สศก.เตือนภัยสินค้าเกษตร 5 รายการ ราคายังเข้าขั้นวิกฤติ เหตุราคาตลาดผันผวนหนัก ขณะที่ข้าวนาปรัง-ยางพารา-มันสำปะหลัง อยู่ในกลุ่มเฝ้าระวัง
นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่าช่วงปลายเดือนเม.ย. 2552 มีสินค้าเกษตรที่ควรจับตามองทางด้านราคาอยู่ประมาณ 5 รายการ ได้แก่ ไข่ไก่ ปาล์มน้ำมัน ยางพารา มันสำปะหลัง และ ข้าวนาปรัง โดยสินค้าทั้ง 5 ชนิด มีความเคลื่อนไหวทางด้านราคาที่ผันผวนมาก ส่งผลให้เกษตรกรตั้งราคาขายสินค้าได้ลำบาก
คาดว่าสินค้าที่จะจัดอยู่ในเกณฑ์การเฝ้าระวัง แต่มีแนวโน้มว่าจะดีขึ้นในระยะต่อไป ประกอบด้วยข้าวนาปรัง ปาล์มน้ำมัน และยางพารา ส่วนไข่ไก่และมันสำปะหลังจัดอยู่ในกลุ่มวิกฤติราคา ซึ่งเกษตรกรจะต้องปรับแผนการผลิตให้สอดคล้องกับภาวะการตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็ว สินค้าเกษตรหลายชนิดราคาตลาดผันผวนมาก
ทั้งนี้ ข้าวนาปรัง ความชื้น 14-15% ปริมาณผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดในปลายเดือนเม.ย. 2552 จะเพิ่มขึ้น คาดว่าราคาที่เกษตรกรขายได้จะอยู่ที่ตันละ 9,909 บาท ลดลง 1.55%เมื่อเทียบกับจากช่วงครึ่งแรกของเดือนเกษตรกรขายได้ถึงตันละ 10,065 บาท โดยคาดว่าในเดือนเม.ย. นี้ จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนกว่า 2 ล้านตัน
อย่างไรตาม เนื่องจากภาครัฐมีมาตรการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2552 จำนวน 2.5 ล้านตัน โดยราคารับจำข้าวเปลือกเจ้า 25% ความชื้นไม่เกิน 15% อยู่ที่ตันละ 10,800 บาท ส่งผลให้เกษตรกรมีช่องทางเลือกในการนำข้าวเข้าโครงการรับจำนำได้ อย่างไรก็ตามในเดือนพ.ค. 2552 คาดว่าราคาข้าวนาปรังในตลาดจะปรับตัวสูงขึ้น จากผลผลิตที่ปรับลดลง ดังนั้นราคาข้าวนาปรังในขณะนี้จึงจัดอยู่ในกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเรื่องราคา
สำหรับยางแผ่นดิบชั้น 3 ยังเป็นสินค้าที่ต้องเฝ้าระวังโดยคาดว่าจะมีผลผลิตประมาณ 79,121 ตัน เกษตรกรจะขายได้เฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 46.77 บาท เพิ่มขึ้น 2.54% เมื่อเทียบช่วงครึ่งแรกของเดือนที่เกษตรกรขายได้กิโลกรัมละ 45.61 บาท คาดว่าในช่วงต้นเดือนพ.ค. 2552 ราคาจะเพิ่มสูงขึ้นเล็กน้อยอยู่ในเกณฑ์ดี
ส่วนปาล์มน้ำมัน คาดว่าเกษตรกรขายได้ ในช่วงปลายเดือนนี้ กิโลกรัมละ 2.93 บาท เพิ่มขึ้น 4.64% เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งเดือนแรก เนื่องจากผลผลิตที่ออกสู่ตลาดเริ่มน้อยลง โดยในเดือนเม.ย. นี้ คาดว่าจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวน 803,714 ตัน ขณะที่ ไข่ไก่ คาดว่าราคาช่วงปลายเดือนนี้จะสูงขึ้นอยู่ที่ 238 บาทต่อ 100 ฟอง เพิ่มขึ้น 2.52% เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของเดือนที่เฉลี่ยขายได้ 233 บาทต่อ 100 ฟอง ทั้งนี้เป็นผลมาจากปริมาณไข่ไก่ออกสู่ตลาดลดลง โดยคาดว่าปลายเดือนนี้จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวน 789 ล้านฟอง
Tags : สินค้าเกษตร • ข้าวนาปรัง • มันสำปะหลัง • ยางพารา • ปาล์มน้ำมัน • สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
ความคิดเห็นที่ 1
นายสัณฑพงศ์ โสไกร , 18 เมษายน 2552 11:05
รัฐควรคิดแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรให้เป้นระบบ กล่าวคือ/
1.ลดค่าลงทุนภาคเกษตรด้วยปุ๋ยอินทรีย์และธรรมชาติบำบัดโรคพืช ไร้สารพิษ ดีต่อมนุษย์ หากต้นทุนน้อยเวลาเกิดภัยก็เสียหายน้อย เกษตรกรไม่มีหนี้สินท่วมหัวเหมือนทุกวันนี้
2.สินค้าเกษตรที่เป็นการค้าเพื่อการบริโภคได้ทันที เช่นผัก ผลไม้ ต้องกระจายในประเทศและส่งออกแบบเร่งงด่วนทางเครื่องบิน อตก.ประกันราคาก็ดีมากๆ
3.พืชเกษตรที่สามารถแปรรูปได้ ก็ควรใช้วิธีแปรรูปเพื่อให้เกิดการยืดอายุและส่งออก ตปท.ได้ เช่น แปรรูปมันสำปะหลังเป็นอาหารสัตว์ หรือ เอทานอล ข้าวแปรเป็นแป้ง ไข่สดก็เป็นขนมหรือไข่ผง ปาล์มก็น้ำมันปาล์ม อยู่ได้นานแน่และใช้เป็นไบโอดีเซลได้ จะกลัวทำไม
4.ใช้วิธีขายแบบไหนก็ได้ แต่ต้องไม่ให้รัฐประกันราคาแล้วขาดทุน หรือไม่ก็ตั้งโรงงานรัฐวิสาหกิจทำเองเพื่อได้ต้นทุนราคาการผลิตที่แท้จริง ส่งขายถูกในประเทศและ ตปท.ทุกวันนี้ราคาที่ตั้งไม่มีมาตราฐานคุมไม่ได้กำไรเกินควร สงสารประชาชนคนรากหญ้า ตกงานจะทำอย่างไร
5.คนที่ตกงานเข้าภาคเกษตรมากขึ้น การที่ รบ.มีการส่งเสริมให้ราคาสินค้าเกษตรประกันได้ คือรายได้ที่กระจายช่วยได้ ไม่มากก็ยังปะทังชีวิต พอกิน พอใช้ ศก.ดีขึ้นค่อยกลับสู่ระบบโรงงานอีก แต่ขอเตือน...อย่าให้สมาชิกทุกคนอยู่ในระบบโรงงานทั้งหมด เหลือให้อยู่ในภาคเกษตรอินทรีย์ชีวภาพ 1 ไร่แก้จน ไว้ลดค่าใช้จ่ายและมั่นคงในระยะยาว
****หวึังว่า รบ.คงนำไปต่อยอดความคิดได้เพื่อรากหญ้า**/นายสัณฑพงศ์ โสไกร ปชช.330180004283 (ชมรมประชาอาสา)