกให้หมด และปรับตัวเผชิญกับปัญหาเจรจากับสถาบันการเงินเพื่อขอยืดระยะเวลาการชำระหนี้ สำหรับสถาบันการเงินโดยเฉพาะธนาคารเฉพาะกิจของรัฐที่จัดตั้งขึ้นทั้งธนาคาพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอีแบงก์ และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า หรือ เอ็กซิมแบงก์ ควรปล่อยสินเชื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการและสนับสนุนภาคธุรกิจให้อยู่รอด
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวอีกว่า คิดว่าจากนี้ไปเศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้นแต่เป็นไปอย่างช้าๆ จึงไม่ควรเร่งลงทุนซื้อเครื่องจักร แต่ธุรกิจที่ยังมีปัญหา คือ ภาคธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งจะฟื้นตัวช้าที่สุด เพราะได้รับผลกระทบจากปัจจัยทั้ง 4 ด้าน ตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจโลก ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ ต.ค. 2551 ต่อเนื่องจนถึงเหตุการณ์ปิดสนามบินสุวรรณภูมิ และความวุ่นวายจากเหตุม็อบเสื้อแดงในเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา แต่ปัจจัยที่ส่งผลกระทบรุนแรงคือการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 คาดว่าวิกฤตของภาคท่องเที่ยวครั้งนี้จะยาวนานและใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปีขึ้นไปจึงจะฟื้นตัว
ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องเข้ามาช่วยเหลือภาคท่องเที่ยว แต่การทุ่มงบโรดโชว์ในต่างประเทศไม่ได้ประโยชน์ควรกระตุ้นไทยเที่ยวไทยมากกว่า เพราะคนมีฐานะยังมีอีกมากและวิฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทำให้คนเกิดอาการเครียด การท่องเที่ยวจึงเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยผ่อนคลาย ซึ่งภาคท่องเที่ยวเป็นธุรกิจที่มีคนทำงานอยู่จำนวนมากที่สุดในประเทศ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเข้ามาช่วยเหลือ โดยใช้งบช่วยกระตุ้น 2 - 3 หมื่นล้านบาท หรือแจกคูปองท่องเที่ยว ส่วนธปท.ควรสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่องท่องเที่ยวเพื่อสะท้อนไปยังรัฐบาล
Tags : ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล • เศรษฐกิจ • จีน
