ซีพีเอฟ สานต่อแผนลงทุนนอกบ้าน ล่าสุดบุกแดนหมีขาว ทุ่มเงิน 3.5 พันล้าน บุกตั้งโรงงานอาหารสัตว์ พร้อมเตรียมลุยธุรกิจฟาร์มหมูครบวงจร
นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟ ได้เปิดดำเนินการโรงงานอาหารสัตว์และธุรกิจสุกรครบวงจร ณ เมืองลุคโควิสซี่ กรุงมอสโก สหพันธรัฐรัสเซีย อย่างเป็นทางการเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ภายใต้ชื่อ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ฟู้ดส์ (โอเวอร์ซีส์) จำกัด (Charoen Pokphand Foods (Overseas) Co.,Ltd) ด้วยทุนจดทะเบียน 900 ล้านรูเบิล (1 รูเบิล = 1.1 บาท)
“ซีพีเอฟเป็นธุรกิจแรกของไทยที่สามารถเข้าไปลงทุนด้านเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารในรัสเซีย ด้วยงบลงทุน 3,500 ล้านบาท (100 ล้านเหรียญสหรัฐ) โดยโรงงานอาหารสัตว์ที่เปิดขึ้นมีกำลังการผลิตประมาณ 240,000 ตันต่อปี เน้นการผลิตอาหารสุกร ไก่ และวัว” นายอดิเรก กล่าวและว่า
นอกจากนี้ ยังได้เตรียมที่จะดำเนินธุรกิจฟาร์มสุกรครบวงจร โดยวางแผนภายใน 5 ปี จะสามารถผลิตสุกรขุนจำนวน 1 ล้านตัวต่อปี โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมการก่อสร้าง 2 ฟาร์ม ฟาร์มแรกเป็นฟาร์ม GGP (ทวดพันธุ์) และ GP (ปู่ย่าพันธุ์) ขนาดความจุรวมประมาณ 2,400 แม่ และฟาร์มที่สองเป็นฟาร์มสุกรรุ่นพันธุ์ ขนาดความจุประมาณ 18,000 ตัว
“ชาวรัสเซียนิยมบริโภคเนื้อสัตว์เป็นอย่างมาก มีความต้องการบริโภคเนื้อสุกรถึง 2.75 ล้านตันต่อปี เปรียบเทียบกับอัตราการผลิตในประเทศที่สามารถผลิตได้ 2 ล้านตันต่อปี ทำให้ยังขาดแคลนและต้องนำเข้าเนื้อสุกรจากต่างประเทศอยู่ประมาณ 750,000 ตันต่อปี
การที่ซีพีเอฟตั้งโรงงานอาหารสัตว์และธุรกิจสุกรครบวงจรครั้งนี้นับเป็นโอกาสที่ดีของซีพีเอฟ ชาวรัสเซียจะได้รับประทานอาหารที่มีคุณภาพ ทำให้เชื่อมั่นว่า ในอนาคต นอกจากจะไม่ต้องนำเข้าแล้ว ยังสามารถขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมแปรรูปอื่นๆต่อเนื่องได้อีก รวมทั้งสามารถจำหน่ายไปยังต่างประเทศ ซึ่งหลังประสบความสำเร็จในรัสเซียแล้ว เป้าหมายต่อไป คาดว่าจะขยายการลงทุนไปยังยูเครนและยุโรปตะวันออก”
การลงทุนครั้งนี้ นับเป็นอีกย่างก้าวสำคัญของซีพีเอฟ ซึ่งยังยึดนโยบายหลัก 3 ประการที่ประธานธนินท์ เจียรวนนท์ ให้ความสำคัญมาโดยตลอดในการดำเนินธุรกิจในทุกประเทศที่ซีพีไปลงทุน คือ จะต้องเกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติ สร้างประโยชน์ต่อประชาชนในประเทศนั้น และสุดท้ายเกิดประโยชน์ต่อบริษัท
พร้อมกันนี้ นายอดิเรก ยังได้เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของซีพีเอฟในปีนี้ว่า อนาคตธุรกิจอาหารยังมีโอกาสท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจ โดยส่งผลการดำเนินงานปี 2552 ดีกว่าปีที่ผ่านมา โดยปรับประมาณการยอดขายอาจเพิ่มขึ้นมากกว่าปี 2551 ในอัตรา 10% ด้วยพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่ง การลงทุนด้านการตลาดและการสร้างแบรนด์ CP การขยายการลงทุนไปประเทศอื่นๆ และการส่งออกสินค้าอาหารทั้งกุ้งและไก่ยังดีต่อเนื่อง มั่นใจปีนี้สามารถจ่ายเงินปันผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นได้มากกว่าปี 2551
Tags : ซีพีเอฟ
ความคิดเห็นที่ 2
หนุ่ม , 8 มิถุนายน 2552 18:11
อยากไปทำงานอาหารสัตว์ที่โน้นครับ
ธีรชัย วิเศษนคร มีความรู้ระบบ GMP/HACCP ครับ
ติดต่อได้ครับ
0868753774
ความคิดเห็นที่ 1
เกตน์นิภา , 5 มิถุนายน 2552 19:51
เป็นกำลังให้ซีพีเอฟก้าวไกลอย่างยั่งยืน