รัฐบาลประกาศนโยบายเรียนฟรี 15 ปี แต่ในอีกมุมของรั้วโรงเรียน ผู้ปกครองกลับต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินค่าแปะเจี๊ยะ หลักแสน ถึงหลักล้าน
รัฐบาลประกาศนโยบายเรียนฟรี 15 ปี แต่ในอีกมุมของรั้วโรงเรียน ผู้ปกครองกลับต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินค่าแปะเจี๊ยะ หลักแสน ถึงหลักล้าน เพื่อให้ลูกหลานได้เรียนในโรงเรียนดีๆ
วัฒนธรรมการจ่ายเงินค่าแปะเจี๊ยะหรือเงินกินเปล่าในสังคมการศึกษาไทยเป็นเรื่อง “ธรรมดา” ที่ครู - ผู้ปกครองร่วมกันยอมรับว่า หากใครต้องการให้ลูกหลานได้เรียนโรงเรียนดังๆ แลกกับคุณภาพการสอนของโรงเรียนที่ (เชื่อว่า) ดีกว่า ก็ต้องยอมจ่ายเงินกินเปล่าก้อนนี้
ช่วงเดือนเมษายนของทุกปีเหล่าผู้ปกครองจึงต้อง “วิ่งเต้น” หาเส้นสาย เพื่อให้ลูกหลานมีที่เรียน “ได้ดั่งใจ” โดยยอมแลกกับเม็ดเงินมากมาย ซึ่งมีทั้งการจ่ายบนโต๊ะ มีใบเสร็จรับเงินเป็นหลักฐานชัดเจน และใต้โต๊ะ ไร้ใบเสร็จ
แปะเจี๊ยะ "สูงสุด" 3 ล้าน
จากการสอบถามจากบรรดาเครือข่ายผู้ปกครองที่ต้องอาศัยการวิ่งเต้น ทำให้ได้ตัวเลขเงิน “บริจาค” ของโรงเรียนยอดนิยมแต่ละแห่ง ซึ่งมีตั้งแต่หลักแสนจนถึงหลักล้านบาททีเดียว โดยโรงเรียนในเครือมหาวิทยาลัยดัง ถูกระบุว่า ต้องใช้ค่าวิ่งเต้นสูงสุดถึง “หลักล้านบาท”
หนึ่งในโรงเรียนสาธิตที่ว่ากันว่าสูงสุด คือ โรงเรียนในสังกัดมหาวิทยาลัยย่านสามย่าน ซึ่งปีนี้มีการขยับเม็ดเงินเพิ่มขึ้นจาก 6 หลัก มาเป็น 1-3 ล้านบาท สำหรับชั้น ป. 1 ขึ้นกับระดับคะแนนสอบที่ทำได้ ถ้าได้คะแนนน้อย ก็ต้องจ่ายหนักหน่อย รวมไปถึงระดับ "เส้นสาย" ว่าใหญ่แค่ไหน
แม้จะต้องจ่ายกันเป็นล้านบาท แต่ผู้ปกครองรายหนึ่ง ยอมรับว่า เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า สำหรับการเรียนตลอด 12 ปี ทั้งในแง่ค่าเล่าเรียนที่ถูกกว่าในระยะยาว และคุณภาพการศึกษาที่ (เชื่อว่า) ดีกว่า ที่สำคัญมีโอกาสต่อยาวถึงระดับมหาวิทยาลัยในสังกัด
โรงเรียนในเครือมหาวิทยาลัยย่านปทุมวันเป็นอีกหนึ่งโรงเรียนที่ต้องจ่ายค่าแปะเจี๊ยะในหลักล้าน พ่อแม่ที่เลือกที่โรงเรียนแห่งนี้แม้จะมีค่าใช้จ่ายที่ไม่ต่างกัน แต่อาจจะมีการวางแผนล่วงหน้า เพราะระบบแปะเจี๊ยะของที่นี่ใช้วิธีสร้างพอร์ตการบริจาค หรือจะเรียกว่าระบบ "สะสมแต้ม" ก็ไม่ผิดนัก
หากมีเป้าหมายแน่นอนว่าจะให้ลูกเรียนที่นี่ก็ต้องเริ่มสร้างพอร์ตในนามของผู้อุปถัมภ์กันแต่เนิ่นๆ โดยต้องมียอดไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท เพื่อการันตีที่นั่งว่ามีแน่ๆ ซึ่งเป็นโควต้าพิเศษสำหรับผู้มีอุปการคุณ
คุณแม่น้องจ๋อมแจ๋มเล่าให้ฟังว่า เงินบริจาคจะมีผลตอนพิจารณาคะแนนสอบ ซึ่งโรงเรียนสาธิตแห่งนี้จะประกาศผลสอบแบ่งเป็น 4 บัญชี หรือ 4 บอร์ด แต่จะไม่ปรากฎคะแนนสอบ
บัญชีชุดแรกเป็นเด็กที่สอบได้ด้วยตัวเอง มีคะแนนสูง บัญชีชุดที่สอง เป็นเด็กของผู้มีอุปการคุณของโรงเรียน บัญชีที่สาม เป็นเด็กที่มาจากโรงเรียนในสังกัดเดียวกันที่ถูกส่งมาสอบ ซึ่งจะตัดคะแนนเพียง 40% ส่วนบัญชีสุดท้ายเป็นเด็กที่จะเรียน English Programe หรืออีพี
สำหรับวิธีการสะสมแต้ม คุณแม่น้องจ๋อมแจ๋มเล่าให้ฟังว่า แต่ละปีโรงเรียนจะจัดกิจกรรมการกุศลเพื่อหารายได้หลายกิจกรรม เช่น กอล์ฟการกุศาล โบว์ลิ่งการกุศล ก็ต้องช่วยซื้อสม่ำเสมอ แล้วเก็บใบเสร็จไว้ พอถึงเวลาที่ลูกจะไปสอบก็แนบใบเสร็จไปพร้อมใบสมัคร การเป็นผู้มีอุปการคุณมายาวนานจะทำให้โรงเรียนพิจารณาก่อน หรืออาจจะติดต่อกับผอ.โรงเรียนกันแต่เนิ่นๆ ตั้งแต่ลูกเรียนอยู่ ป.5 เพื่อทำความคุ้นเคย ซึ่งการลงทุนต่อเนื่องทำให้ไม่ต้องจ่ายหนักกันทีเดียว
ยิ่งช้ายิ่งจ่ายแพง
นอกจากโรงเรียนในเครือมหาวิทยาลัยทั้งหลายแล้ว โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อีกหลายแห่งมีการเรียกเก็บเงินแปะเจี๊ยะ สำหรับรับเด็กนักเรียน "รอบสาม" ซึ่งมีทั้งที่ต้องใช้เส้นสาย ขณะที่บางแห่งตั้งโต๊ะให้ผู้ปกครอง "Walk in" เข้าไปเสนอเงินบริจาคได้ตรงๆ ไม่ต้องผ่านคนกลาง เราจะพาไปฟังปากคำของผู้ปกครองที่ผ่านประสบการณ์เหล่านี้กัน
พี่รีย์ คุณแม่ลูกสอง เล่าประสบการณ์ครั้งสำคัญของลูกสาวคนโตที่พลาดการสอบเข้าม.1 โรงเรียนสตรีบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ให้ฟังว่า ปีก่อนลูกพี่สอบไม่ได้ จับสลากก็ไม่ได้ ขณะเดียวกันโรงเรียนนี้ก็เป็นพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูง พ่อแม่หลายคนที่ลูกสอบไม่ติดต่างนั่งเฝ้าหน้าโรงเรียนรอลุ้นว่า ผู้บริหารโรงเรียนจะขยายที่นั่งเพิ่มเท่าไร เพื่อให้ลูกของตัวเองมีสิทธิ์ได้เรียนที่นี่
"พี่เต็มใจจ่าย เพียงขอให้ได้เรียนในโรงเรียนที่มุ่งหวัง"
เธอ เล่าว่า สำหรับเธอเองโชคดีว่าปีนั้นยังไม่มีการจับตาเรื่องแปะเจี๊ยะเหมือนปีนี้ ทำให้เรื่องทุกอย่างง่าย โดยเฉพาะปีนั้นโรงเรียนมีการ "ตั้งโต๊ะ" เปิดรับให้ผู้ปกครองเข้าไปยื่นคำร้องแล้วเสนอตัวเลขบริจาค โดยมี "ใบเสร็จ" รับเงินออกในนาม "สพฐ." ไม่ใช่นามของโรงเรียน ซึ่งมีตั้งแต่ 2 - 3 แสนบาท มากบ้างน้อยบ้างตามกำลังทรัพย์ นอกจากนั้นก็ยังต้องดูปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ประกอบด้วย
"บางคนก็เขียนบริจาค 2 แสนบ้าง 3 แสนบ้าง ส่วนพี่ใส่บริจาคไป 1 แสนบาท จะว่าไปก็เหมือนระบบประมูล ปีนี้ได้ยินว่า 1 แสนเอาไม่อยู่ แต่ขึ้นกับผลการเรียน จำนวนเงิน และมีใครฝากมาไม๊ ก็มีเหมือนกันที่ไม่ได้ แต่ถึงไม่ได้ก็มีคนรอนาทีสุดท้ายก็มี เผื่อว่าจะมีเด็กบางคนสละที่นั่งไปโรงเรียนอื่น"
คุณแม่น้องจ๋อมแจ๋ม ให้ข้อมูลโรงเรียนเดียวกันว่า ค่าแปะเจี๊ยะโรงเรียนนี้วิ่งกันประมาณ 2-4 แสนบาท แต่ข้อมูลที่ได้รับจากรองผอ.ทำให้รู้ว่าส่วนใหญ่โรงเรียนจะได้เพียง 1 แสนบาท ส่วนที่เหลือเป็น "ค่าหัวคิว" ซึ่งระดับเงินจะเพิ่มขึ้นตามวันเวลาที่งวดเข้ามา เช่น หากยื่นความจำนงค์ในระหว่างวันสมัครแปะเจี๊ยะจะอยู่ราวๆ 2 แสนบาท แต่ถ้าสมัครและได้เลขที่สอบแล้วจะวิ่งขึ้นไป 2.5 แสนบาท และถ้าผ่านไปจนประกาศผลแล้วบางรายอาจจะต้องใช้เงินมากถึง 4.5 แสนบาท
"เพื่อนพี่ 2-3 คน ต้องเสียเงิน 4.5 แสนบาท เพราะรอจนประกาศผล"
ขณะที่โรงเรียนเกาะแนวรถไฟฟ้าย่านลาดพร้าว ผู้ปกครองระบุว่า ปีที่แล้ว 1 แสนบาท แต่ปีนี้วิ่งกันที่ 2 แสนบาท เพราะมีชื่อเสียง และเป็นโรงเรียนแนวรถไฟฟ้า เดินทางสะดวก เช่นเดียวกับโรงเรียนชายชื่อดังเลยสถานีหัวลำโพงไปไม่มากนักมีอัตราค่าแปะเจี๊ยะปีนี้ 2-3 แสนบาท หรือแม้แต่โรงเรียนย่านบางแก้วที่ไกลออกมาถึงนอกเมือง แต่มีชื่อเสียง ยังขอรับเงินบริจาคเป็นค่าห้องคอมพิวเตอร์อย่างน้อย 1 แสนบาท
แม้จะต้องจ่ายกันหนักๆ แต่สำหรับแม่ลูกสอง ยืนยันว่า "เต็มใจ" เพราะการวิ่งหาที่เรียนม.1 ได้ ก็สบายไปอีก 6 ปี ไม่ต้องเปลี่ยนโรงเรียนอีกครั้งตอน ม.4 ซึ่งโรงเรียนดีๆ ส่วนใหญ่เปิดรับน้อยมาก โอกาสที่จะพลาดที่นั่งไปอีกครั้งก็สูง
เธอ ปักใจเชื่อว่า ระบบอุปถัมภ์เป็นเรื่องปกติของสังคมไทยที่ยอมจ่ายเพื่อให้ลูกมีที่เรียน ซึ่งแต่ละโรงเรียนล้วนมีการกันพื้นที่ส่วนหนึ่งให้กับ "ผู้มีอุปการคุณ" จากที่ได้สังเกตการรับเด็กแต่ละปีมักจะมีตัวเลขเกินกว่าที่ประกาศไว้ โดยแต่ละปีจะประกาศรับเด็กประมาณ 400 ที่นั่ง แต่เวลาลงทะเบียนมีเด็กนักเรียนประมาณ 580-600 คน ทุกปี
เช่นเดียวกับคุณแม่ลูกหนึ่งให้ข้อมูลว่า โรงเรียนย่านสามเสนที่ลูกสาวเรียนอยู่ก็มีเช่นกัน โดยแต่ละปีจะมีนักเรียนเกินกว่าที่ประกาศรับไว้ราว 1-2 ห้อง
ใครไม่มีเส้นถอยไป
ขณะที่ "น้ำ" คุณแม่ลูกสาม แม้จะยังไม่มีประสบการณ์จากตัวเอง แต่มีลูกวัยที่กำลังจะเข้า ม.1 ทำให้ต้องหาข้อมูลค่าธรรมเนียมเหล่านี้ เธอเล่าว่า เพื่อนๆ ผู้ปกครองบางคนต้องจ่ายเป็นหลักล้าน ซึ่งแต่ละโรงเรียนจะมีโควตาพิเศษสำหรับเด็กเส้นเหล่านี้ประมาณ 2 ห้อง หรือ 90-100 คนต่อปี ซึ่งอัตราส่วนใหญ่ปีนี้วิ่งกันในระดับ 1-2 แสนบาท
"บางคนเส้นใหญ่ไม่ต้องเสียก็มี บางทีก็เป็นผู้มีอุปการคุณ ยิ่งตำแหน่งสูงก็ยิ่งจ่ายน้อย แต่ส่วนใหญ่จะอิงกับคะแนนที่เด็กสอบได้ด้วย"
แต่ใช่ว่าผู้ปกครองที่วิ่งเต้นจะทำให้ลูกหลานได้เรียนในโรงเรียนที่หวังเสมอไป
สำหรับโรงเรียนสังกัด สพฐ. ทั่วไป ส่วนใหญ่แบ่งเด็กออกเป็น 2 เกรด คือ ห้องเด็กอัจฉริยะ เกรด 3.5 อัพ หรือที่เรียกกันว่า "Gifted" กับเด็ก "Regular" ซึ่งผู้ปกครองจะวิ่งเต้นได้เฉพาะประเภทหลัง ที่มีการจัดสอบทั่วๆ ไป โดยส่วนใหญ่แต่ละโรงเรียนจะเปิดให้ "วิ่ง" กันใน "รอบ 3" หลังจากจัดสรรให้เด็กๆ ที่สอบได้ และจับสลากเรียบร้อยแล้ว ซึ่งต้องวิ่งเต้นในโรงเรียนที่มีบุตรหลานสอบไว้ มักไม่ค่อยเห็นจะวิ่งกันข้ามโรงเรียน เนื่องจากไม่มีหลักฐาน รวมทั้งโรงเรียนต่างๆ จะใช้คะแนนเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับด้วย
แต่อย่างที่บอกไว้ ไม่ใช่ว่าวิ่งเต้นแล้วจะได้กันทุกคน แต่ขึ้นกับคะแนนใครดี เงินใครหนา และ...เส้นใครใหญ่กว่ากัน
แม้ว่าจะผู้ปกครองบางคนจะมีเงินหนา ยอมจ่าย แต่การ "เข้าถึง" เส้นสายเป็นเรื่องยาก เพราะหากไม่มีคนรู้จักที่จะพาเข้าถึงผู้ใหญ่ในโรงเรียนบอกได้คำเดียวว่า "ยาก" ที่จะให้ลูกเข้าโรงเรียนดังได้
"การจ่ายแปะเจี๊ยะ ไม่ใช่ได้ทุกคน ต้องมีเส้นสายพอสมควร บางทีขึ้นกับการ "ต่อรอง" อาจจะถามว่าเพิ่มกว่านี้ให้ไม๊ ไม่มีทางได้ทุกคน แล้วแต่ศักยภาพของพ่อแม่ และเส้นที่วิ่งด้วย เพราะบางที่ก็มีค่าหัวคิวด้วย" คุณแม่น้ำบอก
เธอ เล่าว่า ปีที่แล้วลูกของเพื่อนสอบม.1 ไม่ติด แต่คุณพ่อหรือคุณตาของเด็กเป็นศิษย์เก่าของโรงเรียน ส่วนตัวเพื่อนก็เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนเหมือนกัน ทำให้พอมีช่องทางที่จะฝากลูกได้ ก็ผ่านไปทางสมาคมศิษย์เก่าแล้ว "ต่อท่อ" กันไป ใครบิ๊กบึ้มกว่า คะแนนดีกว่าก็ได้ไป
ส่วนคุณแม่น้องจ๋อมแจ๋ม ให้ข้อมูลเพิ่มว่า บางโรงเรียนผอ.และรองผอ. บางคนเท่านั้นที่จะสามารถฝากได้ แต่บางโรงเรียนต้องผ่านสมาคมศิษย์เก่า หรือสมาคมครูผู้ปกครองเท่านั้น อย่างโรงเรียนแห่งหนึ่งย่านหลานหลวงโรงเรียนจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการฝากเด็ก แต่เป็นเรื่องของสมาคมศิษย์เก่าเท่านั้น
"สมาคมฯ จะบอกว่าปีนี้หาเงินให้โรงเรียนเท่าไร ซึ่งโรงเรียนจะไม่ยุ่งเลย ผู้ปกครองจะบอกกันว่าโรงเรียนนี้เสมอภาคโดยราคา เพราะมีราคาเดียวคือ 1 แสนบาท"
อยากเข้าโรงเรียนคริสต์ เตรียมไว้ไม่ต่ำกว่าแสน
แต่สำหรับโรงเรียนคริสต์ หรือเอกชนชื่อดังเป็นที่รู้กันว่า เงินบริจาคเป็นเรื่องที่ห้ามละเลย ยกเว้นจะเป็นเด็กหัวกะทิที่จะสร้างชื่อให้กับโรงเรียนจริงก็อาจจะได้รับการยกเว้น โดยอัตราบริจาคส่วนใหญ่จะอยู่ในอัตราเดียวกับโรงเรียนรัฐ คือ ประมาณ 1.5-3 แสนบาท
"ผู้ปกครองส่วนใหญ่จะเขียนเสนอเงินบริจาคตั้งแต่วันกรอกใบสมัครเลย เว้นแต่จะมั่นใจว่าลูกเราเก่ง จะทำคะแนนได้ดีก็อาจจะใส่ตัวเลขน้อยหน่อย แต่บางคนจะใส่ไปเลยทีเดียวจบ จะได้ไม่ต้องมาวิ่งรอบสอง ซึ่งต้องจ่ายมากกว่า" คุณแม่น้ำให้ข้อมูล
โรงเรียนคริสต์ย่านสีลม-บางรัก โรงเรียนอันดับต้นๆ ที่พ่อแม่ผู้ปกครองมีฐานะนิยมพาลูกมาสอบ ซึ่งเงินบริจาคจะขยับขึ้นจากปีก่อน แต่จะมากหรือน้อยขึ้นกับปีนั้นๆ มีก่อสร้างอาคารเรียนเพิ่มเติมหรือลงทุนอุปกรณ์การเรียนมากน้อยแค่ไหน แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ในเรท 1 แสนบาทเป็นอย่างต่ำ หากรายไหนให้ต่ำกว่าเกณฑ์เจ้าหน้าที่หรือคุณครูจะเรียกไปให้เพิ่มตัวเลข
แปะเจี๊ยะ คือการลงทุนที่คุ้มค่า
แปะเจี๊ยะ เป็นเหมือนกับการ "ลงทุน" การศึกษาและ "ซื้อโอกาส" ที่ดีกว่า
จากที่พูดคุยกับพ่อแม่ ผู้ปกครองหลายคนที่จ่ายค่าแปะเจี๊ยะ ส่วนใหญ่จะให้ความเห็นตรงกันว่า ยินดีที่จะจ่ายเงินหลักแสน เพื่อให้ลูกเรียนในโรงเรียนดัง เพราะเชื่อว่า โรงเรียนเหล่านี้มีมาตรฐานการสอนที่ดีกว่า สังคมในโรงเรียนเหล่านั้นจะหล่อหลอมให้บุตรหลานดีไปด้วย
คุณแม่รีย์ บอกว่า ผู้ปกครองไม่ได้เชื่อมั่นระบบการศึกษาว่าเท่าเทียมกัน ทำให้ยัดกันเข้าโรงเรียนดัง ยอมเสียเงินวิ่งเต้น ทำให้แต่ละห้องมีนักเรียน 45-50 คน ซึ่งมากเกินไปจนครูดูแลเด็กไม่ทั่วถึง
"แต่เราก็เชื่อว่าบุคลากรของโรงเรียนเพียงพอ เพราะถ้าครูไม่พอ โรงเรียนพร้อมจะจ้างครูในอัตราจ้างมากขึ้น ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่โรงเรียนจ่ายเอง"
แม้ว่ารัฐบาลจะประกาศ "เรียนฟรี 15 ปี" ซึ่งเป็นนโยบายที่ดี แต่คุณแม่รีย์ บอกว่า เรียนฟรีไม่สำคัญเท่ามาตรฐานการศึกษา ซึ่งรัฐบาลควรทำให้เกิดความเท่าเทียมกัน หากทำได้ผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องจ่ายแปะเจี๊ยะเพื่อแย่งกันเข้าโรงเรียนดัง ทำให้ห้องเรียนอยู่ในสภาพแออัด ในขณะที่โรงเรียนรอบข้างกลับมีที่นั่งเหลือ
"จะว่าไปเป็นเหมือนการเอาเปรียบคนในสังคมที่โรงเรียนไม่ได้เรียกเด็กที่สอบได้ลำดับต่อไป แต่เลือกรับเด็กที่พ่อแม่ยอมจ่ายเงินให้ แต่จะโทษโรงเรียนอย่างเดียวไม่ได้ เพราะผู้ปกครองเต็มใจ ซึ่งต้องเข้าใจโรงเรียนด้วยว่าโรงเรียนก็ต้องหาเงินให้พอกับงบประมาณที่ใช้จ่าย เพราะรัฐหนุนอย่างเดียวไม่พอ
พี่คิดว่า โรงเรียนทุกโรงเรียนดี แต่เด็กไม่ได้เหมาะกับทุกโรงเรียนๆ ชื่อดัง ลูกเราอาจจะไม่ชอบ นอกจากนั้นโรงเรียนดียังต้องมีปัจจัยอื่นเกื้อกูลกัน สังคมในโรงเรียนต้องเป็นภาคีกัน โรงเรียนช่วย ผู้ปกครองช่วย เด็กมีความสุข ผลการเรียนก็ดี ซึ่งเราเชื่อว่าโรงเรียนที่ดีสังคมมีการช่วยเหลือดูแลกัน ไม่ได้ปล่อยให้ลูกอยู่ไป ซึ่งการเข้าไปในโรงเรียนเหล่านี้เป็นเหมือนการซื้อสังคมที่ดี ซื้อโอกาสให้ลูกเราด้วย" คุณแม่รีย์กล่าวทิ้งท้าย

ความคิดเห็นที่ 14
ลุงเซ็ง , 6 พฤษภาคม 2553 10:12
ทุจริตต่อหน้าที่และประพฤติมิชอบให้เด็กเห็นตั้งแต่วันนี้ แล้วจะให้เขานับถือรวมทั้งจะสอนให้เขาเป็นคนดีของสังคมในอนาคตได้อย่างไร
เข้าเรียนก็ถูกขูดรีด ไม่เรียนก็ว่าโง่
ดิ้นรนจนเรียนจบ แต่ละปีรับปริญญากันหน้าบาน แล้วก็ไม่มีงานทำ เฮ้อ !.....
ความคิดเห็นที่ 13
= = , 21 เมษายน 2552 02:01
ไม่ต้องหวงหรอกครับเรื่องนั้นเพราะเราได้ มหาลัยของประเทศไทยปฎิรูปการเรียนการสอนหมดแล้วอ่ะครับ ถึงจะอยู่โรงเรียนดังๆแต่ครูผู้สอนสอนให้เด็กมีความคิดไม่ได้ก็เทานั้นเพราะการทำงานทุกอย่างมันเปิดอ่านท่องจำกระดาษสัก 2-3แผ่นก็สามารถทำงานบริษัทหรือโรงงานนั้นได้กันหมดแล้วอ่ะครับก็อย่างเช่นเราจบเกษตรแต่ดันไปสมัครช่างเชื่อมแผงอุปกรณ์ไฟฟ้า หากมีกระดาษเขียนอธิบายวิธีเชื่อมแผงนั้นแค่2-3แผ่นเราก็สามารถทำได้เหมือนคนที่จบช่างไฟฟ้าแล้วอ่ะครับ แล้วการเรียนการสอนที่เราอุตสาร์ท่อง กอ เอ๋ย กอ ไก่ เป็นเล่มๆตรงนั้นเพื่อ ??? คนไทยมันลืมง่ายด้วยอ่ะจิครับท่องไปเดียวก็ลืมหาอาจารณ์ทีสามารถสอนให้เด็กพัฒนาความคิดได้อ่ะยากครับ
ความคิดเห็นที่ 12
นเรื่องจริง , 20 เมษายน 2552 22:07
สถาบันไม่ได้ทำให้คนเปนคนดีเสสมอไป เพราะฉะนั้นเรียนที่ไหนก้อเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับลูกของคุณเอง ต่อให้เรียนสูง เรียนที่ดี ๆ แค่ไหน ถ้าเค้าจะเป็นคนไม่ดี เค้าก้อเป็น เราไม่ได้เรียนโรงเรียนดี ๆ ก้อยังเรียนจบ มีงานมีการทำ
ให้เงินให้พ่อแม่ได้เลย ให้รางวัลชีวิตกับตัวเองได้ตลอด ไปเที่ยวบ้าง ไปกินข้าวกับพ่อแม่บ้าง นี่ก้อจะไปคอนเสิร์ตพี่แจ้ 2 พ.ค.นี้ กับแม่ สถาบันครอบครัวเนี่ยสำคัญสุด เค้าจะดี ๆไม่ดี ก้ออยู่ที่สถาบันนี้แหละ
ความคิดเห็นที่ 11
= = , 20 เมษายน 2552 18:47
เป็นผมผมก็จะให้แป๊ะเจี้ยตรงนี้อ่ะครับเพราะพวกเขาเสี่ยงต่อสู้กับคนที่ฆ่าคนได้แบบไม่คิดอ่ะครับ แถวๆหมู่บ้านผมก็เคยได้ยินเรื่องวิสามัญพวกพ่อค้ายาเสพติดเยอะมากในอดีตถ้าเขามีสิทธิ์จะร้องขอเขาก็คงอยากจะพูดว่าได้โปรดไว้ชีวิตผมด้วยเอาผมไปขังตลอดชีวิตก็ได้แต่ก็ไม่ได้พูดมั่งครับในอดีตตอนนั้นพี่น้องในประเทศแท้ๆ วิธีที่จะไม่ต้องซื้อและขายแบบเต็มใจทั้งสองฝ่ายก็มีครับเดี๋ยวผมส่งไปให้เพราะจะทำพร้อมกับช่วยให้พม่ารวมประเทศดดยเต็มใจทั้งประเทศ
ความคิดเห็นที่ 10
= = , 20 เมษายน 2552 18:42
แป๊ะเจียจากนายทุนมีอยู่ 2กิจการเองอ่ะครับมันกิจการอสังหาริมทรัพย์กับการสื่อสารผมบอกตั่งนานแล้วนะครับว่าอย่าเร่งเกินอ่ะครับอสังหาอ่ะ /สถานที่ทองเท่ยวฝั่งตะวันออกแก้ไขได้ก็แค่เร่งสร้างรางรถไฟจากอยุธยาไปท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังให้เสร็จไวไวเดี๋ยวจะมีนักท่องเที่ยวมาที่นั้นเยอะเลยครับ ส่วนภาคใต้ก็แค่สร้างจากอยุธยาไปแถวๆระนองที่ใกล้กับพม่าเพราะตรงนั้นจะมีท่าเรือเกิดขึ้นเดี๋ยวต่างชาติก็มาเที่ยวกันที่นั้น
ความคิดเห็นที่ 9
เสรีไซเบอร์ , 19 เมษายน 2552 11:01
การศึกษาทำให้คนฉลาด รู้จักคิด รู้ความถูกต้องชั่วดี ไม่มีใครมาหลอกได้ง่าย รัฐบาลได้ทำดีแล้วที่ต้องการให้คนมีการศึกษาฟรีทั่วประเทศ จะได้ไม่มีใครถูกหลอก และสามารถใช้ความคิดเป็นของตัวเองได้ จะต้องให้เวลาเหล่าเยาวชนเหล่านี้อีกอย่างน้อย 15 ปี เรื่องเงินกินเปล่าเป็นค่านิยม เราไม่ควรไปนิยมตาม แต่จะต้องหาทางกำจัดให้หมดก็ดี แต่ก็ทำยาก ถ้ายังมีค่านิยมอยู่ ก็ใช้วิธีจับฉลากแบบโปร่งใส คือในวันที่จะจับฉลาก ให้ผู้ปกครองแต่ละคนเขียนชื่อใส่ในกล่องด้วยตนเอง แล้วจับฉลากต่อหน้าทุกคนพร้อมกันเลยจะดีไหม และให้ทำทุกโรงเรียนพร้อมกัน
ความคิดเห็นที่ 8
ระบบอุปถัมภ์ , 19 เมษายน 2552 10:23
กระทรวงศึกษาฯ ไม่มีน้ำยาปราบทุจริตเรื่องนี้ที่มีมานานในสังคมไทย เพราะคนในมีส่วนรู้เห็นด้วย เป็นไปได้อย่างไรมีใบเสร็จหัว สพฐ.ด้วย ปปท.จะต้องมาตรวจสอบการทุจริตโรงเรียนเหล่านี้ โดยเฉพาะบัญชีเงินฝาก ทรัพย์สินองบรรดาผู้บริหารโรงเรียน ครูและนนายหน้า ....... โรงเรียนต้องปลูกฝังคุณธรรม แต่กลับทำผิดจริยธรรมเสียเอง ต้องไล่ออกให้หมด
กรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI เคยออกบอกว่าจะเอาจริง แต่ก็เป็นพวกชอบสร้างภาพ เพราะหาหลักฐานจับไม่ได้สักราย สงสัยจะเป็นโรคแพ้อะไรบางอย่าง
ความคิดเห็นที่ 7
จขกท , 19 เมษายน 2552 10:08
การศึกษาเป็นการลงทุนที่ไม่สามารถวัดผลตอบแทนในระยะสั้นได้หรอกครับ การได้เข้าเรียนในสถาบันดีๆนั้น ไม่ใช่เพียงมาตรฐานการศึกษาที่ดีกว่า แต่ยังรวมถึงสังคมเพื่อนฝูง และหน้าตาการเข้าสังคม ซึ่งจะติดตัวไปตลอดชีวิต อย่างน้อยที่สุดก็ใน CV ถ้ามีเงินเหลือพอจะจ่ายได้ก็จ่ายไปเถอะ ถือซะว่าทำบุญให้โรงเรียนเอาไปพัฒนาด้วย ซึ่งก็ลูกเรานั่นแหละที่ได้ประโยชน์ แต่ถ้าจนแล้วยังจะ * ้มาจ่ายนี่ก็เกินไปหน่อยนะ
ความคิดเห็นที่ 6
เป็นการคอรับชั่นโดยอาศัยหน้าที่ๆรับผิดชอบอยู่ , 19 เมษายน 2552 09:53
ทั้งโรงเรียนของรัฐและเอกชนต่างออกมารีดไถเงินบนความทุกข์ยากของผู้ปกครองและอนาคตของเด็กนักเรียน แฉออกมาเลยว่ามีโรงเรียนใดบ้าง ค่าแป๊ะเจี๊ยะเท่าไร?
ความคิดเห็นที่ 5
น้องหมี , 19 เมษายน 2552 09:09
แต่ผมว่าคุ้มนะ นอกจากจะได้เข้าโรงเรียนที่ค่อนข้างน่าเชื่อถือแล้ว ในสังคมโรงเรียนมันจะทำให้เราได้ connection ซึ่งเราจะเอาไปใช้ในอนาคตได้ อย่างน้อยไม่รู้จักกัน แต่บอกว่าจบโรงเรียนเดียวกัน รุ่นเดียวกัน ความรู้สึกมันดีกว่าใครก็ไม่รู้ แต่ผมจบโรงเรียนวัดแถวบ้าน พอดีมหาลัยโชคดีเอ็นท์ติด ม.รัฐ ในกรุงเทพฯแห่งหนึ่ง
ความคิดเห็นที่ 4
คนไทย , 19 เมษายน 2552 09:03
ทุกวันนี้ การศึกษากลายเป็นธุรกิจเต็มตัว สถานศึกษาจึงเกิดการแข่งขันชิงดีชิงเด่นกัน เพื่อให้โรงเรียนตัวเองมีชื่อเสียง โดยวัดจากผลสำเร็จในการสอบแข่งขันเข้าโรงเรียนมัธยมที่มีชื่อเสียงหรือมหาวิทยาลัยชั้นนำ เงินทองก็จะไหลมาเทมา จึงเกิดการรั่วไหลของข้อสอบ(โรงเรียนซื้อข้อสอบจากคนออกข้อสอบ)เข้ามัธยมหรือข้อสอบเอ็นทรานซ์
เด็กจากโรงเรียนดังๆเวลาเจอข้อสอบแทบจะไม่ต้องคิด แค่เจอโจทย์ก็จำคำตอบได้แล้ว แทบไม่ต้องคิดเลย รัฐบาลควรหามาตรการป้องกันในจุดนี้ ถ้าอยากยกระดับการศึกษาของประเทศไทย
ความคิดเห็นที่ 3
ex-Intania , 19 เมษายน 2552 02:23
โอ้พระเจ้า แนวคิดเดียวกับเสิร์ช เอนจินเรยเนี่ย โรงเรียนรับเด็กเพราะความเก่ง (Rank) หรือ เพราะ sponsor ดี ก็จะได้อยู่อันดับสูงๆที่จะโดนคัดเลือกก่อน 555 อ้าวคนไทยคิดวิธีได้ก่อน YAHOO & GOOGLE อีกนะเนี่ย 55 แต่เล่นผิดกฏหมาย จริงๆ น่าจะส่งเสริมให้เด็กเรียนในสิ่งที่เป็นพรสวรรค์ดีกว่านะ เอาเงินที่แข่งกันยัดจนเหมือนกับเป็นการประมูลไปแล้ว ไปใช้หาโรงเรียนที่ส่งเสริม เน้นพรสวรรค์ของลูกจะดีกว่า เชื่อเหอะ รร ที่เรียนเหมือนกันหมด เข้ามหาลัยก็เรียนเหมือนกันอีก ก็จะลงเหวกันหมด เคยถามกันไม๊ว่า ROI มันคืนทุนในกี่ปี ถ้าเด็กจบป ตรีกันมาเงินเดือน < 16,000 เมื่อไรจะคุ้มกับเงินที่พ่อแม่ลงทุนไป อนาถถ จริงๆ เผลอๆส่วนใหญ่ต่อโท ใน-นอกประเทศอีก ไปกันใหญ่ เฮ้อ หา ROI ไม่เจอเรย ซื้อสังคมการเรียนที่พ่อแม่อยากอยู่ หรือที่เด็ก ควร ชอบ ที่จะอยู่กันแน่ ?! สังคมที่เด็กเก่งช่วยกันเรียน เพ้อเจ้อชัดๆ มันเป็นเรื่องความเป็นคนของเด็กแต่ละคนมากกว่า อย่าไปคิดถึงขนาดนั้น
ความคิดเห็นที่ 2
พี่แนะน้อง (Intania) , 19 เมษายน 2552 02:10
เฮ้อ ก็ไ่ม่เห็นเพื่อนที่จบกว่าสวนกุหลาบ เทพศิรินทร์ หรือ กรุงเทพคริสเตียน หรือ ที่เปลี่ยนไปเตรียมอุดมตอน ม.ปลายจะมีชีวิตดีเด่กว่าตรงไหน หรือมีเงินเดือนพุ่งกระฉูดจนคุ้มกับความจีเนียสของเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง วศ จุฬา หรือ เหรียญเงินโอลิมปิค สุดท้ายทุกคนก็เปลี่ยนอาชีพไปสู่อันอื่นที่ดีกว่าที่ไม่เกี่ยวกับสายที่เรียน หรือเงินทอง หรือเวลาที่ลงทุนไปเลย เพราะเข้าใจสัจจะที่ว่า ต้องรู้ว่าเราอยากทำอะไร อยากเป็นอะไร ชอบอะไร มากกว่าที่จะหลับหูหลับตาเป็นที่หนึ่ง เพื่อให้ได้โอกาสที่ดีกว่าคนอื่น จะแข่งกันไปทำไม สุดท้ายก็กล้ับมาถามตัวเองว่าทำเพื่ออะไร คุ้มไหมในสิ่งที่ทำมา หาเพื่อนดีๆ หาอะไรที่มันทำแล้วสนุกกับชีวิตแต่ละช่วงมากกว่ามานั่งเก็งเอ็นทร็านซ์ ดีกว่าไหม
มหาลัยมหาหลอก เคยได้ยินไหม เหมือนจะมีอนาคตรุ่งโรจน์จริง แต่หลอก 555
ความคิดเห็นที่ 1
HK , 19 เมษายน 2552 01:36
นี่แหละที่เขาบอก คิดอะไรเองก็ไม่เป็น จะลอกเขามาทำก็ไม่คิดให้รอบคอบ
ประชานิยมจริง แต่ต้องคิดก่อนทำ ถ้าดีจริง พี่ทักษิณทำไปนานแล้ว สู้ไปสอนพ่อแม่เขาหาเงินให้เป็น ล่อเลี้ยงตัวเองเป็น ไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นหรือรัฐจนเกินไป เขาทำเป็นแล้วก็ส่งเสริมให้เจริญรุ่งเรือง ลูกหลานก็พลอยได้ไปด้วย การให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ก็จะทำใหคนหลายคนไม่คิดจะทำอะไร คอยพึ่งแต่รัฐ มองระยะยาวเกิดรัฐถังแตก จะมีเงินอุดหนุนได้อย่างไร ไม่รูว่าพี่ทักษิณ แกจะอะไร แต่ชอบ * คนนนี้ คิดเป็น ทำเป็น พูดน้อย ทำมาก (ทุกวันนี้เราไปบังคับให้พี่แกพูดมาก มีปังหาเลยไหมละ พี่น้อง)